บทความ » ความลับที่ …คนอ่านหนังสือรู้เท่านั้น

ความลับที่ …คนอ่านหนังสือรู้เท่านั้น

31 มกราคม 2021
326   0

ความลับที่ …คนอ่านหนังสือรู้เท่านั้น

ความลับที่ …คนอ่านหนังสือรู้เท่านั้น ในยุคสมัยนี้ที่ความรู้มีอยู่ทั่วไปหมด แค่ปลายนิ้วคลิก ความรู้ก็มาปรากฏบนหน้าจอ แล้วอย่างนี้เรายังจำเป็น ต้องอ่านหนังสืออยู่หรือเปล่า?การอ่าน blog หรืออ่านข่าวทางอินเตอร์เน็ตแตกต่างอย่างไรกับการอ่านหนังสือ

อาจารย์ไซโตจะพาเราไปไขข้อข้องใจเหล่านี้ พร้อมทั้งขยายความให้เราฟังว่า ‘ความลับ’ ที่คนอ่านหนังสือเท่านั้นจะรู้ คืออะไร?

หนังสือมีทั้งหมด 8 บท (รวมบทนำ) แต่ละบทไม่ยาวมาก สามารถอ่านแบบแยกกันได้ (แต่แนะนำให้อ่านต่อกันไปจะดีกว่า) มาดูกันค่ะว่าในแต่ละบทมีอะไรรอให้เราค้นพบบ้าง

บทนำ ทำไมเราจึงต้องอ่านหนังสือในยุคสมัยนี้

ในบทนี้อาจารย์ไซโตให้เหตุผลว่าทำไมเราจึงต้อง (ไม่ใช่แค่ควร) อ่านหนังสือในยุคนี้ 

การอ่านหนังสือในยุคนี้คู่แข่งเยอะมาก ไม่ใช่แค่ทีวี วิทยุ เหมือนเมื่อสัก 20 ปีก่อน แต่เป็นการชอปปิ้งออนไลน์ อ่าน blog ฟัง podcast ดู youtube และ netflix แค่นี้ก็ไม่ต้องนอนแล้วค่ะ เวลาอ่านหนังสือจึงลดน้อยถอยลง

นอกจากนี้คนส่วนหนึ่งยังเข้าใจว่าการอ่านเนื้อหาใน internet สั้นๆ ก็เหมือนการอ่านหนังสือ ซึ่งอาจารย์ไซโตอธิบายไว้ได้ดีมากค่ะ ว่าทำไมถึงไม่เหมือนกัน และแทนกันไม่ได้

บทที่ 1 ความหมายของ “ความลึกซึ้ง” ที่มีแต่คนอ่านหนังสือเท่านั้นสามารถเข้าถึงได้

บทนี้น่าจะเป็นบทที่อิง ชอบที่สุดในหนังสือ เป็นบทที่ทำให้ฉุกคิดว่าก่อนหน้านี้เราอ่านหนังสือยังไงนะ ลึกซึ้งหรือเปล่า 

อาจารย์ไซโต บอกว่า “ในการพัฒนาตัวเองให้เป็นคนละเอียดลึกซึ้ง ไม่มีสิ่งใดเหมาะสมไปกว่าการอ่านหนังสือ” แต่ถึงอย่างนั้น หากคุณขาดความกระหายในการเรียนรู้ คุณก็จะไม่สนุกกับการอ่านหนังสือ ไม่ท้าทายตัวเอง ให้คิดวิเคราะห์ให้เกิด ‘ความลึกซึ้ง’ ที่ได้จากการอ่าน

ดังนั้นคุณเลือกได้ค่ะ ว่าจะใช้เวลา เพื่อแค่อ่านให้จบเล่ม แต่ไม่เกิดประโยชน์อะไร (นี่คือการเสียเวลาแบบสุดๆ) หรือจะใช้เวลา ในการลับสมอง กับ หนังสือที่เราอ่าน เพื่อเพิ่มความลึกซึ้งที่ได้จากการอ่าน

บทที่ 2 ในเมื่อมีทั้งการอ่านที่ทำให้คนเราละเอียดลึกซึ้งขึ้นและทำให้ตื้นเขินลง ควรจะอ่านอะไรและอ่านอย่างไรดี

คำแนะนำในบทนี้น่าสนใจและน่าลองเอา ไปใช้ค่ะ เช่น การเลือกหนังสือมาอ่าน (หากผู้เขียนเปี่ยมด้วยปัญญา ก็มีแนวโน้มที่ผู้อ่าน อย่างเราจะพิจารณาและวิเคราะห์หนังสือนั้นแล้วเกิดการพัฒนาทักษะทางด้านปัญญาเช่นกัน) และ การรู้จักผู้เขียนเพื่อสังเกตทัศนคติและอคติหรือความลำเอียง (bias) ในหนังสือนั้นๆ เป็นต้น 

