บทความ » ความโอหังของวิทยาศาสตร์ใน GHOST LAB – Netflix Original

ความโอหังของวิทยาศาสตร์ใน GHOST LAB – Netflix Original

3 มิถุนายน 2021
363   0

ความโอหังของวิทยาศาสตร์ใน GHOST LAB – Netflix Original

ความโอหังของวิทยาศาสตร์ใน GHOST LAB – Netflix Original ในบรรดาหนังทั้ง 5 เรื่องจากโปรเจกต์ GDH Xtraordinary 2021 LINEUP จากค่าย GDH ‘GHOST LAB ฉีกกฎทดลองผี’ (2021) คือหนังที่ปักหมุดหมายใหม่ ได้อย่างน่าจับตา โดยเฉพาะในแง่ที่ว่ามันคือหนังเรื่องแรกในเครือ GDH ที่อยู่ ภายใต้การผลิตของเน็ตฟลิกซ์ แถมยังเป็นผลงานกำกับหนังยาวลำดับที่ 2 ถัดจาก บอดี้..ศพ#19 (2007) ของ กอล์ฟ–ปวีณ ภูริจิตปัญญา ที่เอาเข้าจริงๆ ช่วงเว้น ระยะห่าง ไปนานนับสิบปีนี้เขาก็ไม่ได้หาย ไปไหน แต่ร่วมกำกับหนังเป็นตอนสั้นๆ ใน สี่แพร่ง (2008), ห้าแพร่ง (2009) และ รัก 7 ปี ดี 7 หน (2012)

ความแพรวพราวและลูกล่อลูกชนที่ เคยปรากฏในสมัยที่เขาทำ บอดี้..ศพ#19 หรือกระทั่งความเฮี้ยนหลอนหลอก ในหนังสั้นจากตระกูล ‘แพร่ง’ ทำให้เราตั้งความหวังไว้กับ GHOST LAB มากพอสมควร บวกกับ ทีมเขียนบท อย่างวสุธร ปิยารมณ์ (ฉลาดเกมส์โกง) และทศพร เหรียญทอง (เลือดข้นคนจาง) ก็ยิ่งทำให้เราตั้งตารอเข้าไปใหญ่

ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของการปะทะกันระหว่างวิทยาศาสตร์และโลกหลังความตายผ่าน ‘กล้า’ (ไอซ์–พาริส อินทรโกมาลย์สุต) นายแพทย์หนุ่มที่เคยเจอวิญญาณของพ่อที่ตายจากไปสมัยยังเด็ก และ ฝังใจจนกลายเป็นคนหมกมุ่นทำวิจัยเพื่อหาคำตอบเรื่องโลกหลังความตาย ในค่ำคืนหนึ่ง ของการอยู่เวรอันยาวนาน เขากับ ‘วี’ (ต่อ–ธนภพ ลีรัตนขจร) เพื่อนหมอที่อยู่เวรร่วมกัน ก็ได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานการเห็น ‘ผี’ ในโรงพยาบาล นำมาสู่การร่วมมือกันทำวิจัย เพื่อขุดคุ้ย ไปยังปรโลก โดยไม่อาจรู้เลยว่านั่นหมายถึงการย่างกรายเข้าไปสู่โลกอันลี้ลับ และความเดือดดาลทั้งในนาม ของคนเป็นและคนตายในท้ายที่สุด

อันที่จริง หนังที่พูดถึงการใช้วิทยาศาสตร์ เพื่อคลี่คลายหาคำตอบให้โลกลี้ลับทั้งไสยศาสตร์หรือความตายนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เราเคยมี Flatliners (1990) ที่พูดเรื่องนักศึกษา 5 คนทำการทดลองเพี้ยนประหลาดเพื่อ ให้ตัวเองหลุดไปยังโลกแห่งความตาย หรือแม้แต่ 15 ค่ำ เดือน 11 (2002) ที่ชวนหา คำตอบระหว่างความเชื่อและวิทยาศาสตร์ได้อย่างแยบยลและมีหัวใจ กระนั้นการจะเล่าเรื่อง ของวิธีคิดที่ว่าด้วยการหาหลักฐานมารองรับความเชื่อและสิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ ก็ยังนับเป็น โจทย์ที่ท้าทาย และ น่าตื่นเต้นในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เสมอ 

