บทความ » ข้อมูลชี้ อุตสาหกรรมขนส่งสินค้าโลกปั่นป่วน

ข้อมูลชี้ อุตสาหกรรมขนส่งสินค้าโลกปั่นป่วน

28 มีนาคม 2021
84   0

ข้อมูลชี้ อุตสาหกรรมขนส่งสินค้าโลกปั่นป่วน

ข้อมูลชี้ อุตสาหกรรมขนส่งสินค้าโลกปั่นป่วน การเคลื่อนย้ายเรือส่งสินค้าขนาดยักษ์ Ever Given น้ำหนักกว่า 200,000 ตันที่เกยตื้นขวางคลองสุเอซ เส้นทางเดินเรือสินค้าสายสำคัญจากเอเชียสู่ยุโรป คาดว่าอาจต้อง ใช้เวลาอีกหลายวัน หรือ หลายสัปดาห์

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ‘เรือขวางคลอง’ ที่ถูกเปรียบ เหมือน ‘วาฬเกยตื้น’ ครั้งนี้ รุนแรงมากเป็นอันดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์การเดินเรือ และสร้างความเสียหายต่อการค้าโลก คิดเป็นชั่วโมงละกว่า 400 ล้านดอลลาร์ จนถึงตอนนี้ยังมีเรือสินค้าอีกมากกว่า 200 ลำต่อแถวรอความหวัง เพื่อไม่ต้องเดินทางอ้อมโลก

อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิด วิกฤตการณ์นี้ อุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทั่วโลก ก็อยู่ในภาวะปั่นป่วนมากพออยู่แล้ว อันเป็นผล จากห่วงโซ่อุปทานโลกที่ยืดยาวจนถึงขีดจำกัด จากความต้องการนำเข้าสินค้าที่พุ่งสูงเป็น ประวัติการณ์ ต่อเนื่องกว่า 7 เดือน

หลังจาก ที่ซบเซาอย่างหนักในช่วงปี 2020 จากวิกฤตแพร่ระบาด ของ โรคโควิด-19 ซึ่งแรงขับ เคลื่อนหลักที่ทำให้อุปทานทั่วโลกพุ่งสูงมาจากความต้องการซื้อของผู้บริโภค ในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ

ข้อมูลจาก S&P Global Panjiva ผู้ให้บริการ ข้อมูลการค้าโลกเผยว่า อัตราการนำเข้าสินค้าทางเรือนั้นพุ่งสูงเกือบ 30% ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 20%

การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มปริมาณอย่างมากใ นสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ส่งผลให้ตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้าขาดแคลน สินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะรถยนต์ เครื่องจักร เสื้อผ้าหรือลวดเย็บกระดาษ ต่างขนส่งใส่ ตู้เหล็ก เหล่านี้ ซึ่งโรงงานผู้ผลิตส่วนมากอยู่ในจีน และจำนวนมากต้องปิดไปในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่การขนส่งทั่วโลก หยุดชะงัก ทำให้จำนวนตู้คอนเทนเนอร์ที่ผลิตใหม่มีไม่พอต่อความต้องการใช้งาน

ค่าขนส่งที่สูงลิ่ว

มากกว่า 80% ของการค้าทั่วโลกนั้นขับเคลื่อนผ่านการขนส่งทางทะเล ซึ่งวิกฤตเรือยักษ์ขวางคลองสุเอซทำให้ค่าใช้จ่ายของห่วงโซ่อุปทานยิ่งเพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลจาก S&P Global Platts ชี้ว่า ก่อนเ กิดวิกฤตนี้ ค่าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 1,040 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เป็น 4,570 ดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา

และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค่าขนส่ง สำหรับสินค้า นำเข้าของสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าเท่าตัว หากเทียบ กับ ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วที่มีค่าขนส่งรวมประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

อีกทั้งค่าขนส่งเหล่านี้ยังสามารถสูงขึ้น ได้อีก จากแรงกดดันของภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์นี้ถือเป็นฝันร้าย ของ นักลงทุนในตลาดหุ้น Wall Street ที่กำลังกังวลว่าราคาสินค้าที่พุ่งสูงอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ จำเป็นต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาด

“ในขณะนี้ค่าใช้จ่ายมากมายเหล่านี้ อยู่ใน ห่วงโซ่อุปทาน ผมคิดว่ามันไม่สามารถเลี่ยงได้ที่ผลกระทบจะส่งต่อไป ถึง ผู้บริโภค มันแค่ต้อง ใช้เวลาเท่านั้น” คริส โรเจอร์ นักวิเคราะห์ของ S&P Global Panjiva กล่าว

