บทความ » ถอดบทเรียนตลาดการซื้อขายนักฟุตบอลฤดูหนาว 2021

ถอดบทเรียนตลาดการซื้อขายนักฟุตบอลฤดูหนาว 2021

2 กุมภาพันธ์ 2021
273   0

ถอดบทเรียนตลาดการซื้อขายนักฟุตบอลฤดูหนาว 2021

ถอดบทเรียนตลาดการซื้อขายนักฟุตบอลฤดูหนาว 2021 ตลาดการซื้อขายนักฟุตบอลเป็นหนึ่งใน ‘เรื่องราว’ ที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องของผลการแข่งขันในสนาม เนื่องจากเป็นสิ่งที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกต่างจับจ้อง และมองตามเป็นสายตาเดียวกันเสมอ

ความคลั่งไคล้ของการติดตามข่าวสารการย้ายทีมเข้มข้นขึ้นทุกปีที่ผ่านไป จากที่เคยรอลุ้นบนหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงเช้าของวันใหม่ ปัจจุบันแฟนบอลต่างสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของทีมที่รักกับนักเตะที่แอบหวังเอาไว้ได้ในระดับเสี้ยววินาที 

โดยนอกจากการรายงานจากเหล่าผู้สื่อข่าวระดับแถวหน้าที่พร้อมนำเสนอข่าวสารให้ติดตามกันได้อย่างทันท่วงที แฟนบอลเองยังเก่งในระดับสามารถแกะรอยการเดินทางของเที่ยวบินหรือเฮลิคอปเตอร์ได้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี ในตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวประจำปี 2021 ในภาพรวมแล้วเป็นไปอย่างเงียบเหงา ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สโมสรฟุตบอลในปัจจุบันตระหนักดีถึงความเสี่ยงในการเสริมทัพช่วงกลางฤดูกาลที่มีโอกาสจะเป็น Panic Buy หรือการซื้อแบบสิ้นคิดที่ได้ไม่คุ้มเสีย

แต่อีกส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน และอาจจะมากกว่าคือนี่เป็นตลาดรอบที่เราเริ่มได้เห็นผลกระทบชัดเจนว่าโควิด-19 มีต่อเกมฟุตบอลที่ทุกคนรักมากแค่ไหน

เพราะแม้จะมีความคึกคักบ้างในวันสุดท้ายของตลาดการซื้อขาย แต่โดยรวมแล้วทุกสโมสรต่างอยู่ในภาวะ ‘รัดเข็มขัด’ 

ปล่อยนักเตะที่ไม่จำเป็นออกไปเสีย และหากจำเป็นต้องหาใครเข้ามาใหม่ก็ต้องเป็นตัวเลือกที่ประหยัดที่สุด และต่อให้อยากได้นักเตะใหม่เพื่อมาช่วยทีมแค่ไหนก็มีหลายทีมที่ไม่สามารถจะเติมใครเข้ามาได้อีก เพราะสภาพทางการเงินเข้าขั้นโคม่า 

รวมถึงยักษ์ใหญ่ในวงการอย่างบาร์เซโลนา ที่ไม่มีแม้แต่เงิน 1.6 ล้านปอนด์ที่จะจ่ายเป็นค่าตัวของ เอริค การ์เซีย กองหลังดาวรุ่งสายเลือดคาตาลันที่เหลือสัญญากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้แค่ 6 เดือน ทำให้จะต้องรอได้ตัวหลังหมดสัญญาแทน

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น มาลองดูรายละเอียดที่ลึกลงไปอีกขั้น

Deloitte ประเมินว่า 20 สโมสรระดับท็อปของยุโรปจะสูญเงินมากถึง 2 พันล้านยูโร หรือราว 1.7 พันล้านปอนด์ ทำให้กำลังซื้อในตลาดนักเตะลดลงอย่างมหาศาล

ตลาดที่เงียบงัน ซื้อขายลด ยืมตัวเพิ่ม

ลีกที่มีความเคลื่อนไหวในเรื่องตลาดนักเตะมากที่สุดอย่างไรเสียย่อมหนีไม่พ้นพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นลีกฟุตบอลที่ร่ำรวยเงินทองมากที่สุด และสามารถใช้เป็น ‘ดัชนี’ ชี้วัดความเป็นไปของเกมลูกหนังได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่น่าตกใจคือในตลาดการซื้อขายฤดูหนาวของปีนี้เป็นปีที่มีตัวเลขการย้ายทีมแบบถาวร (Permanent Deal) เพียงแค่ 12 รายเท่านั้น

ขณะที่จำนวนเงินที่มีการใช้จ่ายสำหรับซื้อนักฟุตบอลในตลาดรอบนี้นั้นอยู่ที่ระดับ 84.2 ล้านปอนด์ โดยหากตัดค่าตัวของอาหมัด ดิยัลโล ปีกดาวรุ่งที่แมนฯ ยูไนเต็ดคว้าตัวมา 37 ล้านปอนด์ ซึ่งปิดดีลตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน หมายถึงตัวเลขการย้ายทีมในรอบนี้จริงๆ แล้วอยู่ที่ 47.2 ล้านปอนด์

