บทความ » ตระกูลมาร์กอส หวังแก้ประวัติศาสตร์ของอดีตผู้นำเผด็จการ

ตระกูลมาร์กอส หวังแก้ประวัติศาสตร์ของอดีตผู้นำเผด็จการ

28 สิงหาคม 2020
282   0

ตระกูลมาร์กอส หวังแก้ประวัติศาสตร์ของอดีตผู้นำเผด็จการ

ตระกูลมาร์กอส หวังแก้ประวัติศาสตร์ของอดีตผู้นำเผด็จการ

หลายคนที่ได้ชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง The Kingmaker ที่บอกเล่าเรื่องราวของ อิเมลดา มาร์กอส ภรรยาม่ายของจอมเผด็จการโหดร้ายในตำนานของฟิลิปปินส์อย่าง

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อาจจะแปลกใจกับฉากหนึ่งที่เด็กนักเรียนฟิลิปปินส์บอกเล่าจินตนาการสังคมในยุคมาร์กอสที่พวกเขาเกิดไม่ทัน บ้างก็ว่ายุคนั้นบ้านเมืองคงสงบเรียบร้อย บ้างก็ว่าผู้คนคงมีระเบียบวินัยดี บ้างก็ว่าประชาชนน่าจะอยู่ดีกินดี

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส คืออดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ที่ครองอำนาจยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2508 จนถึงปี 2529 ในภาพจำของใครหลายคน

มาร์กอสก็คือทรราชผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและเข่นฆ่าประชาชนผู้เห็นต่างอย่างโหดร้ายภายใต้การประกาศใช้กฎอัยการศึกอันลือลั่นยาวนานเกือบทศวรรษ

เขาถูกจดจำในฐานะนักคอร์รัปชันตัวพ่อผู้มีความสุขบนกองเงินกองทองที่คดโกงมาขณะที่ประชาชนอยู่อย่างแร้นแค้น

ภาพของรองเท้าแบรนด์เนมนับพันคู่ของภรรยาของเขาที่ถูกตรวจค้นเจอในบ้านพักยังคงแทงใจชาวฟิลิปปินส์อยู่ตลอดมา

ว่านี่มาจากเงินของชาติบ้านเมือง มหกรรมการโกงบันลือโลกของเขาและครอบครัว บวกกับการบริหารประเทศที่ผิดพลาดยังกัดเซาะประเทศแบบมโหฬาร

จนฟิลิปปินส์กลายร่างจากเสือเศรษฐกิจสู่เสือขี้โรคแห่งเอเชียอย่างที่รักษาไม่หายมาจนถึงตอนนี้ นี่เป็นบทเรียนที่มักจะถูกหยิบยกมาเตือนใจสังคมไทยอยู่บ่อยครั้ง

แต่ทว่า เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ผู้ที่โลกจารึกว่าเป็นหนึ่งในทรราชตัวพ่อ กลับดูเหมือนจะเป็นที่ชื่นชอบของคนฟิลิปปินส์จำนวนไม่น้อย

แม้ตัวเขาจะล่วงลับไปตั้งแต่ปี 2533 แต่เครือญาติวงศ์วานของเขายังคงมีบทบาทและได้รับการสนับสนุนจากมวลชนจำนวนหนึ่งอยู่ อย่างในภาพยนตร์ The Kingmaker 

เราได้เห็นภาพของประชาชนต้อนรับคนในตระกูลมาร์กอสอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมส่งเสียงเชียร์ดังกึกก้องเมื่อพวกเขาลงพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการหาเสียงเลือกตั้ง 

สมาชิกตระกูลมาร์กอสได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นในการเลือกตั้งหลายครั้ง จนได้เข้าไปมีตำแหน่งแห่งหนบนเวทีการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ

แม้หลายคนจะยังชำระสะสางคดีความของตัวเองไม่เสร็จสิ้นก็ตาม อีเมลดา มาร์กอส เคยชนะเลือกตั้งจนได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่หลายสมัย ไอมี มาร์กอส ลูกสาวของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส

ก็เพิ่งจะได้รับเลือกตั้งให้เป็นวุฒิสมาชิกเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ บองบอง มาร์กอส ลูกชายคนเดียวของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ก็เคยชนะเก้าอี้ผู้ว่าราชการจังหวัดอิโลคอส นอร์เต

และยังเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกอยู่หลายสมัย เมื่อปี 2559 บองบองขยับสูงขึ้นไปชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดี ถึงแม้เขาจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเพราะพ่ายแพ้ให้กับ เลนี โรเบรโด

แต่ก็แพ้เฉียดฉิวไปเพียงแค่ 2 แสนกว่าคะแนน เขาได้รับคะแนนเสียงครั้งนั้นถึงเกือบ 14 ล้านเสียง คิดเป็นร้อยละ 32