ขณะที่การล็อกดาวน์ เพื่อ ป้องกันโควิด-19 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการปิดโรงงานและการชะงักงันของ กระแสการค้ าทั่วโลก ซึ่งการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วภายหลังการผ่อนคลาย ของ วิกฤตโควิด-19 ที่บรรเทาลง ทำให้โรงงานผู้ผลิต และ จัดหาวัตถุดิบสำหรับผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ประสบความยากลำบาก ในการจัดหาวัตถุดิบให้เพียงพอต่อคำสั่งซื้อ

ภาวะขาดแคลนวัถุดิบทำให้ ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ เช่น บริษัทผลิตรถยนต์อย่าง Ford และ Volkswagen ต้องระงับการผลิตภายใน โรงงาน เนื่องจาก ขาดแคลนชิปคอมพิวเตอร์ที่ถูกนำไปใช้ใน การผลิตโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และ อุปกรณ์แก็ดเจ็ตต่างๆ

คอนเทนเนอร์จำนวนมากกองอยู่ผิดที่

การส่งออกของจีนนั้นฟื้น ตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ในขณะเดียวกันเส้นทางขนส่งสินค้าสายสำคัญ ต้องยกเลิก การอนุญาตเดินเรือส่งสินค้า ท่ามกลางภาวะการค้าทั่วโลกที่หยุดนิ่ง

ซึ่งผลที่ตามมาทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ ว่างเปล่าจำนวนมาก ถูกกองไว้ผิดที่ และไม่สามารถนำมาใช้งานรองรับการขนส่งสินค้าจากเอเชีย ไปยังประเทศในยุโรปหรืออเมริกาเหนือได้

Hapag-Lloyd หนึ่งในบริษัท ขนส่ง ตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เพิ่มเรืออีก 52 ลำเพื่อขนส่งตู้คอนเทนเนอ ร์ เปล่าหลายแสนตู้ไปยังประเทศที่ต้องการใช้งานมากที่สุด ซึ่งในช่วงเวลาปกตินั้นจะใช้เรือเพียงไม่ถึง 10 ลำในการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์เปล่าเหล่านี้

“นั่นคือ ความเป็น จริงเกี่ยว กับเรือ หนึ่งสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการเคลื่อนย้ายตู้คอนเทนเนอร์เปล่า” รอล์ฟ ฮับเบิน แวนเซ่น แจ้งต่อนักลงทุนในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ราคาสินค้าพุ่งสูงกำลังมา

หลายบริษัทแทบไม่แสดงท่าทีใดๆ ต่อแผนรับมือจากค่าขนส่งสินค้าที่พุ่งสูง แต่มีสัญญาณขั้นต้นบ่งชี้ถึงราคาสินค้าที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานพบว่า ค่านำเข้าสินค้าในเดือนมกราคมนั้นเพิ่มสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2012 ซึ่งคาดว่าความต้องการสินค้าของผู้บริโภคจะเพิ่มสูงต่อเนื่องในอีก 2 เดือนข้างหน้า และ คาดว่าผลกระทบจากค่าขนส่งที่สูงขึ้นอาจทำให้สินค้าหลายรายการ โดยเฉพาะ สินค้านำเข้านั้นเพิ่มขึ้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่นักวิเคราะห์ของ Commerzbank ธนาคารรายใหญ่ของเยอรมนีมองเหตุการณ์ที่คลองสุเอซว่าอาจทำให้ราคาน้ำมัน ยิ่งพุ่งสูงตามไปด้วย เนื่องจากค่าใช้จ่ายสำหรับเรือขนส่งสินค้าเหลว (Tanker) ที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกจากเหตุการณ์นี้

ขณะเดียวกันบริษัทผู้ผลิตสารเคมี ที่ใช้เรือ Tanker ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจที่ผลิตสินค้า จากสารเคมี เช่น แชมพูหรือเครื่องสำอางนั้นจะผลักภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไปที่ผู้บริโภคด้วยการขึ้นราคาสินค้า

“ราคาส่วนใหญ่ตามห่วงโซ่อุปทานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือราคาขึ้น ดังนั้นมันต้องไปโผล่ที่ไหนสักแห่ง” โจแอนนา โคนิง นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ ING Group กลุ่มบริษัทผู้ให้บริการธนาคาร การเงินและการบริหารสินทรัพย์ กล่าว

บทความอื่นๆ การทำงานของทนายมาเฟีย จากซีรีส์ Vincenzo