บทความ » ตลาดเงินปั่นป่วน หลัง Archegos เฮดจ์ฟันด์ในสหรัฐฯ

ตลาดเงินปั่นป่วน หลัง Archegos เฮดจ์ฟันด์ในสหรัฐฯ

31 มีนาคม 2021
93   0

ตลาดเงินปั่นป่วน หลัง Archegos เฮดจ์ฟันด์ในสหรัฐฯ

ตลาดเงินปั่นป่วน หลัง Archegos เฮดจ์ฟันด์ในสหรัฐฯ สถานการณ์ในภาคตลาดการเงินทั่วโลกตกอยู่ในสภาวะปั่นป่วน เมื่อธนาคารขนาดใหญ่ชั้นนำของโลกอย่างธนาคารเครดิตสวิสและโนมูระ ออกมาเปิดเผยว่า ธนาคารทั้ง สองอาจเผชิญกับการขาดทุนมูลค่ามหาศาล หลังบริษัท Archegos Capital เฮดจ์ฟันด์ ของสหรัฐฯ ผิดนัดชำระหนี้การเพิ่มเงินประกัน (Margin Call)

โดยสำนักข่าว AP รายงานว่า บริษัทในเครือของโนมูระ โฮลดิ้งส์ ในสหรัฐฯ มีแนวโน้มขาดทุนสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อันเป็น ผลมาจากการทำธุรกรรมกับลูกค้ารายหนึ่งในสหรัฐฯ เช่นเดียวกันกับที่ทางเครดิตสวิส ก็ออกมาเปิดเผยเช่นกัน ธนาคารขาดทุนอย่างหนักจากการผิดนัดชำระหนี้การเพิ่มเงินประกัน

จากเฮดจ์ฟันด์ในสหรัฐฯ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งแม้ธนาคารชั้นนำทั้งสองแห่งจะไม่ได้ มีการระบุชื่อเฮดจ์ฟันด์อย่างชัดเจน แต่ก็มีสื่อท้องถิ่นรายงานเปิดเผยออกมาในภายหลัง ว่าเฮดจ์ฟันด์ดังกล่าวคือบริษัท Archegos Capital Management ในนิวยอร์ก

แถลงการณ์ของเครดิตสวิสระบุชัดว่า สืบเนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้ตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ของทางกองทุน ทำให้เครดิตสวิส และ ธนาคารอีกจำนวนหนึ่งจำต้องเข้าสู่กระบวนการถอนตัวออกจากเฮดจ์ฟันด์ ดังกล่าว และ การผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผลประกอบการไตรมาสแรก ของเครดิตสวิสด้วย ขณะที่ทางโนมูระระบุว่าอาจจะยกเลิกแผนการออกหุ้นกู้เนื่องจาก สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านหนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า การผิดนัดชำระหนี้ของ Archegos มีแนวโน้มเป็นผลสืบเนื่องมาการที่หุ้นที่บริษัทถือครองอยู่อย่างหุ้นสื่อของสหรัฐฯ เช่น ViacomCBS และหุ้นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนหลายตัวที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ เช่น Baidu, VipShop เป็นหุ้นทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากการเทขายครั้งใหญ่จนปรับตัวร่วงลงอย่างหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ Margin Call เป็นเสมือนตัว กระตุ้นเมื่อนักลงทุนต้องการยืมเงินโดยใช้พอร์ตการลงทุนหุ้นเป็นส่วนเสริม และ ต้องสร้างยอดคงเหลือที่ธนาคารต้องการเมื่อราคาหุ้นลดลงและหลักประกันมีมูลค่าน้อยลง

รายงานข่าวที่เกิดขึ้นส่งผลให้ ดัชนี S&P 500 ในตลาดหุ้น Wall Street เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง โดยมีหุ้นใน กลุ่มการเงินการธนาคารปรับตัวลดลงมากที่สุด แต่โชคดีว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาด ในวงกว้าง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ ยังคงมีความหวังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวม

ทั้งนี้ดัชนี S&P 500 ร่วงลงเล็กน้อย 0.8% ขณะที่ราคาหุ้นของโนมูระดิ่งลง 16% ในช่วงบ่าย ส่วนหุ้นของเครดิตสวิสในตลาดยุโรปร่วงลง 9.5% ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กำลังรอข้อมูลเพื่อดูว่ามีธนาคารสัญชาติอเมริกันรายไหนอีกบ้างที่ได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ของ Archegos ในครั้งนี้

ส่วนสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ตัดสินใจชะลอการลงทุนเพื่อ รอดูสถานการณ์ หลังมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความผิดปกติในตลาดการเงินออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า สัญญาณผิดปกติแรกสุดเกิดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วที่ Goldman Sachs และ Morgan Stanley ประกาศ เทขายหุ้นล็อตใหญ่แบบ Block Trade ซึ่งการเจรจาทำข้อตกลงซื้อขายหุ้นแบบส่วนตัวและถ่ายโอนหุ้นในช่วงเวลาที่ตลาดปิดทำการ

โดยแม้จะเป็นการซื้อขายตามกติกาปกติ ที่กำหนดไว้ แต่สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนเอะใจว่าไม่ปกติก็คือขนาดมูลค่าของ หุ้นที่เทขายออกมาซึ่งสูงเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ Bloomberg ประเมินออกมา