สิ่งหนึ่งที่อิงว่าเอาไปใช้ได้จริงและมีประโยชน์ คือ การรู้จักนักเขียน แนะนำเลยค่ะว่าในหนังสือจะมีประวัตินักเขียนซึ่งปกติคนส่วนใหญ่จะอ่านผ่านๆ หรือไม่อ่านเลย แต่การรู้ว่านักเขียนเป็นใคร มีประสบการณ์อย่างไร จะช่วยให้เราเข้าใจมุมมองของผู้เขียนได้ดีขึ้น

บทที่ 3 วิธีอ่านหนังสือเพิ่มพลังความคิดให้ล้ำลึกขึ้น

อ่านไปคิดไป เป็นวิธีที่เพิ่มพลังความคิดได้ดีที่สุดค่ะ การคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวละครหรือข้อความ/ความคิดของผู้เขียน จะทำให้เราอ่านหนังสือได้สนุกขึ้น และทำให้เราอ่านหนังสือได้ลึกซึ้งขึ้นด้วย 

เวลาอ่านหนังสือเราไม่จำเป็นต้องเห็น ด้วยกับ สิ่งที่ผู้เขียนเขียนนะคะ ถึงแม้ว่าจะเป็นงานเขียนเชิงวิทยาศาสตร์หรืองานเขียน เชิงวิชาการที่อ้างอิงจากงานทดลองต่างๆ ย่อมต้องมี “อคติ” ของ ผู้เขียนเข้าไป เจือเปน อยู่บ้าง

(มากบ้างน้อยบ้าง) ซึ่ง “อคติ” นั้นๆ ก็มาจากประสบการณ์ บวกสิ่งที่เรียนรู้ ซึ่งแต่ละ บุคคล ย่อมต่างกันไปค่ะ (เมื่อก่อนอิงอ่านหนังสือแบบไม่ค่อยฉลาด คือ อ่านแล้วเชื่อไปหมด ไร้เดียงสามากค่ะ – รู้แล้วไม่ต้องทำตามนะคะ)

ตบท้ายบทด้วย 10 ผลงานชื่อดังที่ช่วยเพิ่มพลังความคิดให้คุณได้

บทที่ 4 วิธีอ่านหนังสือเพิ่มความรู้ให้ล้ำลึกขึ้น

ในบทนี้อาจารย์ไซโตแนะนำให้ เราอ่านหนังสือ ที่นอกเหนือจากสิ่งที่เราทำหรือความถนัดของเรา และการที่เราจะมีความรู้ให้ล้ำลึกขึ้น คือ ต้องอ่านในเรื่องเดียวกันนั้นให้ได้อย่างน้อย 5 เล่ม 

อันนี้ confirm ว่าจริงค่ะ เวลาเราเริ่มศึกษาเรื่องอะไรใหม่ๆ จะเตาะแตะมาก แต่พออ่านไปเรื่อยๆ เราจะมีความรู้สะสมที่เพิ่มขึ้น ทำให้การอ่านหนังสือเล่มต่อไปง่ายขึ้น และเมื่อเราศึกษาและอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ในจำนวนมากที่พอ เราจะกลายเป็นผู้(พอจะ)รู้ในเรื่องนั้น และเมื่อลงมือปฏิบัติไปด้วย หาความรู้เพิ่มไปด้วย เราจะเข้าสู่เส้นทางของการเป็นผู้รู้ค่ะ

สำหรับน้องๆ สายวิศวกรรม อิงแนะนำ ว่าควรขยายตัวเอง ไปเรียนรู้เรื่อง design thinking ด้วยค่ะ เพราะจะ ช่วยเสริมทักษะ critical thinking ที่มักเป็นทักษะเด่น ที่ถูกหล่อหลอมมาของชาววิศวะทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

ตบท้ายบทด้วย 10 ผลงานชื่อดังที่นำเสนอ ความรู้ที่จำเป็น ต่อยุคปัจจุบัน

บทที่ 5 วิธีอ่านหนังสือให้มีวิสัยทัศน์ล้ำลึกขึ้น

บทนี้สั้นมากค่ะ แล้วก็เป็นบทที่อิง ไม่ค่อยอินเท่าไร แต่พอจะจำเรื่องอีดิปุสที่อาจารย์ไซโตเล่าได้ค่ะ เป็นผลพวง ของ การอ่านต่วยตูนสมัยเป็นเด็กนั่นเองค่ะ