ของคะแนนเสียงทั้งหมด ถึงเขาจะแพ้แต่การได้คะแนนเสียงมากขนาดนี้บนสนามการเมืองระดับชาติ ก็บ่งบอกว่าคนฟิลิปปินส์ที่ชื่นชอบตระกูลมาร์กอสมีจำนวนอยู่ไม่ใช่น้อย  

ขณะที่ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ถูกตราหน้าบนหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นปีศาจร้าย คนฟิลิปปินส์จำนวนมากกลับสวนกระแสเชิดชูเขาเป็นวีรบุรุษ

ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนทั้งที่เคยมีชีวิตอยู่ในยุคมาร์กอส และที่เกิดไม่ทันกำลังโหยหาอยากจะไปมีชีวิตใต้เงาเผด็จการแบบมาร์กอสอีกครั้ง เพราะอะไรชาวฟิลิปปินส์จำนวนไม่น้อยถึงคิดเช่นนี้ อะไรอยู่ในความทรงจำของพวกเขาที่มีต่อระบอบมาร์กอส

ยุคมาร์กอสคือยุคทองของเศรษฐกิจฟิลิปปินส์?

ระหว่างที่ศึกษาระดับปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางในสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว ผู้เขียนได้ลงเรียนวิชาสังคมและการเมืองของฟิลิปปินส์ ในบรรดาเพื่อนร่วมห้องที่มาจากหลายชาติ มีชาวฟิลิปปินส์ร่วมเรียนด้วยอยู่หนึ่งคน

สัปดาห์หนึ่งเราเรียนกันมาจนถึงยุคของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ในช่วงเวลาพักระหว่างคาบเรียน ผมได้คุยกับหญิงชาวฟิลิปปินส์คนนั้นที่นั่งอยู่ข้างกัน ช่วงหนึ่งในบทสนทนา เธอพูดขึ้นมาว่าเธอเกิดทันเห็นช่วงปลายๆ ของมาร์กอส

บ้านเมืองตอนนั้นดีมาก เศรษฐกิจดีสุดๆ มาร์กอสเองก็พัฒนาฟิลิปปินส์ไว้เยอะ พอเขาไม่อยู่แล้วทุกอย่างมันก็แย่ลง นี่เป็นคำพูดที่สร้างความประหลาดใจให้ผู้เขียนไม่น้อย เพราะขัดกับความเข้าใจส่วนตัวแต่เดิมว่าคนฟิลิปปินส์น่าจะเกลียดมาร์กอสเข้ากระดูกดำ นั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนรับรู้ว่าคนฟิลิปปินส์ที่ชื่นชมมาร์กอสก็มีเหมือนกัน

หลังเรียนจบ ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกลับบ้านเกิด แต่ไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้โทรพูดคุยกับเพื่อนฟิลิปปินส์คนนั้นอีกครั้ง เราได้สนทนากันถึงเรื่องของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เธอลงรายละเอียดให้ฟังมา

ปัจจุบันเธอมีอายุ 42 ปี กำลังรับราชการตำรวจ ในช่วงที่มาร์กอสครองอำนาจ เธอยังเป็นเด็กประถมฯ แต่เธอก็จำได้ดีว่าเธอมีชีวิตที่ดีและเรียบง่ายในตอนนั้น ครอบครัวของเธอก็เชียร์มาร์กอสกันทั้งบ้าน

เธอบอกสิ่งที่เธอประทับใจในตัวมาร์กอสมากที่สุดก็คือความเป็นเจ้าพ่อโปรเจกต์ของเขา มาร์กอสริเริ่มโครงการพัฒนาที่สร้างประโยชน์มากมายโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล เขาทำให้เกิดถนนหนทาง สาธารณูปโภค

และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ หลายพื้นที่ เธอบอกด้วยว่าในสมัยนั้นเกษตรกรเจริญรุ่งเรืองกันมาก เขาทำโครงการหลายอย่างที่ทำให้ข้าวมีราคาดี ชาวนาฟิลิป ปินส์ปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นมากจนเลี้ยงคนได้ทั้งประเทศแถมยังส่งออกได้เยอะด้วย

แต่เมื่อนึกถึงปัจจุบัน เธอพูดด้วยความสลดว่าทุกวั นนี้กลับกลายเป็นว่าเราต้องนำเข้าข้าวจากไทยจากเวียดนามมากิน เธอบอกว่าเพราะอย่างนี้ มาร์กอสถึงได้เป็นที่รักมากในกลุ่มคนต่างจังหวัดและเกษตรกรที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของมาร์กอส

