บทความ » คุยกับทูตนอกแถว รัศมิ์ ชาลีจันทร์ ทูตเกษียณ

คุยกับทูตนอกแถว รัศมิ์ ชาลีจันทร์ ทูตเกษียณ

9 พฤศจิกายน 2020
726   0

คุยกับทูตนอกแถว รัศมิ์ ชาลีจันทร์ ทูตเกษียณ

คุยกับทูตนอกแถว รัศมิ์ ชาลีจันทร์ ทูตเกษียณ นับตั้งแต่มีการเคลื่อนไหวของม็อบนักเรียน เยาวชน ที่ดันเพดานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากติดตาม ผู้เข้าร่วมชุมนุม เราจะพบเห็นการเข้าร่วมจากคนหลายแวดวง ไม่เว้น แม้กระทั่งล่าสุด ที่มีการปรากฏตัวของ ‘รัศมิ์ ชาลีจันทร์’ อดีตเอกอัครราชทูตที่เพิ่งเกษียณ ก็ได้ เข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มราษฎรเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมาด้วย

ทูตรัศมิ์ หรือที่หลายคนอาจ รู้จักในฐานะ แอดมินเพจเฟซบุ๊ก ‘ทูตนอกแถว The Alternative Ambassador’ ที่ตั้งแต่ ตัดสินใจเปิดเพจเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพียง ไม่ถึงสัปดาห์มี ผู้กดติดตามสูงกว่า 4 หมื่นรายแล้ว

สำหรับ ประวัติของทูตรัศมิ์ เคยได้รับรางวัล ข้าราชการพลเรือนดีเด่นประจำปี 2558 จากกรมสารนิเทศ ดำรง ตำแหน่งรองอธิบดีกรม สารนิเทศ

ต่อมาได้รับการโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก เมื่อปี 2559 ต่อจาก นั้นในปี 2561 ได้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน

ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ล ได้มีโอกาสชวนคุยสั้นๆ ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมกับอดีตทูตวัยเกษียณถึงมุมมองของทูตต่อการชุมนุมที่เกิดขึ้น

ด้วยภาพลักษณ์ ของ ทูตมันจะดูห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้มาก เป็นอิมเมจที่ดู Elite ปกติวงการทูตมีอย่างนี้ไหม

จริงๆ ทั้งสองอย่างนะ สมัยก่อน ก็มีทูตหลายท่านออกมาเล่นการเมือง แต่น่าเสียดายที่ตอนออกมาเล่นการเมืองไปเป่านกหวีด เสียส่วนใหญ่ พวกทูตก็มีที่ตื่นตัวทางการเมืองที่อยากแสดงออก จะอยู่ข้างไหนอะไร ก็อีกประเด็นหนึ่ง แต่มีมานานแล้วไม่ใช่เพิ่งมี เพียงแต่ของผมยุคนี้มันยุคโซเชียลมีเดีย มันก็ต่างไป เราก็สื่อสารได้วงกว้างขึ้น

อะไรทำให้ตัดสินใจมาเปิดเพจ ‘ทูตนอกแถว’ 

ที่ผ่านมาก็เขียนลงเฟซบุ๊กบ้างอยู่แล้ว แต่ ในเฟซบุ๊กก็เป็นเรื่องทั่วไป เป็นเฟซบุ๊กส่วนตัวของเราเอง ซึ่งมีทั้งเรื่องส่วนตัว จิปาถะ เรื่อง ความคิดเห็นต่างๆ ของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นสภาพการเมือง เศรษฐกิจ

สังคมของเรา เขียนไปก็ มีคนตามเยอะขึ้น เราก็เลยอยากจะแยก เลยตัดสินใจเปิดเพจขึ้น จะได้แยก ชีวิตส่วนตัว กับ การแสดงความเห็นของเรา ก็เลยเป็นที่มาของการเปิดเพจ

เรื่องที่เล่าส่วนใหญ่ก็อยากจะแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ที่เราผ่านมา เพราะอาชีพเราไม่ค่อยมีคนรู้จักในมุมอื่นๆ นัก ซึ่งจริงๆ

เราปฏิบัติงานกันมาในฐานะ กระทรวงการต่างประเทศก็ร้อยกว่าปีแล้ว เลยคิดว่ามีบางแง่มุมที่คนทั่วไปอาจจะสนใจ และ อาจจะ เป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้าง เน้นด้านการต่างประเทศเป็นหลัก 

ทำไมถึงตัดสินใจออก มาแสดงตัวร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มราษฎร

