บทความ » ถอดบทเรียน Toxic Relationship จากตัวละคร

ถอดบทเรียน Toxic Relationship จากตัวละคร

6 กันยายน 2020
400   0

ถอดบทเรียน Toxic Relationship จากตัวละคร

ถอดบทเรียน Toxic Relationship จากตัวละคร

ถอดบทเรียน Toxic Relationship จากตัวละคร บนเวทีออสการ์ ครั้งที่ 91 เราได้เห็นตัวละครมากมาย จากภาพยนตร์ห ลากหลายเรื่องที่น่าจับตามอง

ทั้งในแง่ ของ การแสดง และ ความน่าสนใจ ของ ตัวบท ที่ล้วนส่งให้พวกเขาได้ขึ้นมายืนอยู่ในแถว ของ ผู้ได้ เข้าชิงรางวัลในปีนี้

และ เราพบว่า มีสองตัวละคร ที่น่าสนใจมากๆ ที่ได้ เข้าชิงรางวัล สาขานักแสดง นำชาย-นำหญิงยอดเยี่ยม จากบทบาท ที่เคลือบแฝง เรื่องราวความสัมพันธ์บาง อย่างไว้ใ ห้ผู้ชมได้ตระหนัก

และ ตกตะกอน ชีวิตอย่างเปี่ยมล้น ไปด้วย ความเข้าใจ พร้อม ให้ผู้ชมได้ สัมผัสแง่งามของมนุษย์ ที่ น่าสนใจไปพร้อมกัน

สองตัวละคร ที่กล่าวถึง ไปข้างต้น หนึ่ง คือ ตัวละครที่ มาจาก ชีวิตจริงของราชันศิลปินในประวัติศาสตร์โลก อย่าง เฟรดดี เมอร์คิวรี

จากวง Queen ที่ได้ รามี มาเลก รับบทดังกล่าว ในภาพยนตร์ เรื่อง Bohemian Rhapsodyส่วน อีกฟาก คือสาว เลดี้ กาก้า ที่กระโดดขึ้น จอเงินอย่างเป็นทางการครั้งแรกในบท แอลลี่

จากภาพยนตร์ เรื่อง A Star Is Born ซึ่งทั้ง สองตัวละครนี้ ไม่ได้เป็น เพียงศิลปิน ที่น่าชื่นชมใน แง่ของการทำงาน หรือ ความสามารถ ที่ถ่ายทอดออกมา

แต่ มิติที่น่าสนใจอย่างมากโข ของ สองตัวละครนี้ คือ เรื่องราวความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา และ นั่นอาจทำให้ เราได้มอง ย้อนกลับ มาที่ตัวเอง เพื่อทบทวนว่า

แท้จริง แล้ว ท่ามกลางชีวิตล่าฝันที่กำลัง เดินทางไขว่คว้าหาโอกาสอันยิ่งใหญ่นั้น ความสัมพันธ์เบี้ย บ้ายรายทาง ของ เส้นทางเดียวกัน ก็สำคัญไม่แพ้กัน

Toxic Relationship

แอลลี่และแจ็คสัน จากภาพยนตร์เรื่อง A Star Is Born

เมื่อ มองย้อนกลับ ไปที่ จุดเริ่มต้น สองตัวละคร ทั้ง แอลลี่ และ เฟรดดีเอง ก็ต่างมี มิติทางสังคมที่น่าสนใจ ด้วยกัน ทั้งคู่ ทั้งเรื่อง ของ ความใฝ่ฝันที่อยากเป็นศิลปิน

พวกเขาทั้งคู่ ล้วนเป็น คนมีเสน่ห์และมีพลังงานที่ดี แถม ยังมาจากการที่ ‘ไม่มีอะไรติดตัว’ นอกจากพรสวรรค์ และ ความสามารถของตัวเองล้วนๆ

แต่ ทางเฟรดดี ที่มี ตัวตนอยู่จริงๆ บนโลกนี้ เขากลับ มีเบื้องหลังชีวิต ที่หนักหนา ยิ่งกว่า ทั้งการถูกตราหน้าว่าเป็นต่างด้าวผู้อพยพ

รวมไปถึง ยังต้อง ทำงาน ใช้แรงงาน เพื่อ หาเลี้ยงชีพ ซึ่งนั่นก็นับว่าเป็นการแบ่งแยกชนชั้นใน สังคมอังกฤษ ยุคนั้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งหนังทั้งสองเรื่องก็ต่างนำเสนอเส้นทางสู่ดวงดาวของพวกเขาออกมาได้อย่างน่าสนุก