ตัวเลขดังกล่าวน้อยกว่าเมื่อปี 2018 ที่ตัวเลขพุ่งทะยานเป็นสถิติถึง 430 ล้านปอนด์ถึงกว่า 382.8 ล้านปอนด์ และน้อยกว่าเมื่อปีกลาย (2020) ที่ตัวเลขอยู่ในระดับ 230 ล้านปอนด์มากพอสมควร และเห็นได้ชัดที่สุดคือน้อยกว่าเมื่อปี 2012 ที่ตัวเลขต่ำสุด 60 ล้านปอนด์เสียอีก

โดยตามการสำรวจของ Deloitte สำนักการตรวจสอบบัญชีระดับโลกมีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับตลาดการซื้อขายครั้งนี้ว่า

  • มีการย้ายทีมเพียงแค่ 24 ครั้งในตลาดปีนี้ ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 46 ครั้ง
  • สโมสรในกลุ่ม Big Six (อาร์เซนอล, แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเชลซี) มีการซื้อขายผู้เล่นแบบถาวรเพียงแค่ 3 ราย และยืมตัวอีก 3 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้คิดเป็น 35% ของจำนวนเงินที่มีการใช้ในตลาดรอบนี้
  • สโมสรในกลุ่ม 4 อันดับสุดท้ายในเวลานี้ใช้เงินเพียง 6 ล้านปอนด์สำหรับนักเตะใหม่ 7 ราย เมื่อเทียบกับปีกลายแล้วสโมสรในกลุ่มนี้ (ซึ่งปกติจะทุ่มเพื่อเสริมทัพหนีตกชั้น) ใช้เงิน 40 ล้านปอนด์กับนักเตะใหม่ 8 ราย
  • มูลค่ารวมของการซื้อขายผู้เล่นในตลาดฤดูหนาว 2021 ในกลุ่ม 5 ลีกใหญ่ของยุโรปนั้นเลย ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของจำนวนเงินเฉลี่ยที่มีการใช้จ่ายในช่วง 3 ฤดูกาลที่ผ่านมาแค่นิดเดียวเท่านั้น

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความถดถอยของตลาดนักเตะอย่างชัดเจน โดยสโมสรที่จำเป็นต้องเสริมทัพจะใช้วิธีในการยืมตัวเป็นหลัก และอาจจะมีออปชันในการซื้อขาดในภายหลัง เหมือนเช่นกรณีที่ลิเวอร์พูลได้ โอซาน คาบัค มาจากชาลเก 04 ในสัญญายืมตัวพร้อมออปชันในการซื้อขาด (แต่ไม่มีการบังคับเหมือนสมัยนิยม) 

ปัจจัยของการชะลอการใช้จ่าย Deloitte คาดว่าผลกระทบจากโควิด-19 จะทำให้สโมสรที่ร่ำรวยที่สุด 20 อันดับแรกสูญเสียรายได้รวมกันมากถึง 2 พันล้านยูโร 

โดยที่ทุกสโมสรยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ของโรคระบาดว่าจะยาวนานถึงเมื่อไร ดังนั้น แม้ว่าในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูร้อนในพรีเมียร์ลีกจะมีความคึกคัก แต่เมื่อโควิด-19 ยังคงระบาดหนักต่อเนื่อง ทำให้สโมสรต่างๆ ปรับกลยุทธ์กันใหม่

ขณะที่การออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ หรือ Brexit เองก็มีผลในเรื่องของการซื้อผู้เล่นต่างชาติเข้ามาร่วมทีมด้วย แต่ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญเท่ากับผลกระทบจากโควิด-19 ที่อาจจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงตลาดการซื้อขายฤดูร้อนที่จะถึงนี้ 

หรืออาจจะยืดยาวกว่านั้นhttps://platform.twitter.com/embed/index.html?creatorScreenName=thestandardth&dnt=false&embedId=twitter-widget-0&frame=false&hideCard=false&hideThread=false&id=1354421451936452608&lang=th&origin=https%3A%2F%2Fthestandard.co%2Fwinter-football-player-trading-market-2021%2F&siteScreenName=thestandardth&theme=light&widgetsVersion=ed20a2b%3A1601588405575&width=550px

Big deal ประจำตลาดรอบนี้?

