บทความ » ตัวเลขของโรนัลโด / แม็กยาร์น่ายกย่อง / โชคดีสวีเดน

ตัวเลขของโรนัลโด / แม็กยาร์น่ายกย่อง / โชคดีสวีเดน

27 มิถุนายน 2021
325   0

ตัวเลขของโรนัลโด / แม็กยาร์น่ายกย่อง / โชคดีสวีเดน 

ตัวเลขของโรนัลโด / แม็กยาร์น่ายกย่อง / โชคดีสวีเดน  แบ่งกลุ่มในฟุตบอลยูโร 2020 ลงสนามกันครบทั้ง 36 คู่เป็นที่เรียบร้อย นั่นหมายความว่าการแข่งขันเพื่อหาทีมที่ดีที่สุดในทวีปยุโรปคราวนี้กำลังเดินทางเข้าสู่ครึ่งหลังของการแข่งขันแล้ว โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ทีมทั้งกลุ่ม E และ F ก็ต่างทำผลงานกันได้อย่างน่าประทับใจ เริ่มจากกลุ่ม E ที่สเปนถล่มสโลวะเกีย 5-0 และสวีเดนเฉือนโปแลนด์ 3-2 ต่อด้วยกลุ่ม F ที่โปรตุเกสเสมอฝรั่งเศส 2-2 พร้อมกับเยอรมนีไล่ตีเสมอฮังการีด้วยสกอร์เดียวกัน และนี่คือสิ่งที่น่าสนใจจากเกม 4 คู่ เมื่อคืนที่ผ่านมา

โรนัลโดกับสถิติที่ส่งโปรตุเกสสู่รอบน็อกเอาต์

เกมคู่เอกเมื่อคืนที่ผ่านมา ทุกคนต่างโฟกัสไปที่สนามปุสกัส อารีนา ในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ซึ่งโปรตุเกสพบกับฝรั่งเศสเพื่อแย่งแชมป์กลุ่ม F และผลก็เป็นอย่างที่ทราบว่าผลการแข่งขันในเกมนี้ทั้งสองทีมเสมอกันไป 2-2 แบ่งกันไปทีมละ 1 คะแนน และด้วยผลการแข่งขันอีกสนามที่ออกมาในสกอร์เดียวกัน ทำให้อันดับในตารางคะแนนไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้าที่จะลงสนาม และทำให้ฝรั่งเศสคว้าแชมป์กลุ่มนี้ ขณะที่โปรตุเกสได้เพียงอันดับที่ 3 ของกลุ่ม

3 จาก 4 ประตูในเกมนี้ เกิดขึ้นจากลูกที่จุดโทษ ซึ่งจังหวะที่ทีมตราไก่ได้ลูกที่จุดโทษก่อนหมดครึ่งแรก ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลถึงความเหมาะสมที่จะตัดสินเป็นจุดโทษด้วย อย่างไรก็ตาม จังหวะดังกล่าวทำให้ คาริม เบนเซมา กลับมาทำประตูแรกให้ทีมชาติฝรั่งเศสได้ในรอบ 5 ปี 258 วัน โดยประตูสุดท้ายที่เขาทำก่อนเกมนี้ต้องย้อนไปในวันที่ 8 ตุลาคม 2015 และเป็นการทิ้งระยะระหว่างการทำประตูยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ ดิดิเยร์ เดส์ช็องส์ ทำประตูที่ 3 และ 4 ให้กับทีมชาติฝรั่งเศส (7 ปี) ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในเกมพบโปรตุเกสทั้งคู่

ด้าน คริสเตียโน โรนัลโด ก็รับหน้าที่สังหารลูกที่จุดโทษทั้ง 2 ลูกให้โปรตุเกส และยิงไม่พลาดทั้งคู่ ทำให้ตอนนี้เขาขึ้นไปนำในตำแหน่งดาวซัลโวที่ 5 ประตู พร้อมกลายเป็นนักเตะยุโรปที่ยิงในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับชาติมากที่สุดที่ 21 ประตู แซงหน้า มิโรสลาฟ โคลเซ เจ้าของสถิติร่วมก่อนแข่งที่ทำไว้ 19 ประตู แถม CR7 ยังเป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ มิเชล พลาตินี ในปี 1984 ที่ทำประตูมากที่สุดในรอบแบ่งกลุ่ม โดย ‘นโปเลียนลูกหนัง’ ยิงประตูจาก 3 เกม ได้ถึง 7 ประตู

