บทความ » จริงหรือไม่?เมื่อมีความสนใจที่ตรงกันจะทำให้ ความสัมพันธ์ยืดยาว

จริงหรือไม่?เมื่อมีความสนใจที่ตรงกันจะทำให้ ความสัมพันธ์ยืดยาว

15 สิงหาคม 2020
185   0

จริงหรือไม่?เมื่อมีความสนใจที่ตรงกันจะทำให้ ความสัมพันธ์ยืดยาว

จริงหรือไม่?เมื่อมีความสนใจที่ตรงกันจะทำให้ ความสัมพันธ์ยืดยาว

สำหรับเรื่องความรัก และ ความสัมพันธ์ที่ยืดยาว เราอาจต่างมองหาคนที่ ‘เข้ากันได้’ ที่สุด เพื่อมาอยู่เคียงข้าง คนที่พร้อมจะแชร์สารทุกข์สุขดิบกับเรา

ไม่ว่าเขาจะเกิดปัญหาหรือมีเหตุการณ์ประทับใจอะไรก็จะมาเล่าสู่กันฟัง เราอาจหยิบยื่นหนังโปรด เพลงโปรด แลกกันฟัง หรือถกเถียงเรื่องการเมืองด้วยกันอย่างออกรส

ซึ่งมันก็คงจะเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากเรามีความสัมพันธ์ที่เข้าอกเข้าใจ และมีความสนใจที่คล้ายคลึงกัน เพราะนี่อาจทำให้เรารู้สึกว่า การเริ่มต้นคุยกับใครสักคนมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี

แต่ก็เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นที่อาจทำให้คุณกับเขาเข้ากันได้เร็ว หรือคลิกกันทันที แต่ถ้าในระยะยาวล่ะ? แค่มีความสนใจที่เหมือนกัน อาจไม่พอให้ความสัมพันธ์มันยืดยาวหรือเปล่า?

Photo: ภาพยนตร์เรื่อง Marriage Story (2019)

ในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครสักคน แน่นอนว่า คุณต้องเคยเจอคนที่เข้ามาสานสัมพันธ์กับคุณแล้วรู้สึกว่า ‘เฮ้ย กูคุยกับเขาไม่รู้เรื่องว่ะ’ วลีที่ว่า ‘คุยไม่รู้เรื่อง’

นี่แหละที่เป็นเหมือนด่านสำคัญด่านแรกๆ ในความสัมพันธ์ เกิดคุณรู้สึกว่า คนที่คุณคบหาอยู่เกิดขึ้นจากความ ‘คุยไม่รู้เรื่อง’ มันก็น่าสงสัยนะว่า คุณจะทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์นี้เดินหน้าต่อไปได้ จริงไหม? 

มาร์ก ดี. ไวต์ ศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญาจาก The College of Staten Island ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า การที่คุณแชร์เรื่องราวที่คุณสนใจในครั้งแรกของการออกเดตนับเป็นเรื่องที่ดี เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่า

คุณกับเขาเข้ากันได้มากแค่ไหน หรือมีความสนใจร่วมกันมากพอหรือเปล่าที่จะคบกันและทำอะไรร่วมกัน เป็นเหมือนการกะเทาะกำแพงที่ตั้งอยู่ในใจของคนสองคนให้ทลายออก

และทำให้รู้จักกันและกันได้เร็วขึ้น แต่ถ้ารู้สึกว่าคุยไม่รู้เรื่องหรือไม่ถูกคอกัน ก็แค่จบความสัมพันธ์ลงแค่ตรงนั้น ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณเองนะว่าจะจบหรือไปต่อ 

ล่าสุดเราเพิ่งได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Marriage Story ที่นำแสดงโดย สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน และ อดัม ไดรเวอร์ ที่ว่าด้วยเรื่องสองศิลปินสามีภรรยา ชาร์ลี และ นิโคล กับวงจรชีวิตระหว่างการเตรียมตัวหย่าร้าง