หากแต่ เป็นจุดนี้เองที่ GHOST LAB กลับต้องเผชิญหน้า กับสภาวะ ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’ อย่าง น่าเสียดาย

ตัวละคร ที่แบนราบ

หนังออกตัวมาดีมากๆ จากการสร้างเส้น เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหมอหนุ่มทั้งสองคน ซึ่งล้วนมีประสบการณ์ร่วมกันอย่างที่ ไม่อาจมีใครในโลกนี้ ได้สัมผัส ในคืนสงัดเงียบคืนหนึ่งของโรงพยาบาล ท่ามกลางข่าวลือจาก พยาบาลสาวสวยที่ว่า มีคนไข้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ทั่วทั้งตัว นายแพทย์ทั้งสองออก มาต่อสู้กับความง่วง ด้วยกาแฟและขนมถุงใหญ่ เพื่อจะหันไปพบว่า ในห้องโถงแห่งนั้นไม่ได้ มีแค่พวกเขา หาก แต่มีร่างกะรุ่งกะริ่งและไหม้เกรียมของ ‘สิ่งหนึ่ง’ ยืนประจัญหน้าอยู่ 

หนังขับเน้นบรรยากาศ แห่งความหลอนหลอกด้วยการเคลื่อนไหวและสภาพชวนสยองของวิญญาณ จนชวนให้ เชื่อว่านับจากนี้ แม้กระทั่งหลับตาลงในอีกหลายต่อหลายคืนให้หลัง ทั้งกล้าและวีจะยังคงไม่อาจลืม ภาพติดตาของร่างที่ พวกเขา ‘มองเห็นร่วมกัน’ ได้ลง ซึ่งในอีกด้านหนึ่งมันก็ผูกโยง พวกเขาให้แนบแน่นเข้าหา กันด้วยประสบการณ์ที่ไม่อาจมีใครร่วมรับรู้ด้วยได้อีก เมื่อพวกเขาพบว่า โทรศัพท์ของวี ถ่ายภาพวิญญาณ ไม่ติด มากไปกว่านั้นคือกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาลเองก็ บันทึกได้แค่ ภาพพวกเขาขวัญผวาต่อหน้าอากาศอันว่างเปล่าของยามค่ำคืนเท่านั้น

ดังนั้น สิ่งที่หนังปักธงไว้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกจึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าผีมีจริงหรือไม่ เพราะมันพิสูจน์ด้วยสายตาตัวละครแล้วว่า ‘ผีมีจริง’ แต่จะทำยังไงให้ผีมาปรากฏตัวต่อหน้าตัวละครอื่นๆ ให้ได้ต่างหาก เพื่อที่จะหาคำตอบ กล้าจึงชวนวีเข้าร่วมงานวิจัยลับๆ ของเขา

ในระหว่างนั้น วีต้องกัดฟันให้แม่ตัวเอง (สู่ขวัญ บูลกุล) ที่ป่วยติดเตียงมานาน 7 ปีได้จากไปอย่างสงบ ท่ามกลางสายตาเป็นห่วงเป็นใยของกล้าและ ‘ใหม่’ (ณิชา–ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์) แฟนสาวของกล้าที่วนเวียนมาหาคนรักที่โรงพยาบาลอยู่เสมอ การจากไปของแม่กับภาพวิญญาณที่เขาเห็นแม่กระซิบคำบางคำด้วยแววตาแตกสลายนั้นกลายเป็นแรงขับสำคัญให้วีถลำลึกไปในงานวิจัยของกล้าด้วยหวังจะสื่อสารกับแม่ผ่านโลกหลังความตาย นำมาสู่การทุ่มทั้งชีวิตเพื่อที่จะ ‘ออกเดินทาง’ ไปยังโลกอีกใบ ท่ามกลางสายตาขุ่นเคืองของกล้าซึ่งเป็นคนเริ่มงานวิจัย และความหมกมุ่นส่วนตัวนั้นก็ผลักให้กล้ารู้สึกว่าจำต้อง ‘หาคำตอบ’ ด้วยตัวเองมากกว่าจะเป็นวี