ถามว่าทำไมนักลงทุนเมื่อได้ยิน ข่าวต้องตื่นตระหนก Bloomberg อธิบายว่า ปกติการซื้อขายแบบ Block Trade มักจะดำเนินการในปริมาณไม่มาก เพราะขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ดังนั้นการซื้อขาย ในปริมาณมหาศาล แถมยังไม่มีการระบุชื่อผู้ขายไว้อย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนกลัวว่า จะมีใครบางคนในที่ไหนสักแห่งรู้เรื่องไม่ดีสักอย่างที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่รู้นั่นเอง

ความไม่รู้ดังกล่าวจึงส่งผล ให้นักลงทุนเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้อง ทั้งหุ้นในภาคธนาคารและหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีจีนที่ Goldman Sachs ปล่อยขายออกมา ก่อนที่ราคาหุ้นบางตัว เช่น Alibaba จะฟื้นกลับมาได้ เมื่อมี ข้อมูลเพิ่มเติมออกมาว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าจะส่งผลกระทบแบบเฉพาะรายบริษัทมากกว่าตลาดในวงกว้าง

ทั้งนี้สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Archegos Capital Management กิจการครอบครัวของเทรดเดอร์ชั้นน ำอย่าง Bill Hwang คือผู้ที่เป็นสาเหตุเบื้องหลังการเทขายที่เกิดขึ้นข้างต้น โดย Hwang ไม่ใช่ นักลงทุนหน้าใหม่แต่อย่างใด และเจ้าตัวมีชื่อเสียงในฐานะนักลงทุนมือฉมังที่ได้รับ การฝึกปรือฝีมือจาก Julian Robertson ผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ระดับตำนาน ก่อนที่ Hwang จะแยกตัวออกมาตั้งบริษัทเฮดจ์ฟันด์ของตนเอง ซึ่งแม้จะสามารถประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี แต่เจ้าตัวก็มีประวัติถูกตัดสินว่าผิดจริงในปี 2012 ฐานใช้ประโยชน์จากข้อมูลภายในในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Insider Trading) ทำให้ต้องปิดเฮดจ์ฟันด์ที่บริหารอยู่ในขณะนั้น และเสียค่าปรับยอมความมากกว่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม Hwang ก็ไม่ได้ถอดใจต่อการลงทุน เห็นได้จากหลังจากสิ้นสุดคดี เจ้าตัวก็นำเงินส่วนตัวที่เหลืออยู่มาสร้าง Archegos ซึ่งกลายเป็นเฮดจ์ฟันด์ที่มีขนาดใหญ่กว่าเฮดจ์ฟันด์ชั้นนำอื่นๆ ในตลาด โดยเป็นเฮดจ์ฟันด์ที่ก่อตั้งจากเงินของบรรดาตระกูลเศรษฐีเป็นหลัก ทำให้ไม่มีนักลงทุนจากภายนอก ซึ่งหมายความว่าเฮดจ์ฟันด์จะสามารถลงทุนเสี่ยงแค่ไหนก็ได้ และโดยมากมักจะไม่ได้รับการตรวจสอบเข้มงวดจากทางการ

สำหรับในกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น Bloomberg รายงานว่า Archegos ได้ใช้สัญญาอนุพันธ์อย่าง Swaps กับโบรกเกอร์ในการสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น ซึ่งวิธีการดังกล่าวทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องเปิดเผยหุ้นที่ถือครองอยู่กับทางหน่วยงานที่กำกับดูแล

ทั้งนี้แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับ Bloomberg ว่า Hwang ถูกนายธนาคารบังคับให้ขายหุ้นมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหลังจากที่การซื้อขายหุ้นบางรายการเคลื่อนไหวสวนทางกับการคาดการณ์ จนทำให้เหล่าโบรกเกอร์ชั้นนำของ Hwang เริ่มเรียกร้องให้เจ้าตัวเพิ่มส่วนเสริม (Collateral) ให้กับโบรกเกอร์ให้มากขึ้น ก่อนที่จะใช้สิทธิบังคับขายเพื่อกู้คืนเงินที่สูญไปให้กลับคืนมา โดยบรรดาโบรกเกอร์ชั้นนำที่ว่านี้ก็คือธนาคารเพื่อการลงทุนที่ให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์และบริษัทจัดการหลักทรัพย์ครอบครัวกู้ยืมเงินและดำเนินการเทรดแทน ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ธนาคารเริ่มใช้สิทธิบังคับขาย จะส่งผลให้เกิดการเทขายจากนักลงทุนรายอื่นๆ ด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงการขายทุนจากหุ้นนั้นๆ ที่มีแนวโน้มจะดิ่งลงในไม่ช้า

รายงานระบุว่า จนถึงขณะนี้ Hwang, Goldman Sachs หรือ Morgan Stanley ยังคงเก็บตัวเงียบ ไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ทั่วโลกอยู่ในภาวะเฝ้าระวังและตื่นตัวสูงสุด เพื่อรอดูว่าจะมีสัญญาณอย่าง Block Trade ออกมาอีกหรือไม่ และความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในวงกว้างหรือไม่

บทความอื่นๆ 10ข้อ วัคซีน Johnson & Johnson (J&J)