ฝั่งหนึ่งเป็นผู้กำกับละครเวทีชื่อดัง ส่วนอีกฝ่ายนั้นเป็นนักแสดง ฟังดูจากสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ก็น่าจะมีชีวิตอันสมบูรณ์แบบได้จากสิ่งที่พวกเขาทำ และสุดแสนเพอร์เฟกต์หากมองในมุมของคนนอก ต่างฝ่ายต่างมีความสุขกับงานที่ตัวเองทำ

ทั้งยังทำงานด้วยกันในโรงละครแห่งเดียวกันด้วยซ้ำ จนกลายเป็นภาพจำว่า ‘ที่ไหนมีชาร์ลี ที่นั่นมีนิโคล’ ซึ่งดูแล้วแทบจะไม่มีเหตุผลใดๆ เลยที่จะทำให้เขาสองคนนี้ต้องเลิกรากัน 

แต่แล้ววันหนึ่ง สิ่งที่ ทำให้ เขาสองคนตัดสินใจแยกทางกันคือ เรื่องของความไม่เข้าใจกัน ชีวิตรักที่อยู่ หลัง ม่านการแสดงนั้นกลับพังไม่เป็นท่า

ด้วยเรื่องราวที่สะสมกันมาบนพื้นฐานของความ ไม่เข้าใจ การไม่ปรับตัว และการไม่หันหน้ามาคุยกันให้รู้เรื่อง

Photo: ภาพยนตร์เรื่อง Marriage Story (2019)

นั่นเป็นส่วน ของ หนังที่เล่าเรื่องราวที่น่าสนใจ และถ้ ามองกลับมาที่เรื่องของความสัมพันธ์จริงๆ สิ่งที่ ลินด์ซีย์ แอนทิน นักบำบัด เรื่อง ความสัมพันธ์ จากเบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย

สหรัฐอเมริกา เคยศึกษา และ ได้ข้อสรุป เกี่ยวกับ เรื่องความสัมพันธ์ที่อยู่กันได้อย่างยืดยาว คำตอบที่ได้คือ ไม่ใช่ว่า ที่คุณมี ความสนใจที่เหมือนกัน แต่คือ ‘การปรับตัวได้’ ของคนทั้งสองฝ่ายต่างหาก

โดยเขา ใช้คำว่า ‘Adaptability’ ซึ่งการ ปรับตัวที่ทำให้ความสัมพันธ์ยืนยาวยิ่งขึ้นคือ การที่สองฝ่ายต่างหันมาปรับตัว และ เข้าใจกัน แม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรก็ตามในระหว่างที่คบกัน ผ่านไปทีละเรื่อง

ทีละเรื่อง หรือ แม้แต่ เราไม่มี ความสนใจเดียวกันแล้ว ซึ่งเราว่า มันเป็น พื้นฐานสำหรับคนที่กำลังอยู่ ในความสัมพันธ์ควรนำไปปรับใช้

คุณรักอีกฝ่ายมากพอ หรือเปล่าล่ะ? ที่จะยอมปรับตัวหากัน โดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวคุณออกไป

ส่วนตัวผู้เขียนเอง ในฐานะที่อยู่ ในค วามสัมพันธ์มา ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เรากลับพบว่า การที่เราต่างแชร์สิ่งที่เราสนใจในชีวิตร่วมกัน เช่น

เราอาจนั่งคุย เรื่องดนตรี ด้วยกัน ทั้งวัน หรือ ค้นหาดนตรีแนวใหม่ๆ มาฟัง ก็นับเป็นเรื่องที่น่าสนุกและทำให้เรามีอะไรมานั่งคุยกันทุกวัน แต่นั่นไม่ใช่การเตรียมตัวมาล่วงหน้าเหมือนจะเข้าไปพรีเซนต์งานหน้าห้องนะ

แต่เรากำลังหมายถึงสิ่งที่เราสนใจจริงๆ หรือให้ความสนใจจริงๆ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ตัวคุณมีความน่าสนใจไปโดยธรรมชาติ เช่น

หากคุณ และ เขาเป็นคนชอบฟังเพลงจริงๆ อย่างจริงจัง เวลาที่คุณเจออะไรที่น่าสนใจ หรือคิดว่าอยากแชร์ มันจะทำออกมาโดยอัตโนมัติทันที

แต่ถ้าหากคุณรู้สึกฝืนใจเพื่อที่จะได้อยู่กับเขา หรือ ฝืนที่จะคุยเรื่องเดียวกับเขา โดยที่คุณไม่ได้อินหรือชอบอะไรที่เหมือนกับเขา ลองปรับตัวเข้าหากัน หรือ

พยายามก้าวเข้าไปในโลกของ อีกฝ่ายดู อาจได้ ไอเดียใหม่ๆ กลับไป แต่ ถ้าคุณไม่สามารถมากพอ ที่จะปรับตัว ก็ถอยออกมาดีกว่า อย่าเสียเวลา

ฉะนั้น จะดีกว่า หรือ เปล่า หากคุณได้ เริ่มต้นสนทนา กับ ใครสักคน จากสิ่งที่เขาสนใจจริงๆ ซึ่งในปัจจุบันก็มีตัวช่วยอย่างแอปพลิเคชันประเภท Social Discovery

ที่คุณสามารถเติม เรื่องราว เกี่ยวกับ ตัวคุณเองลงไปในส่วนของ Bio (ประวัติโดยย่อ) นอกเหนือจากชื่อ หรืออายุ ซึ่งคุณอาจลองใส่ความสนใจส่วนตัว เช่น

ชอบออกกำลังกาย ก็ลองใส่รูปที่คุณไปงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนล่าสุดดูสิ

ไม่อย่างนั้นก็ลองหา โควตจากหนัง หรือ เนื้อเพลงสักท่อน เพื่ออธิบายตัวเอง หรือความชอบของตัวเองให้อีกฝ่ายได้รู้ อาจเลือกเป็น Genre ของแต่ละอย่างก็ได้ เช่น เราชอบฟังเพลงป๊อป เราชอบอเดล หรืออะไรก็ว่าไป

ลองนึกดูว่าอะไรที่ทำให้คุณมีความสุข เช่น การได้ออกเดินทางไปในที่ใหม่ๆ การได้กินของอร่อย การได้เดินงานศิลปะ ล้วนอธิบายตัวคุณได้หมดเลย

หรือถ้ารู้สึกว่ายากนัก ก็โพล่งออกไปตรงๆ เลยว่า คุณต้องการหรือกำลังมองหาอะไรอยู่ เช่น มองหา LTR หรือ Long-Term Relationship 

บางคนอาจรู้สึก ต่อต้าน ว่า การใช้แอปพลิเคชันเหล่านี้ไม่ได้ต่างอะไรกับการหาคู่นอนหรือเซ็กซ์ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่ามันก็มีส่วน

แต่ท้ายที่สุด แล้ว มันอยู่ที่คุณว่าจะใช้เพื่อ จุดประสงค์อะไรต่างหาก มาสร้างความชัดเจนและเริ่มต้นที่ตัวคุณเอง ดีกว่า เช่นกัน คุณเอง ต้องสร้างความชัดเจนให้กับคนที่คุณอยากเริ่มต้นบทสนทนาด้วยว่า คุณกำลังมองหาอะไรอยู่ 

ทุกๆ เรื่อง ของความสัมพันธ์ต่าง ก็มีคำตอบปลายทางที่ไม่ได้ เป็น คำตอบสำเร็จรูปเพียงรสชาติเดียว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่ว่าคุณจะมีความชอบเหมือนกัน

แล้วจะ สามารถอยู่ร่ วมกันได้ หรือคุณจะมีความชอบที่ไม่เหมือนกัน แล้วจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นมันเป็นเรื่องที่คุณต้องรับรู้ได้ด้วยตัวเอง

และ เราอยากบอกคุณเรื่องหนึ่งว่าเราต่างมี ความน่าสนใจในตัวเองด้วยกันทั้งนั้น อย่าปิดกั้นตัวเอง ลองเดินทางสู่โลกใหม่ๆ และ ออกไป

บทความอื่นๆ แป้ง อรประพันธ์ Vickteerut กับการเรียนรู้จากวิกฤตโควิด-19