แม้จะเป็นตลาดซื้อขายที่หงอยเหงา แต่ก็พอมีข่าวให้แฟนบอลได้คึกคักกันบ้างสำหรับตลาดการซื้อขายรอบนี้

ดีลที่สร้างความฮือฮาได้มากที่สุดในตลาดรอบนี้คือการคว้าตัว มาร์ติน โอเดการ์ด จอมทัพทีมชาตินอร์เวย์มาร่วมทีมของอาร์เซนอล ในสัญญายืมตัวจากเรอัล มาดริด ซึ่งเป็นที่สนใจเนื่องจากนักเตะวัย 22 ปีรายนี้เป็นซูเปอร์สตาร์ตั้งแต่อายุ 15 ปี แต่ยังไม่สามารถแจ้งเกิดในซานติอาโก เบร์นาเบวได้

โดยที่อาร์เซนอลยังปล่อยนักเตะที่ไม่ต้องการเก็บไว้ในทีมอย่างเมซุต โอซิล, เซอัด โคลาซินัช และ ชโคดราน มุสตาฟี ออกไปได้ด้วย รวมถึงดาวรุ่งอย่าง วิลเลียม​ ซาลิบา, เอนส์ลีย์ เมตแลนด์-ไนลส์ และโจ วิลล็อก ที่ให้นีซ, เวสต์บรอมวิช อัลเบียน และนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ใช้งานตามลำดับ ถือว่าเอดู ผู้อำนวยการสโมสรทำได้เยี่ยมที่สุดในตลาดรอบนี้

ขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เปิดตัว อาหมัด ดิยัลโล ไอ้หนูมหัศจรรย์วัย 18 ปีที่คว้าตัวมาจากอตาลันตา ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะยังไม่ได้ลงสนามในชุดใหญ่ แต่ก็วาดลวดลายในเกมระดับเยาวชนในการพา ‘ปีศาจน้อย’ บุกถล่มลิเวอร์พูลคารัง

ดิยัลโล สวนทางกับ เจสซี ลินการ์ด อดีตปีกขวัญใจชาวโอลด์ แทรฟฟอร์ดที่จำใจลาทีมรักเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของ เดวิด มอยส์ เจ้านายเก่า

แต่ที่ทำให้บรรยากาศคึกคักจริงๆ เห็นจะเป็นการเร่งหาแนวรับเข้ามาเสริมทีมของลิเวอร์พูลในช่วง 3 วันก่อนตลาดการซื้อขายจะปิดตัวลง และ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส ผู้บริหารคนเก่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เมื่อสามารถคว้า 2 กองหลังมาได้สำเร็จ โดยจ่ายเงินรวมกันเพียงแค่ 1.5 ล้านปอนด์เท่านั้น

ในเงินจำนวนนี้ 1 ล้านปอนด์เป็นการจ่ายค่ายืมตัวให้กับชาลเก 04 ที่ปล่อยตัว โอซาน คาบัค กองหลังดาวรุ่งอนาคตไกลที่เคยเป็นเป้าหมายของทีมมาสักพักแล้ว ซึ่งจะย้ายมาเล่นแบบยืมตัวจนจบฤดูกาล และมีออปชันในการซื้อขาดในราคา 18 ล้านปอนด์ ซึ่งลดลงจากช่วงฤดูร้อนถึงเท่าตัว

อีกครึ่งล้านปอนด์เป็นเงินก้อนแรกที่จะจ่ายให้กับเปรสตัน นอร์ธ เอนด์ สโมสรในระดับเดอะแชมเปียนชิป ที่ปล่อยตัว เบน เดวิส กองหลังตัวแกร่งของทีมที่เหลือสัญญาแค่ 6 เดือนมา ซึ่งกองหลังวัย 25 ปีเดิมเจรจากับกลาสโกว์ เซลติก และถูกเบิร์นลีย์จับตามองใกล้ชิด แต่เมื่อลิเวอร์พูลติดต่อมาก็ไม่ต้องคิดมากในการตอบตกลง ซึ่งสองกองหลังนี้จะมาทดแทน โจเอล มาทิป ที่บาดเจ็บหนักต้องพักยาวจนจบฤดูกาล

ลิเวอร์พูลยังได้เงินกลับมา 500,000 ปอนด์จากการปล่อย ทาคุมิ มินามิโนะ กองหน้าทีมชาติญี่ปุ่นให้เซาแธมป์ตันยืมใช้งานไปจนจบฤดูกาลนี้ เพื่อเป็นการเก็บประสบการณ์ในการเล่น โดยไม่มีออปชันในการซื้อขาดแต่อย่างใด แต่ก็ไม่แน่ที่อาจจะตามรอย แดนนี อิงส์ ที่ประสบความสำเร็จในการลงไปเล่นแดนใต้

ส่วนรายที่ควรจะเป็น Big Deal แต่ไม่เกิดขึ้นคือ เดเล อัลลี สตาร์ของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่พลาดโอกาสย้ายไปปารีส แซงต์ แชร์กแมง เพราะต้นสังกัดเองก็ไม่สามารถดึงตัว คริสเตียน เอริคเซน กลับมาจากอินเตอร์ มิลานได้ ทำให้ต้องเคว้งอยู่กับ โชเซ มูรินโญต่อไป

ปิดท้ายคือนักฟุตบอลค่าตัวแพงที่สุดสำหรับตลาดรอบนี้คือ…มอร์แกน แซมซัน ที่แอสตัน วิลลา​ซื้อมาจากโอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยค่าตัวแค่ 15 ล้านปอนด์เท่านั้น

บทความอื่นๆ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ หลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา