บทความ » การเดต ที่อาจทำลายความสัมพันธ์

การเดต ที่อาจทำลายความสัมพันธ์

28 สิงหาคม 2020
434   0

การเดต ที่อาจทำลายความสัมพันธ์

การเดต ที่อาจทำลายความสัมพันธ์

อาการติด โทรศัพท์เป็นอะไร ที่แพร่หลายและเป็นไปอย่างธรรมชาติในหมู่คนแทบทุกเพศทุกวัย สังเกตได้ จากเวลาไ ปนั่งทานอาหารนอกบ้าน

เกิน 50% ของคนในร้านไม่นับบริกรและพ่อครัว จะต้องมีการควักเอามือถือ อวัยวะที่ 33 ออกมาเช็กอย่างไร้เหตุผล แต่สำหรับทุกคน

ก็คงมีเหตุผลอะไรบางอย่างให้ต้องหลบเข้าไปในโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งที่เป็น ช่วงเวลาที่ควรอยู่ในโลกแห่งความจริงอย่างมากที่สุด

อาจเป็น เรื่อง ธรรมดาของคนวัยทำงานที่ใช้ข้ออ้างการเช็กงานหรือทำงานกลางโต๊ะกินข้าว เพราะ ติดนิสัยไปแล้ว แต่คนสูงวัยหรือเด็กตัวเล็ก

ก็ยังคงต้องพึ่ง อุปกรณ์สื่ อสารเพื่อการมีสมาธิ จดจ่ออยู่ กับ สิ่งหนึ่งขณะมื้ออาหารเช่นกัน

สิ่งนี้เกิดขึ้น เป็น ปกติ แม้ในเ วลาที่ไม่ควรปกติ อย่าง ตอนออกเดต ยัง ไม่ต้องพูดถึงเดตครั้งที่เท่าไร แต่ พฤติกรรม การเดต

แบบนี้ เขาอธิบายสั้นๆ ได้ ว่า ‘Phubbing’ (ฟับบิ้ง) หรือ ‘Phone Snubbing’ ซึ่ง เป็น พฤติกรรมที่เสี่ยง ต่อ การทำลายความสัมพันธ์ ที่ คนให้ความใส่ ใจในเครื่องมือ สื่อสาร มากกว่า อีกครึ่งหนึ่งของหัวใจ

เว็บไซต์ Thrillist ได้พูด ถึงพฤติกรรมดัง กล่าวว่า เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายใ นออสเตรเลียและ สหราชอาณาจักร และ งานวิจั ยล่าสุด

จากมหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ที่ได้ ทำการศึกษาเพื่อจะยืนยันสิ่งที่ เรารู้กัน อยู่แล้วว่า การใช้ โทรศัพท์มือถือ มากเกิน ความจำเป็นสามารถตัดความสัมพันธ์ให้ สะบั้นลงได้จริง 

ดูเหมือน Phubbing จะเป็น สิ่งที่เกิดขึ้น แล้ว เคยเกิดขึ้น หรือ กำลังเกิดขึ้น ในความสัมพันธ์ของคู่รักที่ทั้งคู่ต่าง มี โทรศัพท์มือถือ อย่างน้อย 1 เครื่อง

ศาสตราจารย์เจมส์ เอ.โรเบิร์ตส์ (James A. Roberts) และ ผู้ช่วยศาสตราจาร ย์เมเรดิธ เดวิด (Meredith David) จาก มหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ ได้เขียน งานวิจัยจากการสำรวจแยกสองครั้ง จาก

ประชากรวัยกลางคนในสหรัฐกว่า 450 เพื่อดูว่า พวกเขาใช้ หรือ ถูกทำให้เสีย สมาธิ จากโทรศัพท์มือถือบ่อยแค่ไหน ขณะที่ กำลังใช้เวลากับคนรัก

ในงานวิจัยแรก ของ พวกเขาจะใ ห้กลุ่มตัวอย่า งกำหนดวัดค่า จาก 1 ถึง 5 ซึ่ง 1 หมายถึง ‘ไม่เคยเลย’

และ 5 หมายถึง ‘ตลอดเวลา’ ซึ่งจากคำตอบเหล่านี้ พวกเขาจะได้พฤติกรรมโดยทั่วไป และให้กลุ่มตัวอย่างวัดค่าเดียวกัน กับ พฤติกรรมของคนรัก

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ ใน วารสาร Computers In Human Behavior บอกเราว่า พฤติกรรมการ Phubbing นี้เกิดขึ้นกับ คู่รัก ทั่วไป

และ ไม่ว่าคุณจะ เป็น ผู้กระทำหรือถูกกระทำก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ กำลั งน่า เป็นห่วง

โดย 46.3% ของผู้เข้าร่วมสำรวจเผยว่า ถูกเมินจากคนรักของพวกเขาที่ กำลังง่วนอยู่กับการเช็กโทรศัพท์มือถือ และ 22.6% ในคนกลุ่มนั้นบอกว่า ทำให้ เกิดปัญหา ใน ความสัมพันธ์ นอกจากนั้น

งานวิจัยยังบอกอีกว่า ความสัมพันธ์ของคนรักอาจเกิด ผลลัพธ์ที่ไ ม่ดีนักจากการถูกคั่นก ลางร ะหว่างพวกเขาด้วยโทรศัพท์มือถือ และอาจทำให้คนใดคนหนึ่งเกิดความรู้สึกไ ม่พอใจอี กฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ

“โทรศัพท์มือถือ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ เป็นอุ ปกรณ์การสื่อสาร แต่ในอี กทางกลับเป็นตัวขัดแทนที่จะเป็น ‘ตัวกลาง’ เพื่อ การสื่อสารระหว่าง คนรัก” โรเบิร์ตส และ เดวิดกล่าว 

ในยุคที่เราใช้โทรศัพท์ เพื่อ ติดต่องา นขณะที่เราไม่ได้ นั่งทำงาน ที่ ออฟฟิศ มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะว างไว้เฉยๆ ไม่ เช็ก ไม่สนใจ มัน ดังนั้นทางที่ ดีที่สุด ใน ก ารแก้ปัญหานี้ คื อรู้จักใช้อย่าง

เป็น เวลา ทุ่มเทเวลาที่ อยู่ กับ คนพิเศษ มันอาจถึงเวลาที่เราจะได้ฤกษ์วางมือถือ คู่ใจเอาไว้ แล้ว ให้เวลา กับ คนที่อ ยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่

ในอีกหนึ่งงานวิจัย เมื่อปี 2015 โดย นักสำรวจ จาก มหาวิทยาลัยบริกแฮม ยังใช้คำว่า ‘Technoference’

อธิบายรูปแบบ ของ เทคโนโลยีใดก็ ตามที่ รบกวน ความสัมพันธ์โดยดึงความสนใจ ของ บุคคลไปจากคนรักขณะอยู่ด้วยกัน

เว็บไซต์ Psychology Today ได้บอก เล่าเกี่ยวกับงานวิจัยว่า มีความเชื่อมโยงอยู่ระหว่างพฤติกรรมการใ ช้โทรศัพท์มือถือ

ที่เพิ่ม มากขึ้น แต่ระดับความสัมพันธ์กลับลดลง สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่เป็น งานวิจัยแรกที่ บอกว่า ยิ่งเทคโนโลยีมี ส่วนกับบุคคล มากเท่าไร ยิ่งทำให้คนรักของเขาเป็น ทุกข์ได้มากเท่านั้น 

“ยิ่งเทคโนโลยีมี บทบาท กับ ชีวิตมากแค่ไหน ยิ่งมีส่วนทำให้เกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ และ น่าพึงพอใจน้อยลงด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรือเทคโนโลยีใดก็ตาม ที่มีความสำคัญมากขึ้นในชีวิต ยิ่งทำให้คนรู้สึกหดหู่ง่ายขึ้น และมีความสุขน้อยลงด้วย”

แม้ว่าเราจะรู้ว่าโทรศัพท์คู่ใจอาจเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ แต่ถ้ารู้ตัวว่าขาดมันไม่ได้ ทางที่ดีควรหาสมดุลระหว่างความสัมพันธ์และการสื่อสารให้พอดิบพอดี

สามารถทำได้ โดยอย่างแรกควรจะรู้ว่าเป็นการเสียมารยาทเมื่อคุณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อหน้าอีกฝ่าย พฤติกรรมดังกล่าวนั้นทำให้ใครก็ตามที่อยู่กับเราขณะนั้นรู้สึกโดดเดี่ยว ทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคนตรงข้ามเป็นคนรัก

ถ้าเราให้ความสนใจกับไลก์ใหม่ในอินสตาแกรม หรือคอมเมนต์ที่เพื่อนของเพื่อนที่ไม่รู้จักมาทิ้งเอาไว้ในเฟซบุ๊กเสียมากกว่าคนที่เรารัก

หรือคนที่เรากำลังคบหาดูใจ ก็อาจถึงเวลาประเมินความสัมพันธ์เพื่อหาคำตอบว่ามีอะไรที่เทคโนโลยีนั้นให้กับเรา แล้วคนรักไม่สามารถให้ได้

บทความอื่นๆ ตระกูลมาร์กอส หวังแก้ประวัติศาสตร์ของอดีตผู้นำเผด็จการ