ที่สำคัญ 2 ประตูที่เกิดขึ้นในเกมนี้ ยังทำให้ยิงไปแล้ว 109 ประตูกับโปรตุเกส ขึ้นไปทาบสถิติการยิงให้ทีมชาติสูงสุดตลอดกาลของ อาลี ดาอี ตำนานทีมชาติอิหร่าน เป็นที่เรียบร้อย และมีความเป็นไปได้ว่าโรนัลโดจะสามารถขึ้นไปครองสถิตินี้แต่เพียงผู้เดียวได้ในรายการนี้

จากฮังการีที่ถูกยกย่อง ไปสู่การเข้ารอบเป็นที่ 2 ของเยอรมนี

แม้ผลเสมอกับเยอรมนี 2-2 จะไม่เพียงพอให้ฮังการีเข้าสู่รอบต่อไปหลังมีเพียง 2 คะแนน และต้องรั้งอันดับบ๊วยในตารางคะแนนของกลุ่ม F แต่คงไม่มีใครที่จะดูถูกพวกเขาว่าเป็นแค่ไม้ประดับได้อีกต่อไป หากได้ดูการเล่นของทัพแม็กยาร์ในฟุตบอลยูโรครั้งนี้ เพราะนอกจากฟอร์มการเล่นที่สู้กับทีมระดับท็อปของโลก ทั้งโปรตุเกส ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้อย่างสูสีแล้ว จิตใจอันแข็งแกร่งที่พวกเขาแสดงให้เห็นก็เอาชนะใจแฟนบอลทั่วโลกได้ไม่ยาก

ฮังการีไม่ได้เล่นแย่ในเกมที่แพ้โปรตุเกส 0-3 พวกเขามีเพียงความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับโชคที่ไม่เข้าข้าง ทำให้พวกเขาเสียประตูแรก ซึ่งนั่นนำมาสู่ประตูต่อๆ ไปอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ในเกมต่อมาพวกเขาก็เสมอกับฝรั่งเศสในปุสกัส อารีนา แต่ก็กลับไม่ได้เครดิตเท่าที่ควร เพราะหลายฝ่ายมองว่าทัพตราไก่หลุดฟอร์มไปเอง จนมาเล่นกับเยอรมนีที่มิวนิก พวกเขาก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้น ‘สู้’ แค่ไหน

อย่างไรก็ตาม แม้ฮังการีจะทำผลงานได้ดีกว่าที่คาด จนเกือบได้ผ่านเข้ารอบต่อไปแทนที่เยอรมนี แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ต้องให้เครดิตกับทีมอินทรีเหล็กด้วยเช่นกันที่พยายามหาทางเจาะประตู จนนำมาซึ่งประตูตีเสมอถึง 2 ครั้ง 2 คราว และทำให้พวกเขาได้ไปต่อ ซึ่งต้องขอบคุณการเปลี่ยนตัวที่ยอดเยี่ยมของ โยอาคิม เลิฟ ที่ส่ง ลีออน กอเร็ตซ์กา ลงมา และเป็นเขาที่ทำประตูตีเสมอ 2-2 ในช่วงท้ายเกม ทำให้เยอรมนีผ่านเข้ารอบไปได้ในที่สุด 

แม้เยอรมนีจะมี 4 คะแนนเท่ากับโปรตุเกส แต่ผลงานการเจอกันเป็นพวกเขาที่เอาชนะมาได้ในเกมก่อน ส่งผลให้คว้าอันดับที่ 2 ไปครอง และได้เข้ารอบไปอยู่ในสายล่าง เจอกับทีมอย่าง ‘สิงโตคำราม’ อังกฤษ ซึ่งนอกจากเก่งแล้ว พวกเขาต้องขอบคุณดวงที่ไม่เกื้อหนุนให้โปรตุเกสชนะด้วย หาไม่แล้วการขึ้นไปอยู่สายบน และเจอกับเบลเยียมคงไม่น่าอภิรมย์เท่าไรนัก

คลาสเซนเซฟสวีเดน สเปนระเบิดฟอร์ม

ต้องยกย่องทั้งฝีเท้าการจ่ายบอลของ เดยัน คูลูเซฟสกี และความเฉียบคมของวิคเตอร์ คลาสสัน ที่ทำให้สวีเดนได้ประตูที่ 3 เอาชนะโปแลนด์ไป 3-2 ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเข้ารอบอยู่ดีถ้าเกมนี้ออกมาเสมอ แต่การเก็บชัยชนะได้ทำให้ผลที่ออกมาต่างกันสุดขั้ว เนื่องจากทัพไวกิ้งจะเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม ซึ่งถ้าหากผลออกเสมอ พวกเขาจะตกไปเป็นอันดับที่ 2 จากการที่สเปนถล่มสโลวะเกีย 5-0 ทำให้ประตูได้เสียบวกถึง 5 ลูก

การได้เป็นแชมป์กลุ่มแตกต่างกับรองแชมป์กลุ่มนี้ตรงที่แชมป์จะได้ไปเจอกับทีมอันดับที่ 3 ที่ดีที่สุดจากกลุ่ม C ซึ่งเป็นยูเครน ขณะที่รองแชมป์กลุ่มอย่างสเปนจะต้องไปรับมือทีมอันดับที่ 2 ของกลุ่ม D อย่างโครเอเชีย ซึ่งถ้าหากว่ายูเครนกับโครเอเชียที่มีอันดับโลกห่างกัน 10 อันดับ (โครเอเชียอันดับ 14, ยูเครนอันดับ 24) ยังไม่แตกต่างชัดเจนพอ ความแตกต่างอีกอย่างคือการที่แชมป์กลุ่ม E กับรองแชมป์กลุ่ม ต้องไปอยู่กันคนละสาย

สเปนจะเจอกับโครเอเชียอย่างที่ได้เรียนไปแล้ว ซึ่งเป็นการแข่งขันในสายบน ที่มีทีมอย่างฝรั่งเศส, อิตาลี, เบลเยียม และโปรตุเกส ส่วนสวีเดนที่เจอกับยูเครนจะเป็นการการแข่งขันในสายล่างที่อาจจะมีของแข็งอย่างอังกฤษและเยอรมนี ที่แม้อาจจะดูเป็นของแข็ง แต่ทั้งคู่ก็ต้องเจอกันเองในรอบ 16 ทีม ขณะที่ทีมอื่นๆ ก็มีเนเธอร์แลนด์ที่อาจจะดูแข็งหน่อย ตามมาด้วยเช็ก เวลส์ และเดนมาร์ก ซึ่งจะเห็นถึงความแตกต่างกันอย่างมากทีเดียว

สายบนสุดโหด สายล่างทางสะดวก

นอกจากชื่อชั้นที่สายบนมีชาติชื่อดังมากกว่าอย่างเบลเยียม, โปรตุเกส, อิตาลี, ฝรั่งเศส และสเปน ซึ่งเป็นทีมที่โชว์ฟอร์มได้ดีในการแข่งขันคราวนี้อยู่ในสายเดียวกัน ทำให้เมื่อเทียบกับสายล่างที่มีชาติอย่างอังกฤษ, เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ เพียง 3 ทีม สายล่างก็ดูด้อยกว่าไปแล้ว แถมทีมอย่างอังกฤษและเยอรมนีก็ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีในการแข่งขันรายการนี้สักเท่าไรด้วย

หากจะยืนยันด้วยเหตุผลอื่นๆ ที่จับต้องได้มากกว่าชื่อเสียง เพื่อบอกว่าสายบนโหดกว่าสายล่าง คือการที่ทีมสายบนเป็นทีมสไตล์ ‘เดินหน้าฆ่ามัน’ และทำประตูรวมกัน 8 ทีม ถึง 43 ประตู ซึ่งเมื่อเทียบกับสายล่างที่ยิงไป 35 ประตู ก็ทำให้เราเริ่มเห็นความต่าง และถ้าจะบอกว่าที่ทีมสายล่างเป็นสายของทีมที่เน้นเกมรับ ทำให้ยิงไม่เยอะก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะทั้ง 8 ทีมของแต่ละสาย ก็ต่างเสียประตูรวมเท่ากันที่ 22 ประตูเท่ากัน

อย่างไรก็ตาม รอบน็อกเอาต์แต่ละทีมต้องเล่นกันอย่างมากที่สุดคือทีมละ 4 นัด นั่นหมายความว่าต่อให้สายบนโหดขนาดไหนและสายล่างจะสบายกว่าอย่างไร ถ้าแพ้เกมเดียวก็จบเหมือนกัน ดังนั้นต่อให้เจอกับคู่แข่งที่เป็นทีมไหนก็ตาม แต่ถ้าเอาชนะไม่ได้ เส้นทางของยูโร 2020 ก็จบแค่ตรงนั้น นั่นหมายความว่าจนถึงตรงนี้แต่ละทีมก็ทำได้แค่ชนะต่อไปอีกเรื่อยๆ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

บทความอื่นๆ ถึงเวลายอมรับความจริงวิกฤตผู้ป่วยโควิด-19 ล้น เตียงเต็ม