บทความ » ความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้จริงๆ แล้วเป็นสำเนาของความทรงจำแรก

ความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้จริงๆ แล้วเป็นสำเนาของความทรงจำแรก

14 พฤษภาคม 2021
400   0

ความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้จริงๆ แล้วเป็นสำเนาของความทรงจำแรก

ความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้จริงๆ แล้วเป็นสำเนาของความทรงจำแรก เราเริ่มใช้คำว่า memory แทนการระลึก การจดจำสิ่งต่างๆ ได้เป็นครั้งแรกๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 memory เป็นคำที่สืบรากมาจากภาษาฝรั่งเศสเก่า memoire ที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11

ความทรงจำคือ ‘ที่ตั้ง’ ของ ‘ความรู้’ ในสังคมยุคก่อนที่การคัดลอกหรือการพิมพ์จะแพร่หลาย การจดจำสิ่งต่างๆ ได้จำต้องอาศัยการปฏิบัติซ้ำๆ หรือกระทั่ง ‘ศาสตร์แห่งความทรงจำ’ หรือ ars memoriae ที่ทำให้เราสามารถใช้ความทรงจำได้อย่างเต็มที่

ศตวรรษที่ 19 ปราชญ์ชาวฝรั่งเศสอ็องรี แบร์กซง (Henri Bergson) ค้นพบว่า ‘ความทรงจำ’ ที่เราเรียกรวมกันในรูปของเอกพจน์เรื่อยมานั้นแท้จริงแล้วอาจแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ ความทรงจำจากความเคยชิน และความทรงจำที่เกิดจากการระลึกย้อน

1

เราเริ่มใช้คำว่า memory แทนการระลึก การจดจำสิ่งต่างๆ ได้เป็นครั้งแรกๆ ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 memory เป็นคำที่สืบรากมาจากภาษาฝรั่งเศสเก่า memoire ที่ใช้กันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ซึ่งหมายความถึงความทรงจำ การระลึกถึง และความคิดคำนึง ซึ่งกลายรูปมาจากคำละติน memoria ที่นอกจากจะหมายถึงการจดจำได้แล้ว คำนี้ยังหมายความถึง ‘ที่ตั้ง’ ของ ‘ความทรงจำ’ 

คำอุปสรรคว่า mer- ในภาษาโปรโต-อินโด-ยูโรเปียน (PIE) มีความหมายได้ทั้ง ‘ความทรงจำ’ และการ ‘มีบางสิ่งร่วมกัน’ คำว่า merimna ในภาษากรีกโบราณแปลได้ว่า ความคิดถึง และความเป็นห่วงเป็นใย ในขณะที่ตำนานเก่าแก่ของชาวยุโรปเหนือ มีเมอร์ (Mimir) เป็นชื่อของยักษ์ตนหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนองครักษ์พิทักษ์กำแพงแห่งปัญญา (Wall of Wisdom)

ขณะที่คำกิริยาว่า remember เริ่มใช้กันเป็นครั้งแรกในช่วงกลางของศตวรรษที่ 14 ในความหมายของการระลึกย้อนกลับไปถึงสิ่งต่างๆ ได้อีกครั้ง หรือเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ในความทรงจำ ส่วนคำนาม remembrance นั้นถูกใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 มาจากคำฝรั่งเศสเก่า remembrance ที่ใช้มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 

ในปกรณัมกรีก นีโมซีน (Mnemosyne) คือเทพีแห่งความทรงจำ และเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเทพีศิลปศาสตร์ (Muse) ทั้ง 9 ที่ประกอบด้วย คาลลีโลพี (Calliope) เทพีแห่งมหากาพย์, คลีโอ (Clio) เทพีแห่งประวัติศาสตร์, ยูเทอร์พี (Euterpe) เทพีแห่งดนตรี, อีราโต (Erato) เทพีแห่งคำร้องกวีนิพนธ์, เมลโพเมนี (Melpomene) เทพีแห่งละครโศกนาฏกรรม, โพลีฮีมเนีย (Polyhymnia) เทพีแห่งเพลงสวดสรรเสริญ, เทิร์พซิคอเร (Terpsichore) เทพีแห่งการเต้นรำ, ทาเรีย (Taria) เทพีแห่งหัสนาฏกรรม และยูเรเนีย (Eurania) เทพีแห่งดาราศาสตร์ 

2

ความทรงจำจึงเป็น ‘ที่ตั้ง’ ของ ‘ความรู้’ ในสังคมยุคก่อนที่การคัดลอกหรือการพิมพ์จะแพร่หลาย การจดจำสิ่งต่างๆ ได้จำต้องอาศัยการปฏิบัติซ้ำๆ หรือกระทั่ง ‘ศาสตร์แห่งความทรงจำ’ หรือ ars memoriae ที่ทำให้เราสามารถใช้ความทรงจำได้อย่างเต็มที่ ซึ่งบุคคลแรกที่ได้รับการจารึกไว้ว่าเป็นผู้พยายามสร้างและวางระบบในเรื่องนี้ก็คือ ซีโมนิดีสแห่งซีออส (Simonides of Ceos) กวี-นักปราชญ์ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล

ตำนานเล่าว่า เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นระหว่างงานเลี้ยงรับประทานอาหาร โครงสร้างอาคารถล่มลงมา แขกเกือบทั้งหมดร่างแหลกเหลวไม่สามารถระบุตัวตนได้ ซีโมนิดีสเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจึงถูกเรียกตัวไปสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาไม่เพียงสามารถระบุตัวตนของแขกที่นั่งอยู่บนโต๊ะรับประทานอาหารได้ทั้งหมด หากยังสามารถลำดับเหตุการณ์ และบรรยายรายละเอียดยิบย่อยได้ราวกับบันทึกไว้ด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์

‘ศาสตร์แห่งความทรงจำ’ ของซีโมนิดีสได้ถูกพัฒนาขึ้นภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว เขาได้พยายามคิดค้นเครื่องมือที่เรียกว่า โรงละครความทรงจำ (memory theatre) หรือปราสาทความทรงจำ (palace memory) ซึ่งเปรียบได้กับ ‘อุปกรณ์ช่วยจำ’ ที่ทำให้ระบบความทรงจำของเราสามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

องค์ความรู้ของซีโมนิดีสได้รับการสืบทอดและพัฒนาต่อโดยปราชญ์ชาวโรมัน ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้กับวิชาวาทศิลป์ (rhetoric) ที่ ณ เวลานั้นเป็นทักษะอันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักปกครองที่ต้องใช้เพื่อการโต้แย้งและโน้มน้าวใจคน 

จนล่วงเลยมาสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) นักปรัชญาชาวอิตาเลียน กุยลิโอ คามิลโล (Giulio Camillo) ผู้เขียนตำราที่ชื่อว่า LIdea del Theatro (1550) จึงได้ปรับเปลี่ยน ‘ศาสตร์แห่งความทรงจำ’ ของซีโมนิดีสให้กลายเป็น ‘ศาสตร์แห่งความคิด’ ที่คามิลโลเชื่อว่ามันจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความรู้อันเป็นรากฐานของทุกสรรพสิ่ง

คามิลโลทุ่มเทพยายามทดลองและพัฒนา ‘โรงละครแห่งความคิด’ ขึ้นมาในช่วงปี 1530 โดยเขาได้รับเงินอุปถัมภ์จากพระเจ้าฟรานซิสที่ 1 แห่งฝรั่งเศส และเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศสนานถึง 7 ปี ด้วยความเชื่อแบบปราชญ์ในยุคโบราณไม่ว่าจะเป็นโสเครติส (Socrates) หรือเพลโต (Plato) ที่ต่างก็แลเห็นว่า “ความรู้คือการระลึกได้” หรือ “การรู้คือการจดจำสิ่งที่เราเคยลืมได้อีกครั้ง” 

คามิลโลจึงสร้าง ‘โรงละครความคิด’ ขึ้นมาด้วยความหวังว่าจะทำให้มนุษย์สามารถรื้อฟื้นความรู้ หรือกระทั่งเข้าถึงปัญญาของพระผู้เป็นเจ้า เช่นที่พิโค เดลลา พิรันโดลา (Pico Della Pirandola) ปราชญ์คนสำคัญแห่งยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการที่ศึกษาและพยายามเชื่อมโยงองค์ความรู้ของศาสนาต่างๆ ไว้ด้วยกันได้เคยเสนอไว้

‘โรงละครความคิด’ ของคามิลโลมีรูปร่างลักษณะคล้ายอัฒจันทร์ที่มีเสาเจ็ดต้นตั้งอยู่ตรงลานด้านสุด แต่ละขั้นหรือแต่ละแถวตอนของบริเวณที่นั่งมีตัวหนังสือและชื่อดวงดาวต่างๆ จารึกเอาไว้ อุปกรณ์นี้จะทำให้ผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางลานและมองย้อนกลับขึ้นไปเห็นตัวอักษรต่างๆ บนอัฒจันทร์จะสามารถเชื่อมโยงและมองเห็นความรู้อันเป็นรากฐานของจักรวาลได้! 

เมื่อมองด้วยสายตาของคนในปัจจุบัน ‘โรงละครความคิด’ ของคามิลโลนั้นก็คงจะไม่ต่างไปจากแท่นบูชา หรือปรัมพิธีไสยศาสตร์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างความพิศวงสงสัยให้กับคนทั้งหลายเรื่อยมาจนทุกวันนี้ 

ภาพต้นแบบโรงละครความคิด (L’Idea del Theatro) ของกุยลิโอ คามิลโล นักปรัชญาชาวอิตาลี