ตบท้ายด้วย 4 ผลงานชื่อดังที่ ทำให้สัมผัสถึงความละเอียดอ่อนของชีวิต

บทที่ 6 วิธีอ่านหนังสือให้ชีวิตล้ำลึกขึ้น

บทนี้ก็สั้นอีกเช่นกันค่ะ หนังสือ หลายเล่มที่ถูกยกตัวอย่างในบทนี้ ช่วยให้เราฉุกคิดและครุ่นคิดถึง ความหมาย ของชีวิต อิงว่าเลือกมาได้ดีค่ะ แค่ไม่กี่หน้าที่ อ่านแต่สามารถทำให้เห็นภาพอย่างชัดเจน ถึงกับหยุดอ่าน ไปแว๊บนึงแล้วนั่งคิดว่าอือม… ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตยังไงนะ

ตบท้ายด้วย 6 ผลงานชื่อดังที่ทำให้ ชีวิตล้ำลึกขึ้น

บทที่ 7 วิธีอ่านหนังสือที่อ่านยาก

ขั้นแรก คือ ต้องกล้าที่จะ เลือกหนังสือ (ที่อ่านยาก) นั้นมาอ่าน อาจารย์ไซโตบอกว่า “การเขียนหนังสือชั้นเลิศจำเป็นต้องใช้ ความสามารถ แต่สำหรับการอ่านบอกเลยว่าไม่จำเป็น” 

อือม… อิงว่าก็ไม่ซะทีเดียว เพราะผล ของ การอ่านหนังสือของแต่ละคนไม่เท่ากัน เราอาจไม่ต้องใช้ความสามารถใน การอ่านให้จบ แต่ในการอ่าน ให้ลึกซึ้งนั้นน่าจะต้องใช้ความสามารถอยู่พอสมควร

ตบท้ายด้วย 10 ผลงานชื่อดังที่แม้จะอ่านยากแต่ก็อมตินิรันด์กาล จนอยากให้ลองอ่านดู

ความคิดเห็นของฉัน

อิงรักการอ่านหนังสือแล้วก็ชอบซื้อหนังสือด้วย พอเห็นชื่อหนังสือเล่มนี้ก็สังซื้อทันทีแบบไม่ต้องไปเปิดอ่านก่อน

หนังสือเล่มนี้อ่านแป๊บเดียวก็จบค่ะ อ่านแล้วดีต่อใจ อมยิ้มเป็นระยะ ทำให้เงินในกระเป๋าสั่นพั่บๆ อยากจะโบยบิน ออกไปเปลี่ยน เป็นหนังสือกลับมา (ว่าแล้วก็อดใจไม่อยู่ เปลี่ยนเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ 2 เล่ม เพื่อเพิ่มความกว้างให้กับการอ่านของเรา)

จุดเด่น ของ หนังสือเล่มนี้ คือ

อ่านแล้ วทำให้รู้สึกอยากอ่านหนังสือเล่มอื่น (รักข้อนี้ที่สุด) อ่านแล้วทำให้ฉุกคิดว่าก่อนหน้านี้เราอ่าน หนังสืออย่างไร ตื้นเขินหรือลึกซึ้ง

อ่านแล้วทำให้อ่านหนังสือสนุกขึ้น อ่านแล้วทำให้หวังได้ว่าเราน่าจะอ่านหนังสืออย่างฉลาดขึ้นได้ อ่านแล้วทำให้หวังได้ว่าเราจะเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านได้มากขึ้น

เนื่องจากตัวอย่าง หนังสือที่อาจารย์ไซโตยกมาเล่าเป็นหนังสือญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ เลยอาจทำให้ความอินไปกับเนื้อหาลดน้อยลง และหนังสือแนะนำที่ใส่ไว้ท้ายบทเพื่อให้อ่านต่อก็น่าจะหาอ่านยากอยู่ค่ะ ประโยชน์ตรงนี้อาจน้อยไปหน่อยสำหรับผู้อ่านชาวไทยอย่างเรา

แต่ที่แน่ๆ อิงว่า อ่านแล้วทำให้เรามีเหตุผลดีๆ ให้กับกระเป๋าตังของเราในการจ่ายเงินซื้อหนังสือเล่มต่อไป (เหตุผลดีๆ ของนักสะสมอย่างเราค่ะ)

โดยสรุปแล้วอิงอยากแนะนำให้ อ่านนะคะ ถึงแม้ว่าแก่นหลักๆ ของความลับทั้งหมด คือ การอ่านแล้วคิดวิเคราะห์ขณะอ่าน เพื่อ ตั้งคำถามฉุกคิดให้ตัวเราเอง แต่ขณะที่อ่านหนังสือเราก็จะถูกฝึกให้วิเคราะห์ไปด้วย เป็นระยะ ถือเป็นแบบฝึกหัดฉบับเริ่มต้น น่าเสียดายที่อาจารย์ไซโตน่าจะลงลึกเรื่อง การวิเคราะห์และตั้งคำถามอีกสักนิด แต่ก็พอได้แนวทางอยู่ค่ะ

บทความอื่นๆ ภารกิจขับเคลื่อนบริการสาธารณสุขที่ดี