ถึงเธอจะเป็นชาวมะนิลา แต่เธอบอกว่าเธอก็ได้ ประโยชน์จากมาร์กอสเหมือนกัน ที่เธอจำได้ดีคือในตอนนั้นเธอมีอาหารโรงเรียนให้กินฟรีด้วยนโยบายของมาร์กอส เธอบอกด้วยว่าเธอชื่นชมอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง อิเมลดา มาร์กอส

ที่ถูกสามีส่งไปเยือนประเทศต่างๆ เพราะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ฟิลิปปินส์ จนทำให้ประเทศของเธอมีตัวตนอยู่บนเวทีโลก นักลงทุนหลั่งไหลเข้ามา

เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องราวฉาวโฉ่ของอิเมลดา อย่างรองเท้า กระเป๋าแบรนด์เนมจำนวนมหึมาจากภาษีประชาชนที่ถูกพบในบ้านพักของตระกูลมาร์กอส

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่าหลายคนในมะนิลาตอนนั้นดูจะไม่ชอบมาร์กอสนัก และสุดท้ายคนมะนิลาก็โค่นล้มมาร์กอส ที่คนต่างจังหวัดเลือกมา เข้าตำราสองนคราประชาธิปไตยในเวอร์ชันฟิลิปปินส์

คำพูดของเธอไม่ใช่คำพูดลอยๆ แต่ถือว่า สอดคล้องกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ เมื่อเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ประกาศนโยบาย ‘สังคมใหม่’ (New Society) ซึ่งมุ่งหวังจะพลิกโฉมฟิลิปปินส์จากประเทศที่มีความยากจน

ความเหลื่อมล้ำ และ คอร์รัปชันสูง ไปสู่การเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า ภายใต้วิสัยทัศน์สังคมใหม่ มาร์กอส ทุ่มงบประมาณทำ โครงการพัฒนาพื้นที่ชนบทมากมายจนได้ใจคนรากหญ้า เขายังโดดเด่น ในเรื่อง การพัฒนาภาคการเกษตร

จนช่วงเวลานั้น ขึ้นชื่อว่าคือการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ที่สำคัญครั้งหนึ่งของฟิลิปปินส์ เขามุ่งเน้น ผลิตเพื่อให้คนฟิลิปปินส์ยังชีพและส่งออกได้ดี ราคาและผลผลิตการเกษตรงอกงาม เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ เศรษฐกิจยุคมาร์กอสนับว่าไปได้ดีโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ของการครองอำนาจ

ชาวฟิลิปปินส์ที่สนับสนุน เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อย่างเช่นเพื่อนผู้เขียนคนนี้มักจะบอกว่าเศรษฐกิจในยุคนั้นคือยุคทอง อย่าง เพื่อนผู้เขียนในตอนนั้น เธอบอกว่า ถ้าจะเรียกว่าฟิลิปปินส์ตอนนั้น คือ มหาอำนาจของเอเชียก็ไม่ผิด

บุคคลที่ดูจะเยินยอมาร์กอสหนักที่สุดหนีไม่พ้น บองบอง ลูกชายของเขา บองบองบอกว่าสมัยที่พ่อเขายังเป็นผู้นำอยู่ฟิลิปปินส์มีถ นนเพิ่มขึ้นตั้งหลายไมล์ สิ่งก่อสร้างอะไรต่างๆ เกิดขึ้นเยอะมาก อัตราการอ่านออกเขียนได้ในตอนนั้นก็สูงสุดในเอเชีย

ประเทศไปไกลมากในตอนนั้น เขาบอก ด้วยว่าถ้าพ่อเขาไม่โดนไล่ไปเสียก่อน ป่านนี้ฟิลิปปินส์ก็เจริญเหมือนสิงคโปร์ไปแล้ว

ตรงกันข้าม ฝ่ายต่อต้านมาร์กอสบอกว่าเขาคือตัวทำลายเศรษฐกิจ ความเจริญที่เกิดขึ้นในช่วงแรกของระบอบมาร์กอสเริ่มถดถอยลงในช่วงหลังเพราะข้อบกพร่องในนโยบายของเขาเริ่มแผลงฤทธิ์ ฝั่งนี้มองว่าหลายๆ

โครงการของมาร์กอสไม่ได้สร้า งประโยชน์แบบยั่งยืน ทำเพื่อเอื้อต่อการคอร์รัปชัน และยังมาจากเงินกู้ยืมจำนวนมหาศาลจนทำให้ประเทศมีหนี้สาธารณะพุ่งบานตะไท ฝ่ายไม่เอามาร์กอสยังเอาตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆ

ตัวมากางโชว์ให้ดูว่าเศรษฐกิจ ย่ำแย่ลงขนาดไหนในยุคมาร์กอส พร้อมตอกย้ำว่าตัวเขาไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำ หรือปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ ตามที่โฆษณาเอาไว้ได้เลย

แต่ฝ่ายที่เอามาร์กอสก็มักจะ เอาตัวเลขเ ศรษฐกิจชุดอื่นๆ มากางสู้ และมีการโต้ว่าที่เศรษฐกิจแย่ลงในช่วงบั้ นปลายของยุคมาร์กอสเป็นเพราะเศรษฐกิจแย่กันทั่วโลกในตอนนั้น บ้างก็โทษไปว่าเป็น เพราะการเมืองวุ่นวาย ไม่ใช่เพราะมาร์กอสไม่มีความสามารถหรือบริหารผิดพลาดแต่อย่างใด

การทุจริตคอร์รัปชันมโหฬารของตระกูลมาร์กอสยังเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ฝ่ายตรงข้ามมาร์กอสหยิบยกขึ้นมาว่าเป็นต้นเหตุบ่อนทำลายเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ให้พินาศย่อยยับ ขณะที่คนเชียร์มาร์กอสหลายคนที่แม้จะยอมรับว่าการทุจริตมีจริง

แต่ก็มีความคิดที่ว่ามันเป็นเรื่องที่ให้อภัยได้และอาจไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจมากขนาดนั้น เพราะมาร์กอสก็ทำอะไรให้คนฟิลิปปินส์ไว้เยอะ บางคนพูดถึงขั้นว่าถือว่าเป็นรางวัลที่เขาทำให้ประเทศของเราก็แล้วกัน

กฎอัยการศึกคือความจำเป็น?

เมื่อพูดถึง เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ประเด็นที่มั กจะถูกยกขึ้นมาพูดคู่กันหนีไม่พ้นการประกาศกฎอัยการศึกในช่วงปี 2515 ถึง 2524 กฎอัยการศึกให้อำนาจมาร์กอสล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัวเขาขึ้นชื่อว่าเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ เขายกเหตุผลเรื่องภัย

คอมมิวนิสต์และภัยก่อการร้ายจากกลุ่มแบ่งแย กดินแดนทางตอนใต้ของประเทศ แต่หลายคนมองว่ามันคือข้ออ้างในการรวบอำนาจ ต่ออายุให้ตัวเองและใช้จัดการฝ่ายตรงข้ามเสียมากกว่า แต่อีกด้าน

ฝ่ายที่เชียร์มาร์กอสบอกว่ากฎอัยการศึกตอนนั้นเป็นเรื่องจำเป็น เพราะฟิลิปปินส์กำลังมีภัยรอบตัว อย่างเช่นเพื่อนของผู้เขียน เธอบอกว่า เธอเห็นด้วยกับกฎอัยการศึก เพราะบ้านเมืองตอนนั้นกำลังวุ่นวาย

แต่เธอก็เห็นว่าเอาเข้าจริงมาร์กอสก็ทำเกินไปหลายอย่างเพราะไปเล่นงานประชาชนแบบเกินเหตุ ซึ่งตรงนี้เธอก็ไม่ได้เห็นด้ วยเท่าไรนัก เธอมองว่านี่ทำให้รัฐบาลมาร์กอสเข้าสู่ช่วงขาลงเต็มรูปแบบ

ภายใต้ช่วงเวลากฎอัยการศึก ประชาชนผู้เห็นต่างถูกเล่นงานจำนวนมาก กว่า 70,000 คนถูกจับกุม กว่า 30,000 คนถูกทำร้ายร่างกาย

และกว่า 3,000 คนเสียชีวิต แต่คนฟิลิปปินส์ที่เชียร์ ฟอร์ดินานด์ มาร์กอส บางคนก็คิดว่าตัวเลขพวกนี้ถูกแต่งให้สูงเกิน จริงเพื่อใส่ร้ายมาร์กอส ซ้ำร้ายกว่านั้นบางคนบอกว่าที่จริงแล้วไม่มีใครถูกสังหารด้วยกฎอัยการศึกเลย

ขณะที่จำนวนมากก็ยอมรับว่าผู้ตกเป็นเหยื่อของกฎอัยการศึกมีอยู่จริงและเห็นใจเหยื่อเหล่านั้น แต่เพราะพวกเขาหรือญาติพี่น้องของพวกเขาไม่ได้ตกเป็นเหยื่อ พวกเขาจึงไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องที่น่ากังวล และยังมองว่ามันเป็นเรื่องของอดีตที่น่าจะปล่อยผ่านมันไป

บทความอื่นๆ ลุคแต่งหน้า ของผู้หญิงในอดีต ที่ความงามยังเป็นตำนาน