จริงๆ ขอสารภาพว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตตั้งแต่เกิดมาจนอายุ 60 ปี ที่เคยเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง ไม่ใช่อะไร เพราะ ที่ผ่านมาจริงๆ เราก็รู้สึกว่ามีอยากมีส่วนร่วม แต่มีการชุมนุมทีไรเราก็อยู่ต่างประเทศทุกที ไม่เคยได้

อยู่เมืองไทย ไม่เคยได้มาเลย จนกระทั่งเกษียณ เพิ่งมาเป็นครั้งแรก เพราะได้กลับ มาเมืองไทย เลยได้โอกาสมา อยากจะบอกว่า จริงๆ ด้วยความที่เราเรียนรัฐศาสตร์ และ มีความสนใจทางด้านการเมือง

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นปัจจัย ซึ่งเราเห็นหลายประเทศ มาในโลกนี้ เราก็รู้ว่าสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติเจริญได้มันคือ ความเท่าเทียมกัน ของสังคม มันเป็นประชาธิปไตย สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้ประเทศชาติเจริญได้ มัน ไม่มีหรอก

ผมยืนยัน ในโลกนี้คุณไปหามาเลย ประเทศไหนที่ เป็นรัฐบาลทหารหรือขวาจัด เผด็จการ แล้วคุณทำให้ประเทศเจริญได้ ผมรับรองว่าไม่มี ไม่เคยเห็น 

ในฐานะที่เป็นทูตอยู่หลายที่ ประเทศอื่นๆ เขามองประเทศไทยอย่างไร

ประเทศไทยมีต้นทุนที่สูงมาก ภาพพจน์เราดีมาตลอด ซึ่งในแง่หนึ่งการที่เรามีภาพพจน์ดีมาตลอด มีทั้งดีและเสีย ในแง่หนึ่งถึ งเราจะมี รัฐบาลที่หลายประเทศ ในหลักการ หลายประเทศเขาไม่เห็นด้วย แต่การที่เรามี ภาพพจน์ดี มันก็ทำให้เขาไม่มากดดันอะไรมาก แต่ความรู้สึกของแต่ละรัฐบาลที่มีต่อ ประเทศไทย มันก็ไม่เหมือนกัน

อย่างที่รู้สึกมาก ไม่ยอมพบกับเราเลยหลังมีรัฐประหาร แทบจะแบบ ‘ไปเลย ไม่ต้องมาพูด’ ก็คืออย่างแอฟริกาใต้ เพราะแอฟริกาใต้เขาต่อสู้มา มากกว่า เขาจะได้ความเท่าเทียม สิทธิ ประชาธิปไตย กว่าเขาจะเป็นทุกวันนี้ สปิริตเขาสูงมาก ซึ่งมันก็ลดหลั่นต่าง กันไป แต่ละประเทศ ซึ่งก็ยกตัวอย่างว่ามันก็มีแบบนี้ครับ

ถ้ามองสถานการณ์ประเทศไทย เวลานี้ หรือมองว่า การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเวลานี้ ถ้าให้ประเมินคิดว่าจะไปต่ออย่างไร

ก็อยากรู้เหมือนกันว่าจะไปต่ออย่างไร มันไม่ใช่เรื่องง่าย การเปลี่ยนแปลงและ พัฒนาการของเมืองไทยมันก็มีความยูนีก มันก็ไม่เหมือน กับประเทศอื่นเสียทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจะไปคาดหวังว่ามันจะเหมือนกับประเทศอื่นก็ไม่ได้

พลวัตสมัยนี้ มันก็เปลี่ยนไป แต่ที่แน่ๆ ตราบใดที่ประเทศชาติ ยังไม่มีประชาธิปไตย ยังไม่มี ความเท่าเทียมกันในสังคม ประเทศไม่มีทางพัฒนาไปได้ ตราบใดที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คุณก็ไม่มีทางดีขึ้นไปได้ 

มองการเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะเป็นความหวังขนาดไหน

เป็นความหวังแน่นอนครับ และ เป็นสิ่งที่ยูนีกมาก ผมไม่เคยเห็นปรากฏการณ์นี้ในโลก ที่เด็กมัธยมออกมาเคลื่อนไหว เป็น ที่แรก ผมว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่

และการใช้โซเชียลมีเดียเยอะๆ ไม่ใช่โฉมใหม่เฉพาะ ของไทย แต่เป็นของโลก ผมว่าหลายประเทศก็จับตามองอยู่ น่าภาคภูมิใจที่เยาวชนไทย มีความคิดก้าวหน้า ใครจะไปนึกว่าวันหนึ่งนักเรียน น้องๆ จะเป็นคนนำการชุมนุมอย่างนี้ได้

บทความอื่นๆ เบื้องหลัง ชัยชนะของไบเดน ที่เพนซิลเวเนีย