3

ล่วงเลยมาสู่ช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 ปราชญ์ชาวฝรั่งเศส อ็องรี แบร์กซง (Henri Bergson) จึงได้ค้นพบว่า ‘ความทรงจำ’ ที่เราเรียกรวมกันในรูปของเอกพจน์เรื่อยมานั้นแท้จริงแล้วอาจสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ หนึ่ง–ความทรงจำจากความเคยชิน และสอง–ความทรงจำที่เกิดจากการระลึกย้อน

ความทรงจำแบบแรกนั้นเกิดขึ้นจากการทำซ้ำหรือฝึกฝน ซึ่งอยู่กับกลไกต่างๆ ในร่างกาย เช่น การว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ที่เราสามารถจดจำได้ผ่านความเคยชิน

ความทรงจำแบบถัดมา ถูกเก็บกักไว้ในรูปของภาพ ซึ่งแบร์กซงเรียกว่า ความทรงจำบริสุทธิ์ (pure memory) ซึ่งความทรงจำเหล่านี้เกิดจากการคัดเลือกภาพ การรับรู้ต่างๆ ไว้ในแต่ละช่วงเวลา เพราะเราไม่สามารถเก็บความทรงจำตลอดทั้งชีวิตได้ทั้งหมด หากเราทำได้เพียงเก็บไว้เพียงส่วนหนึ่ง และเราจะสามารถจดจำหรือระลึกย้อนได้ ความทรงจำเหล่านี้ก็จำเป็นต้องถูกผลิตซ้ำ หรือถูกกระตุ้นย้ำอยู่เรื่อยๆ ซึ่งทำให้เราสามารถพูดได้ด้วยเช่นกันว่าความทรงจำที่เราคิดว่าจดจำได้นั้นแท้จริงเป็นสำเนาของความทรงจำแรก

4

โมริซ อาล์บวัคช์ (Maurice Halbwachs) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ได้กล่าวไว้ในงานเขียนชิ้นสำคัญของเขา La mémoire collective (1950) ว่า 

“เรารักษาความทรงจำของแต่ละช่วงเวลาของชีวิตเอาไว้ และทั้งหมดนั้นถูกสร้างใหม่อย่างต่อเนื่องผ่านสิ่งต่างๆ เป็นดั่งความสัมพันธ์ที่คงอยู่ การสัมผัสได้ถึงอัตลักษณ์ที่ดำเนินสืบไป หากจะกล่าวให้ชัดเจนลงไปก็คือ ความทรงจำเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำเพราะการมีปฏิสัมพันธ์ผ่านระบบการรับรู้ที่หลากหลายในแต่ละห้วงเวลาของชีวิตที่แตกต่างไปหรือเรื่อยๆ ไป ความทรงจำของเราจึงสูญเสียรูปแบบและลักษณาการที่มี มันไม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบเดียวกับซากฟอสซิลของสัตว์ที่เราสามารถนำกลับมาประกอบสร้างเป็นตัวเป็นตนขึ้นใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง”

คำอธิบายนี้สอดคล้องกับสิ่งที่แบร์กซงได้เสนอไว้ก่อนหน้า แต่เพราะความที่อาล์บวัคช์เป็นนักสังคมวิทยาที่สนใจทั้งวิชาสถิติและประวัติศาสตร์ เขาจึงต้องการศึกษาความทรงจำในกรอบที่กว้างกว่า และนั่นเองที่ทำให้เขาได้ค้นพบว่า นอกจากความทรงจำ 2 ชนิดที่เราแต่ละคนมีแตกต่างกันไปแล้วนั้นก็ยังมีความทรงจำร่วม (collective memory) ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการทางสังคม เช่น ความทรงจำเกี่ยวกับความเป็นชาติ ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราว หรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทั้งหลาย 

ที่มองอย่างผิวเผินแล้วแทบไม่ต่างจากความทรงจำของเราเอง แต่ทว่าแท้จริงแล้วล้วนเป็นความทรงจำที่ถูกสร้างขึ้นมาผ่านกลุ่ม หรือหน่วยทางสังคมที่เราสังกัดอยู่ และไม่แปลกแต่อย่างใดที่คนในแต่ละสังคมจะมีความทรงจำร่วมต่อเหตุการณ์ต่างๆ แตกต่างกันออกไป ดังนั้นความฝันอันสูงสุดของรัฐเผด็จการ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำทรราชย์ทั้งหลายก็คือทำให้ประชาชนทั้งหมดมีความทรงจำร่วมเป็นหนึ่งเดียวกัน 

แต่อาล์บวัคช์ก็ได้ชี้เตือนเราว่า แม้ความทรงจำร่วมในสังคมจะมีพลังอำนาจในการน้อมนำให้เราเชื่อมากเพียงใด หากสุดท้ายผู้ที่แบกรับความทรงจำนั้นก็คือ ‘ปัจเจกแต่ละคน’ เราคือผู้ที่จดจำได้ และเราคือผู้สร้าง ‘อดีต’ และให้ความหมายกับ ‘อดีต’ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งบางครั้ง ‘อดีต’ ที่ว่าอาจเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ หรือเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐเท่านั้น

บทความอื่นๆ Death Cleaning การทำความสะอาดบ้าน