บทความ » คุณกล้าอยู่ ในห้องสีเหลืองทั้งคืนไหม Are you dare ?

คุณกล้าอยู่ ในห้องสีเหลืองทั้งคืนไหม Are you dare ?

23 กรกฎาคม 2021
101   0

คุณกล้าอยู่ ในห้องสีเหลืองทั้งคืนไหม Are you dare ?

คุณกล้าอยู่ ในห้องสีเหลืองทั้งคืนไหม Are you dare ?

ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ช่วงปี 2018 อยู่ในเมืองวอร์ริงตัน ส่วนมากก็พี้ยา นอกนั้นก็เมาหัวราน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ ย้ายไปหาที่นอนตรงนู้นบ้างตรงนี้บ้าง เดี๋ยวก็นอนหลังร้านนู้น เดี๋ยวก็ย้ายไปนอนโซฟาบ้านคนนี้ แต่ยังไงเสียผมก็หาที่ซุกหัวได้เสมอแม้จะไม่เคยมีห้องเช่าแห่งไหนที่เคยได้ชื่อผมเป็นผู้เช่าเลยก็ตามเมืองนี้มันโคตรเข้ากับผมเลย ทุกคืนต้องมีบ้านซักหลังที่จัดงานปาร์ตี้ มีผับให้ผมไปดื่มและมีฟลอร์เต้นรำให้ผมไปฟุบ ผมหากินจากความใจดีและเป็นมิตรของทั้งเพื่อนและคนแปลกหน้านับไม่ถ้วน

คุณกล้าอยู่ ในห้องสีเหลืองทั้งคืนไหม Are you dare ?

และมันก็เป็นในเมืองวอร์ริงตันอีกนั่นแหละ ที่ทำให้ผมได้ยินเรื่องเกี่ยวกับห้องสีเหลืองเป็นหนแรกมันก็เป็นเหมือนเรื่องกล้าท้าลองของพวกเด็ก ๆ แต่สำหรับผู้ใหญ่น่ะนะ…คุณกล้าอยู่ในห้องสีเหลืองทั้งคืนไหมล่ะ? มาดูกันว่าคุณจะทนอยู่ได้นานแค่ไหน จริง ๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าห้องสีเหลืองมันคืออะไรกันแน่ แต่มันไม่มีคำท้าไหนหรอกที่ผมไม่กล้าจะลองผมอยู่ที่ฮอร์สแอนด์จ็อกกี้กับเพื่อนของผม

บาซ ในคืนหนึ่ง บาซเป็นพวกเมทัลเฮดแก่ท่าทางแปลก ๆ ที่ติดยากล่อมประสาทยิ่งกว่าอะไร แต่เขาเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสนุกใช้ได้ทีเดียว เรากำลังกระดกแอลกอฮอล์กลิ่นหืน ๆ สักอย่างในตอนที่เขาบอกว่าเขาอาจจะมีงานให้ผมทำ

ก่อนหน้าที่ผมจะกลายมาเป็นพวกเส็งเคร็งเต็มเวลาแบบในตอนนี้ผมเคยเรียนช่างไฟฟ้ามาก่อน บาซเป็นผู้รับเหมาและเขามักจะมีงานเล็ก ๆ น้อย ๆ มาให้ผมเสมอ มันอาจจะไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ก็มากพอจะต่อชีวิตให้ผมเมาได้อีกหลายคืน เขาเริ่มบอกรายละเอียดงานในตอนเดียวกับที่ผมเผอิญได้ยินคำว่า

“ห้อง” และ “สีเหลือง” ดังงึมงำมาจากด้านหลังผมหันหลังกลับไปมองทันทีหญิงสาวหัวโล้นเลี่ยนและนัยน์ตาดำมิดนั่งอยู่ห่างจากเราที่บาร์ไป 3 เก้าอี้ ไม่ว่าดวงตาดำทั้งดวงนั่นจะมาจากการสักหรือคอนแทกต์เลนส์ฮาโลวีนก็เถอะ เธอกำลังคุยอยู่กับเพื่อนสาวอีกคนที่มีรอยสักรูปเรขาคณิตบนหน้า

ผมหันกลับไปหาบาซที่ดูจะไม่ค่อยสบอารมณ์นักกับการที่จู่ ๆ ผมก็ผละความสนใจไปจากเขาเสียดื้อ ๆ“นี่ตกลงนายอยากได้งานมั้ยเนี่ยเพื่อน?”“อยากสิ อยาก ฉันแค่…” ผมตอบไป “ฉันคิดว่าได้ยินผู้หญิงพวกนั้นพูดถึง…”“ห้องสีเหลืองใช่มั้ยล่ะ” เขาแทรกขึ้นมาพร้อมกับกลอกตาด้วยความเบื่อหน่าย“ฉันได้ยินเรื่องมันมาสักพักแล้วล่ะ สรุปมันคืออะไรกันแน่วะ

”เขายิ้มมุมปากก่อนจะเริ่มอธิบายให้ผมฟังในเขตชานเมืองของวอร์ริงตันมีโครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่อยู่ หรือถ้าจะให้พูดก็คือ มันควรจะมีโครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่อยู่ตรงนั้นนั่นล่ะ บริษัทที่เป็นเจ้าของที่นั่นล้มละลายไปด้วยพิษเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2008 เหลือทิ้งไว้แค่ที่ร้างว่าง ๆ เว้นเพียงบ้านหลังเดียวที่จริง ๆ แล้วควรจะต้องเป็นบ้านตัวอย่าง

