บทความ » การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว

การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว

8 กรกฎาคม 2021
87   0

การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว

การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว นับจากวันแรกที่แอนิเมชั่นเรื่อง The Mitchells vs. the Machines เผยแพร่ทางเน็ตฟลิกซ์ ผมดูซ้ำมาแล้ว 3 รอบ เสียน้ำตาทุกรอบ และเท่าที่ฟังจากคนรอบตัวก็ไม่ใช่ผมคนเดียว ใครหลายคนที่ได้ดูก็เสียน้ำตาไม่ต่างกัน

ภายใต้การห่อหุ้มที่ดูตลกโปกฮาและเอาความบันเทิงนำ ผมคิดว่า The Mitchells vs. the Machines ได้ซ่อนประเด็นแสนเจ็บปวดแห่งยุคสมัยเอาไว้

อาจจะไม่ใช่คำว่าซ่อนด้วยซ้ำ แต่เอามาฉายให้เห็นกันชัดๆ

เนื้อเรื่องว่าด้วยลูกสาวผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โดยเริ่มต้นจากการเป็นยูทูบเบอร์ กับพ่อผู้ไม่เข้าใจความฝันนั้นว่ามันจะมั่นคงหล่อเลี้ยงปากท้องได้ยังไง

“พ่อแม่ฉันไม่ค่อยเข้าใจฉันเท่าไหร่ ก็ไม่แปลก กว่าฉันจะเข้าใจตัวเองยังนานเลย” ประโยคที่ทั้งเรียบง่ายแต่ก็เศร้าลึกของเคธี มิตเชลล์ อธิบายปมของเรื่องหรืออาจรวมถึงปมในชีวิตใครหลายคน

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

ไม่ใช่แค่พ่อที่ไม่เข้าใจเธอ แต่เธอก็ไม่เข้าใจพ่อ–ว่าทำไมพ่อไม่เข้าใจเธอ

“ความล้มเหลวมันเจ็บปวดนะลูก พ่ออยากให้ลูกมีแผนสำรองไว้” บางประโยคที่พ่อพยายามอธิบายทำให้พอเข้าใจความไม่เข้าใจแต่ไม่ทั้งหมด

ความไม่เข้าใจกันและกันต่างสร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายจนความสัมพันธ์ในครอบครัวเสี่ยงแตกสลาย ถ้าผู้เป็นพ่อไม่บังเอิญตระหนักได้จากบางเหตุการณ์และพยายามกอบกู้สิ่งต่างๆ กลับคืน โดยมีฉากหุ่นยนต์กำลังจะยึดครองโลกห่อหุ้มให้ความบันเทิงอีกที

แม้จะเป็นประเด็นแสนคลิเช่ การที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่มีมาทุกยุคทุกสมัย แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว เมื่อเทคโนโลยีในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ โอกาสก้าวหน้า และการให้คุณค่าเปลี่ยนไป ความไม่เข้าใจจึงเกิดขึ้น ไม่เฉพาะเรื่องความฝันแต่รวมถึงแง่มุมอื่นๆ ในชีวิต นั่นจึงทำให้เมสเซจที่สอดแทรก
ในแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำงานกับคนดูได้อย่างทรงพลัง

ระหว่างดูผมนึกย้อนถึงชีวิตของตัวเองที่เติบโตมาในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน เลี้ยงดูโดยอี๊หรือป้าผู้ไม่รู้หนังสือ โดยที่ความฝันเดียวของผมตอนเรียนคืออยากเป็นนักเขียน อยากทำงานนิตยสาร อยากเป็นคนทำหนังสือ

เดาได้ง่ายๆ ว่าการอธิบายให้อี๊เข้าใจว่าอาชีพนี้ทำอะไร วันหน้าจะประสบความสำเร็จแบบลูกหลานบ้านอื่นไหมเป็นเรื่องยาก โชคดีที่อี๊ปฏิบัติต่อผมต่างจากพ่อของเคธี อี๊ปล่อยให้ผมได้ลองล้มลุกคลุกคลานเรียนรู้ในสิ่งที่อยากทำด้วยตัวเอง จนวันนี้สิ่งที่เลือกก็กลับมาหล่อเลี้ยงเราสองคน