หากเสน่ห์ที่เรารู้สึกว่าหนังสร้างมาตั้งแต่แรกคือประสบการณ์สยองขวัญและการโดดเดี่ยวในโลกของวิทยาศาสตร์อย่างการเห็นผีในโรงพยาบาล เราก็พบว่าหนังหั่นมันทิ้งลงอย่างไร้เยื่อใยเมื่อจำเป็นต้องผลักให้ตัวละครใด ตัวละครหนึ่งเป็นฝ่ายข้ามฝั่งไปยังอีกโลกหนึ่งเพื่อหาคำตอบให้การทดลอง ซ้ำร้าย มันยังส่งผลให้ตัวละครแบนราบอย่างน่าใจหาย (จนเกือบจะเรียกได้ว่าพิศวง) และทำให้ตัวละคร มีหน้าที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งในการทำให้เส้นเรื่องดำเนินต่อไปได้จนครบ 2 ชั่วโมงเท่านั้น

น่าเศร้าที่สภาวะการให้ตัวละครมี ฟังก์ชั่นเพื่อผลักดันพล็อตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวละครหลักอย่างกล้าและวีเท่านั้น แต่เกิดขึ้น กับตัวละครสมทบทุกตัว โดยเฉพาะกับครอบครัวของกล้าที่มีแม่และน้องสาวผู้ห่วงหาและเข้าอกเข้าใจพี่ชาย ตลอดจนใหม่ แฟนสาวที่รู้สึกราวกับถูกคนรักทิ้งไว้ข้างหลัง ตัวละครเหล่านี้–ซึ่งล้วนแล้ว แต่เป็นผู้หญิง กลับไม่มีบทบาทอะไรมากไปกว่าถูกหนังใช้มาเล่าเพื่อเป็นแรงส่ง ให้เส้นเรื่องดำเนินต่อไปได้

ความโอหังของวิทยาศาสตร์

อีกอย่างหนึ่งที่ครุ่นคิดขึ้นมาหลังจากดูหนังจบ คือสภาวะแล้งไร้บางอย่างของหนัง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม GHOST LAB ได้ขับเน้นให้เห็นภาพความไร้หัวใจและความยโสบางอย่างของวิทยาศาสตร์ จากการที่ตัวละครตะบี้ตะบันเอาชีวิตโยนเข้าไปในการทดลองเพื่อเค้นเอาคำตอบจากสิ่งที่อาจจะหาคำตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่เพราะตัวละครอย่างวี (หรืออาจจะแม้แต่กล้าเอง) เป็นคนที่อยู่ในสายวิทย์และเชื่อมั่นในกฎการทดลองพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก กับความมุ่งมั่นอยากตีพิมพ์งานวิจัยซึ่งต้องวางอยู่บนการพิสูจน์ตามกระบวนการตั้งสมมติฐานและทดลองจนได้ข้อมูลต่างๆ ส่วนเสี้ยวหนึ่งมันจึงมีน้ำเสียงความโอหังของวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นจำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการทดลองเท่านั้น พ้นไปจากนี้คือสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