แบบที่พวกนายหน้าขายบ้านจะพาผู้ซื้อมาเยี่ยมชมเพื่อให้ได้ดูตัวอย่างก่อนจะซื้อขายจริง มันร้างมาตั้งแต่ที่เจ้าของมันล้มละลาย ถูกทิ้งและถูกลืม ถูกปล่อยอนาคตให้หายไปเหลือไว้แค่เชิงอรรถบนท้ายกระดาษเอกสารกฎหมายกว่า 20,000 หน้าที่จะไม่มีใครได้อ่านอีกบ้านหลังนี้มีชื่อไม่เบาทีเดียว ในทีแรกมันก็เป็นแค่จุดหมายสำหรับพวกคนไร้บ้านและขี้ยาทั้งหลาย แต่ในตอนนี้ให้ตายคนพวกนั้นก็คงไม่ขอไปเหยียบบ้านหลังนั้นอีก เหตุผลหลัก ๆ ข้อเดียวก็คงจะเป็นเพราะ “ห้องสีเหลือง” นั่นแหละจริง ๆ แล้วบ้านหลังนั้นเป็น (หรืออย่างน้อยก็เคยเป็น) สีขาว เป็นสีขาวทั้งหมดตั้งแต่พื้นยันเพดาน ทุกอย่างมีแต่สีขาวล้วน แต่ห้องหนึ่งในนั้นกลับมีประตูเป็นสีเหลืองอย่างไม่มีใครรู้สาเหตุ มันเป็นหนึ่งในห้องนอนในซีกหลังของตัวบ้าน ที่สามารถมองทอดยาวไปเห็นผืนหญ้าสุดลูกหูลูกตาที่ควรจะมีบ้านจัดสรรอีก 20 หลังตั้งอยู่บางอย่างในห้องนี้ทำผู้คนกลัวจนหัวหดเลยล่ะเพราะงั้น…แน่ล่ะว่ามันคือคำท้า คุณกล้าอยู่ในห้องสีเหลืองทั้งคืนไหมล่ะ? มาดูกันว่าคุณจะอยู่ได้นานแค่ไหนกันผมเสียเวลาไปกว่าชั่วโมงครึ่งกว่าจะพูดโน้มน้าวให้บาซขับรถไปส่งผมที่บ้านหลังนั้น แถมยังเสียเวลาต่ออีกตั้ง 20 นาทีกว่าจะให้เขารับปากว่าจะมารับผมในเช้าวันรุ่งขึ้นได้ประตูหน้าของบ้านหลังนี้ถูกปิดไว้แต่มันไม่ได้ล็อกอยู่ผมจึงสามารถเข้าไปในตัวบ้านได้เลย แต่ก็ยังไม่วายพยายามมองหาพวกกล้องวงจรปิดหรืออย่างอื่นที่อาจทำให้ผมซวยได้ บนผนังนั้นเต็มไปด้วยภาพกราฟฟิตี้ที่มีคนเคยมาพ่นสีไว้ตลอดทาง มันมีทั้งชื่อคน คำหยาบ คำด่า สารพัดความหยาบคายเต็มพิกัดบนผนังของบ้านตัวอย่างหลังนี้ ผมเดินลึกเข้าไปในตัวบ้านและพบกับบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปยังชั้นสอง ผมก้าวขึ้นไปช้า ๆ พร้อมกับเสียงบันไดไม้ที่ลั่นเอี๊ยดรับไปกับน้ำหนักตัวที่ผมถ่ายลงไป แต่ผมก็ก้าวขึ้นไปถึงชั้นบนได้โดยไม่มีปัญหาชั้นสองนั้นเละเทะเหมือนชั้นหนึ่งไม่มีผิด บนผนังโถงทางเดินตลอดทางนั้นเต็มไปด้วยสีสเปรย์ เว้นเพียง 6 ฟุตห่างจากประตูบานสุดท้าย ประตูบานสุดท้ายทางฝั่งขวามือ…ที่ถูกทาด้วยสีเหลืองสดผมบิดลูกบิดประตูและก้าวเข้าไปในห้องสีเหลืองและลำดับเวลาต่อไปนี้จะเป็นรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผมในห้องนั้น ผมมีแอปพลิเคชันบันทึกเสียงอยู่ในมือถือ ผมจึงตัดสินใจอัดเสียงตัวเองตอนอยู่ในนั้นเอาไว้ น่าแปลกที่คำพูดของตัวเองที่ผมอัดมาได้กลับแตกต่างเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ผมจำได้ เพราะฉะนั้นในช่วงตอนไหนที่มันค่อนข้างขัดแย้งกัน ผมจะเลือกเล่าแค่ในส่วนที่พอจะดูเป็นไปได้ที่สุดก็แล้วกัน4 ทุ่ม 45 นาที : ผมเข้ามาในห้องสีเหลือง รู้ตัวอีกทีผมก็มาอยู่ในห้องนี้แล้ว มันไม่ต่างอะไรจากห้องนอนของนักเรียนทั่ว ๆ ไป มีโต๊ะ ชั้นวางหนังสือ แล้วก็เตียง ในห้องนี้ไม่มีพวกสีสเปรย์ถูกพ่นอยู่ซึ่งผมว่าแปลกทีเดียว เพราะสีสเปรย์พวกนั้นแทบจะถูกพ่นอยู่ในทุกกระเบียดนิ้วของบ้านส่วนอื่น ผมมองไปยังเตียงที่ตั้งอยู่ ดูเหมือนว่าผมจะพอมีที่ให้นอนในอีกสองสามชั่วโมงข้างหน้าแล้ว ผมสงสัยนักว่ามันจะนุ่มสบายไหม หวังว่าจะไม่มีใครก่อนหน้าทำมันพังไปแล้วนะ5 ทุ่ม 5 นาที : ผมเพิ่งรู้สึกตัวว่าผมใช้เวลา 20 นาทีมานี้ไปกับการจ้องออกไปนอกหน้าต่างห้องนอนและมองดูหนูสองตัวกำลังสู้กันเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนเศษช็อกโกแลตบิสกิตที่นอกตัวบ้าน5 ทุ่ม 6 นาที : ผมหวีดร้องออกมาทันทีที่ผมหันหลังกลับไปแล้วมองเห็นใบหน้าซีดเผือดกำลังจ้องมองผมอยู่ ก่อนจะรู้สึกว่าตัวเองปัญญาอ่อนเหลือเกินเมื่อรู้สึกตัวว่าที่จริงแล้วใบหน้าขาวซีดนั่นเป็นของผมเองผมไม่ได้สังเกตว่ามีกระจกอยู่ในนี้ตอนเข้ามาหนแรก“แม่งเอ๊ย!” ผมสบถทันใดนั้นเสียงเอี๊ยดก็ดังขึ้นผมหันหลังกลับไปอีกครั้ง ก่อนที่จะรู้ตัวว่าผมเผลอแง้มประตูห้องทิ้งไว้หน่อยหนึ่ง บางอย่างในตัวผมรู้สึกไปเองว่าการแง้ม ป ร ะ ตู ไว้ทำให้คำท้าของห้องสีเหลืองแห่งนี้มันไม่ศักดิ์สิทธิ์เอาซะเลย ผมจึงตัดสินใจปิดมันซะ แต่เมื่อผมปิดมันลง มันก็ดันแง้มเปิดออกมาอีกรอบ เอาล่ะ…ช่างมันแล้วกันผมนั่งลงบนเตียงและรู้สึกหนาวขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ผมคว้ามือไปหยิบผ้าห่มขึ้นมาแต่มันชื้นมาก เมื่อผมยืนขึ้น ความชื้นของเตียงก็ทำให้กางเกงยีนของผมก็เปียกไปทั้งตัว น่าขยะแขยงชะมัดเที่ยงคืนตรง : เวลาเที่ยงคืนมาถึงแล้ว ตอนนี้ก้นผมพอจะแห้งขึ้นบ้าง ผมมองออกไปนอกหน้าต่างอีกรอบก่อนจะพบว่ามีหมาตัวหนึ่งกำลังนั่งนิ่งอยู่ข้างนอกนั่น จ้องเขม็งตรงมายังผมผมหันกลับไปและคิดว่าจะได้เห็นหน้าของตัวเองในกระจกอีกครั้ง แต่กระจกนั้นกลับขุ่นมัวเสียจนผมไม่สามารถเห็นอะไรสะท้อนในนั้นได้เลย ผมสาบานว่ามันเพิ่งผ่านไปแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น ชั่วโมงที่แล้วผมยังเห็นหน้าตัวเองชัดแจ๋วอย่างกับตอนกลางวันได้อยู่เลยเที่ยงคืน 10 นาที : ผมมองลอดรอยแยกตรงประตูออกไปยังโถงทางเดินด้านนอก ผมชักสงสัยขึ้นมาว่าทำไมสีสเปรย์ทั้งหมดดูเหมือนจะหายไป 6 ฟุตพอดิบพอดีจากห้องนี้ความคลื่นเหียนตีขึ้นมาอีกครั้ง ท้องไส้ของผมปั่นป่วนไปหมด เหมือนบางอย่างเลื่อนขึ้นมาจุกในลำคอผมได้ยินเสียงน้ำหยดมาจากที่ไหนสักแห่ง ผมพยายามสำรวจทั่วห้องเพื่อหาต้นเสียงแต่กลับไปพบอะไรเลยเที่ยงคืน 45 นาที : หมาหายไปแล้ว นอก ห น้ า ต่ า ง นั่นเหลือเพียงทุ่งโล่ง ๆ ผืนหญ้าปลิวไหวตามลม มีเพียงพระจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่ด้านบนเท่านั้นเสียงน้ำหยดนั่นดูจะดังขึ้นกว่าเดิมอีก ผมพยายามมองไปทั่วห้องสีเหลืองแต่ก็ไม่พบอะไรเช่นเดิม ผมเหลือบไปมองเตียงนั้น ก่อนจะพบว่ามันคือหยดน้ำจากผ้าห่มที่พาดอยู่บนเตียง ผมตบกางเกงของตัวเองเบา ๆ ก่อนจะสัมผัสได้ว่ามันแห้งหมดแล้วผมมองลอดรอยแยกประตูอีกครั้ง ผนังห้องโถงดูจะไกลออกไปกว่าเดิมเสียอีก ท้องไส้ของผมขมวดผึง ผมคุกเข่าลงและพยายามจะขย้อนอาเจียนแต่มันกลับไม่มีอะไรออกมาตีหนึ่งตรง : มีผู้ชายยืนอยู่ในทุ่งหญ้านั่น

see also : JW Anderson เด็กหนุ่มมหัศจรรย์ผู้สั่นสะเทือนวงการแฟชั่น