อย่างที่ตัวละครเคธีว่าไว้–กว่าฉันจะเข้าใจตัวเองยังนานเลย

การพิสูจน์ตัวเองกับตัวเองนั้นสาหัสมากพอแล้ว บางคนอาศัยเวลาค่อนชีวิตกว่าจะค้นพบคำตอบที่พอดีหรืออยากลองเสี่ยงกับมัน และเมื่อพบแล้ว เลือกแล้ว การที่เราไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์มันกับใครอีกโดยเฉพาะคนที่ใกล้ตัวที่สุดอย่างคนที่บ้านถือเป็นเรื่องโชคดีในชีวิต

ครั้งหนึ่งตอนที่ผมเขียนหนังสือที่เล่าถึงชีวิตระหว่างผมกับอี๊ชื่อ ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น ผมมีโอกาสสัมภาษณ์อี๊สั้นๆ เพื่อเอาไปโปรโมตในช่วงวันแม่ ผมจึงเลือกถามบางคำถามที่ค้างคาใจ

“ตอนเด็กๆ อยากให้เบลล์เป็นอะไร”

“อยากเป็นอะไรก็เป็นไป ชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น อั๊วไม่บังคับ บังคับแล้วเรียนจบหรือเปล่า” อี๊ตอบด้วยน้ำเสียงห้วนอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้ผมเข้าใจว่าสุดท้ายอี๊ก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าอาชีพคนทำหนังสือหรือนักเขียนคืออะไร มันมั่นคงยังไง และถึงวันนี้ผมเชื่อว่าก็ยังคงไม่เข้าใจ

ใช่, อี๊ไม่ได้เข้าใจงานที่ผมทำ แต่อี๊เข้าใจผม

เข้าใจที่ไม่ได้มีความหมายตามพจนานุกรมว่ารู้เรื่อง รู้ความหมาย แต่เข้าใจในความหมายตามคำของมัน นั่นคือเข้าไปในใจ

เมื่อเข้าไปในใจจึงเห็นใจ เมื่อเห็นใจจึงรู้ใจ และเมื่อรู้ใจจึงเชื่อใจ

ความเข้าใจอย่างหลังต่างหากที่มีความหมายในยุคสมัยนี้ ยุคสมัยที่ตัวตนของเราถูกท้าทายด้วยคำถามจากภายนอก จากโลกโซเชียลฯ หรือแม้กระทั่งจากตัวเอง การมีใครสักคนหนุนหลังและทำให้บ้านมีความหมายว่าบ้านจริงๆ จึงเป็นสิ่งที่หลายคนโหยหา และบางทีมันอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำให้เรายังอยากมีชีวิตอยู่บนโลกอันบูดเบี้ยวใบนี้

ไม่ได้อยากสปอยล์ แต่ผมคิดว่าประโยคตอนท้ายเรื่องที่เคธีบอกกับพ่อของเธอตอนที่ต้องร่ำลาไปเรียนวิชาที่เธอรัก หลังจากต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันแล้ว น่าจะมีความหมายกับใครหลายคนหากมันเกิดขึ้นในชีวิตจริง

“ถ้าหนูเศร้าตอนอยู่คนเดียว หนูก็จะมีของรักอยู่ด้วยเสมอ” เคธีพูดถึงหุ่นไม้กวางมูสที่ทำให้นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพ่อ

อย่างที่ผมว่าไว้, โดยส่วนตัวผมคิดว่านี่คือยุคที่คนต่างยุคสมัยไม่เข้าใจกันมากที่สุดแล้ว

แต่มันก็เป็นยุคที่ความเข้าใจมีความหมายที่สุดเช่นเดียวกัน

บทความอื่นๆ