ผู้เขียนนึกถึงบทความ มายาคติว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสุขภาพ ของ ดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือ ถอดรื้อมายาคติ มีช่วงหนึ่งที่อธิบายที่มาของความโอหังบางประการของวิทยาศาสตร์ภายหลังการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ในยุโรป ที่ความเชื่อเก่าๆ ถูกการตั้งสมมติฐานและการหาเหตุผลทำลายลงอย่างราบคาบ แม้แต่พระเจ้าเองยังถูกตั้งข้อสงสัยในการมีอยู่ จนในที่สุดมันได้ตั้งหลักปักฐานตัวเองอยู่ในเนื้อตัวมนุษย์เทียบเท่ากับที่ศาสนาและความเชื่อโบราณเคยทำไว้ สิ่งใดที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์หรือยังพิสูจน์หาคำตอบไม่ได้จะถูกประทับตราว่างมงาย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นั้นเที่ยงตรงและดีที่สุดเสมอ สิ่งที่ไม่อาจใช้มาตรวัดได้ เช่น ความรู้สึกของมนุษย์ หลายครั้งหลายหนจึงถูกวิทยาศาสตร์ปัดตกและสร้างความ ‘ไร้หัวใจ’ ขึ้นมาแทน

ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ GHOST LAB ได้ขับเน้นความแล้งไร้เยือกเย็นของวิทยาศาสตร์ท่ามกลางความเดือดดาลคลุ้มคลั่งของตัวละคร โดยเฉพาะกับฉากท้ายๆ ที่ตัวละครมุ่งมั่นจะทำการทดลองตามระเบียบของวิทยาศาสตร์โดยล้ำเส้นความเป็นมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง หญิงสาวหรือบุคคลอื่นๆ ในเรื่องเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในการจะพิสูจน์ว่าตัวเราถูกต้องที่สุด (ซึ่งส่วนตัวคิดว่าน่าเสียดายมากๆ เพราะแทนที่หนังจะหันมาจับประเด็นการล้ำเส้นในเชิงศีลธรรมของวิทยาศาสตร์อันเข้มข้นและท้าทายกว่านี้ หากแต่สุดท้ายมันก็เป็นอีกประเด็นที่หลุดลอยอ้างว้างอยู่ในหนัง)

บทของคนรักสาวที่หายตัวไปในครึ่งเรื่องแรกและกลับมามีบทบาทอย่างมากในครึ่งเรื่องหลังชวนตั้งคำถามว่า บทบาทของเธอในเรื่องนี้คืออะไร ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ให้ตัวละครชายได้ใช้ห้ำหั่นกันและกัน (กับคำถามที่ชวนสงสัยมากว่า การที่เราไม่รู้พาสเวิร์ดคอมพิวเตอร์ของคนรักนั้นก็ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนรักที่ ‘ไม่ได้เรื่อง’ หรือเปล่า หากจะใช้ธงเรื่องพื้นที่ส่วนตัวขีดเส้นไว้) ซึ่งไม่เพียงแต่เธอเท่านั้น แม้แต่ตัวละครอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาลหญิงผู้ส่งสายตาให้หมอหนุ่มเมื่อต้นเรื่อง คนในครอบครัวที่หัวใจสลายกับการจากไป ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลังอันพร่าเลือนให้กล้าและวีได้ปะทะกันระหว่างโลกคนเป็นและโลกคนตายเพื่อรับใช้การทดลองทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ความหมกมุ่นอันบ้าคลั่งของพวกเขาก็จืดจางหายไปเสียดื้อๆ ตลอดจนการเห็นแง่งามของชีวิตในนาทีที่สายเกินไปแล้ว

ส่วนตัวจึงพบว่า ประโยคแรกและประโยคเดียวของตัวละครแม่วีที่พูดขึ้นในเรื่องว่า “พวกหนูทำอะไรกันอยู่ลูก” ก็ได้กลายเป็นบทสรุปที่ชัดเจนที่สุดหลังผ่านพ้นไป 2 ชั่วโมงของตัวหนังนั่นเอง

บทความอื่นๆ The Half of It หนังแนวก้าวข้ามวัย