บทความ » จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ หลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา

จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ หลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา

2 กุมภาพันธ์ 2021
311   0

จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ หลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา

จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ หลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา สถานการณ์ภายในเมียนมายังคงคลุมเครือ หลังเหตุการณ์รัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนของกองทัพผ่านพ้นไปแล้วเกิน 24 ชั่วโมง  

โดยบรรยากาศในอดีตเมืองหลวงอย่างนครย่างกุ้ง เต็มไปด้วยความเงียบสงัด หมอกควันแห่งความหวาดกลัว และ ไม่มั่นใจต่ออนาคตของประชาชนปรากฏขึ้น หลังกองทัพนำกำลังบุกควบคุมตัวออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษา แห่งรัฐ และผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD พร้อม ด้วยผู้นำคนสำคัญทางการเมือง และนักเคลื่อนไหวอีกหลายสิบคน

การรัฐประหารรอบนี้ แม้จะ ไร้เสียงกระสุนปืนและปราศจากการนองเลือด ทว่าภาพความกลัวในยุคการปกครอง ของ รัฐบาลทหาร กลับผุดขึ้นในใจชาวเมียนมาอีกรอบ หลายคนหวาดหวั่นต่อ สิ่งที่จะตามมา หลังไร้วีรสตรี และ สัญลักษณ์แห่งความหวังอย่าง ‘ซูจี’ 

  • เดินหน้ากวาดล้างกลุ่มปรปักษ์?

หนึ่งในความหวาดกลัว แรกที่เกิดขึ้น คือการขยายอำนาจของกองทัพเมียนมาหลังจากนี้ และการเดินหน้ากวาด ล้างนักการเมือง และผู้ที่แสดงตัวเป็นปรปักษ์ และวิพากษ์วิจารณ์กองทัพ 

นักข่าวคนหนึ่ง ในย่างกุ้งเผยว่า เขากังวลว่า สื่อที่วิจารณ์กองทัพจะตก เป็นเป้าหมาย จนนอนไม่หลับ โดยกลัวว่า จะมีทหารมาเคาะประตู

เช่นเดียวกับประชาชนในหลายเมือง ที่บอกกับสื่อต่างชาติว่า พวกเขาเป็นกังวลเรื่องอนาคต และการหาเลี้ยงชีพหลังจากนี้ ภาวะวิกฤตโควิด-19 ที่หนักหนาสาหัสอยู่แล้วยังคงไม่จางหาย กลับเจอรัฐประหาร ซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง 

ในกรุงเนปิดอว์ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ แม้ธุรกิจส่วนใหญ่ จะกลับมาเปิดอีกครั้ง แต่การควบคุมความมั่นคงทั่วเมืองเป็นไป อย่างเข้มข้น สัญญาณโทรศัพท์ และ

อินเทอร์เน็ตยังถูกปิดกั้น รถถังและรถหุ้มเกราะประจำ การหน้ารัฐสภา ขณะที่ ทหารจำนวนมาก ตรึงกำลังหน้าอาคารที่ทำการรัฐบาล และ บ้านพักทางการที่คาดว่าใช้กักตัว นักการเมืองบางคน 

  • รัฐบาลเฉพาะกาลใต้อำนาจ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ภายหลังยึดอำนาจ กองทัพเมียนมาภายใต้การนำของ พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชา การทหารสูงสุดได้ถ่ายอำนาจรัฐเบ็ด เสร็จเด็ดขาด ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ มาสู่มือกองทัพ พร้อมตั้งรัฐบาล เฉพาะกาล

โดยสั่งปลดรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีช่วย 24 คน ออกจากตำแหน่ง แต่ง ตั้งเหล่านายทหารระดับสูงเข้าทำงานแทนที่ 11 คน และตั้งรองประธานาธิบดี มิน ส่วย ขึ้นรักษา การในตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว พร้อมประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศเป็นเวลา 1 ปี 

ในแถลงการณ์ที่ออกโดยกองทัพหลังยึดอำนาจให้คำมั่น ว่ากองทัพจะจัดการเลือกตั้งหลังสิ้นสุดภาวะฉุกเฉิน โดยได้เปลี่ยนคณะกรรม การการเลือก ตั้งยกชุด และดำเนินการสืบสวนกรณีการโกงเลือกตั้ง หลังกองทัพอ้างว่า การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีการทุจริต อย่างแพร่หลายจนนำ ไปสู่การตัดสินใจ ยึดอำนาจของกองทัพ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อปกป้องรัฐธรรมนูญ 

“จะมี การจัดการเลือกตั้งทั่วไปที่ เสรี และ เป็นธรรมหลังจากนั้น ความรับผิดชอบของรัฐจะถูกส่งต่อไปยังพรรคที่ชนะ ตามหลักการ และ มาตรฐานของ ระบอบประชาธิปไตย” พลเอก อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าว

และเพื่อให้เกิดความชอบธรรม กองทัพอ้างรัฐธรรมนูญที่กำหนดว่า ในช่วงภาวะฉุกเฉิน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีสิทธิ์ เข้าครอบครอง และใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ

ด้านพรรค NLD ออกแถลงการณ์ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ เรียกร้องให้กองทัพเมียนมา ปล่อยตัวซูจี และนักการเมืองที่ ถูกจับโดยทันที พร้อมทั้งอนุญาต ให้มีการเปิดประชุมสภาเพื่อเดินหน้าบริหาร ประเทศตามครร ลองประชาธิปไตย พร้อม ประณามการก่อรัฐประหารว่า เป็นการฉุดรั้งประเทศให้ถอยหลัง และ เรียกร้องให้ เคารพผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่พรรค NLD เป็นฝ่ายชนะ อย่างถล่มทลาย 

ขณะที่ชะตากรรมของซูจี และ นักการเมืองที่ถูกควบคุมตัวนั้น จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าถูกคุมขังอยู่ที่ไหน สื่อหลาย สำนักคาดการณ์ ว่า พวกเขาอาจถูกกักตัวใ นที่พักที่กรุงเนปิดอว์ เพราะซูจีและบรรดา ส.ส. ต้องเข้าร่วม การเปิดประชุมสภาวันแรก ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์

  • แรงกดดันจากนานาชาติ และโอกาสที่เมียนมาจะถูกคว่ำบาตร

นานาชาติต่าง แสดงความกังวลไป จนถึง ส่งสัญญาณต่อต้านกรณีรัฐประหารที่เกิดขึ้นในเมียนมา หลายประเทศ และ องค์การระหว่าง ประเทศเรียกร้องให้เมียนมาปล่อยตัวซูจี และผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด รวมทั้งให้คืน ประชาธิปไตย แก่ประชาชน โดยหลังจากนี้กระแสกดดันจะถาโถมใส่เมียนมามากขึ้นเรื่อยๆ 

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีกำหนดจัดการประชุมฉุกเฉินเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หลังอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวประณามการก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้นว่า เป็นการสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อการปฏิรูปประชาธิปไตยในเมียนมา

ขณะที่ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ ประณามการกระทำของกองทัพเมียนมาว่า ทำให้กระบวนการปฏิรูปประชาธิปไตยที่ดำเนินมากว่าทศวรรษต้องถอยหลัง และขู่จะกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตร ตอบโต้การรัฐประหาร

ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวจากภาคธุรกิจที่ลงทุนในเมียนมาก็ถูกจับตาเช่นกัน โดย บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ ของญี่ปุ่น ได้ประกาศระงับการผลิตในโรงงาน 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในเมียนมา โดยให้เหตุผลเพื่อความปลอดภัยของคนงานกว่า 400 คน หลังเกิดความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์หลังการรัฐประหาร โดยจะดำเนินการผลิตต่อหลังได้รับการยืนยันในความปลอดภัย

นอกจากการระงับผลิตชั่วคราวในโรงงานของบริษัทบางรายแล้ว เหตุการณ์รัฐประหารที่สร้างความไม่แน่นอน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ อาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าเมียนมาด้วย จึงน่าจับตาว่าวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น จะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่บอบช้ำอยู่แล้วจากวิกฤตโควิด-19 มากเพียงใด ขณะที่นานาชาติยังจับตาปัญหาสิทธิมนุษยชนที่อาจเลวร้ายลง โดยเฉพาะสวัสดิภาพของชนกลุ่มน้อย เช่น โรฮีนจา ที่ก่อนหน้านี้ถูกกองทัพกวาดล้างอย่างหนัก

บทความอื่นๆ พูดดีมีกำไร พูดยังไงให้ไม่ขาดทุน แค่อ่านไม่พอต้องฝึกด้วย