โดยเฟรดดีใช้เวลาอย่างยาวนานกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินเบอร์ใหญ่ที่ใครๆ ก็หลงรัก ส่วนแอลลี่เองก็ใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กับศิลปินหนุ่ม แจ็คสัน คู่รักของเขา ผลิดอกออกมาเป็นงานดนตรีที่พวกเขาต่างคอยสนับสนุนกันและกันจนโด่งดัง

แง่มุมหนึ่งของชีวิตและความสัมพันธ์ของแอลลี่และเฟรดดีในหนังทั้งสองเรื่อง เราพบว่านี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ ของไอเดียเรื่อง Toxic Relationship หรือความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ แต่แค่ไหนถึงเรียกว่า Toxic Relationship? จริงๆ

แล้วสามารถมองได้หลายแง่มุมมากหากจะต้องนิยามความสัมพันธ์รูปแบบนี้ ซึ่งอาจมาจากการไม่ลงรอยกัน หรือมีความชอบ ความคิดเห็น ความรู้สึกที่ไม่ตรงกันระหว่างคู่รัก หรือการที่คู่รักของคุณสร้างมวลบรรยากาศที่ไม่น่าชม สร้างความอึดอัดให้กับผู้คนรอบข้าง ซึ่งนั่นก็นับเป็นพิษร้ายของความสัมพันธ์เช่นกัน

ในภาพยนตร์เรื่อง A Star Is Born แจ็คสันคือตัวละครหลักซึ่งเป็นคู่รักของแอลลี่ ที่เป็นคนพบเจอเธอและผลักดันเธอเข้าสู่การเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว แต่ปัญหาของความสัมพันธ์นี้คือ ตัวแจ็คสันเองที่มีอาการป่วยทางจิตใจ

รวมไปถึงอาการติดเหล้าเรื้อรังเพื่อหลีกเร้นอะไรบางอย่าง แต่นั่นก็เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากชีวิตของแจ็คสันเอง หากเราบอกว่าเป็นเพราะอาการป่วยที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่เป็นพิษนี้ก็นับว่าใช่ และถ้าหากคุณได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว

คุณลองมองถึงปัญหาจากแจ็คสันที่เกิดขึ้นกับแอลลี่ดูสิว่ามันส่งผลกระทบกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน ทั้งการปัสสาวะราดต่อหน้าสาธารณชนในวันสำคัญของเธอ หรือการที่มีคนกล่าวอ้างว่าแจ็คสันเป็นตัวถ่วงความเจริญของแอลลี่

คุณเชื่อหรือไม่ว่าเพียงแค่ความรักมันไม่พอหรอกที่จะทำให้ความสัมพันธ์รูปแบบนี้ดำเนินต่อไป หากพูดกันด้วยเหตุและผลบนความเป็นจริงแล้ว ถ้าหากความรักที่เต็มไปด้วยปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นกับคุณ คุณจะยังสามารถรับมือได้จริงๆ หรือ?

แต่ในหนังเรื่อง A Star Is Born กลับพยายามบดบังความสัมพันธ์ที่เป็นพิษเหล่านั้นด้วย ‘ความรัก’ ให้เข้ามาเป็นตัวแปรที่ทำให้ความสัมพันธ์เหล่านั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ปรับเปลี่ยนได้ หรือสามารถเชื่อถือได้ ทั้งๆ

ที่แจ็คสันฝ่ายชายกลับเป็นตัวละครที่มีความรู้สึกไม่เสถียร เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทั้งยังเสพติดเหล้าและเสพติดความเจ็บปวดที่เห็นคนรักของเขาไปไกลเกินกว่าที่เขาจะยอมรับได้ แต่แอลลี่ก็พยายาม

ใช้ความรักเข้ามาเป็นตัวทดแทนให้กับสิ่งที่ไม่ปกติในความสัมพันธ์เหล่านั้น เราถึงรู้สึก ‘ยอมใจ’ ตัวละครนี้เหลือเกิน ที่เธอทั้งอดทนและเชิดชูมุมมองความสัมพันธ์ของเธออย่างมาก

แต่ถ้าเป็นในชีวิตจริง เราคงไม่สามารถอดทนได้มากเท่านั้นหรอก และความตั้งใจของภาพยนตร์ที่นำเสนอในแง่ดังกล่าวก็เพื่อสร้างภาพความสวยงามของความรักขึ้นมาเท่านั้น ก็จริงอยู่ที่จะมีคนอย่างแอลลี่อยู่จริงๆ

ที่คิดว่าความรักสามารถปลอบประโลมทุกความผิดพลาดได้ แต่ถ้าถามกันตามตรงว่าเราจะสามารถอดทนกับคนอย่างแจ็คสันได้ถึงเมื่อไรกันเชียว หากคุณได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว คงเป็นมุมมองของคุณที่จะต้องเลือกคำตอบของความสัมพันธ์นี้เอาเอง

Toxic Relationship

เฟรดดี เมอร์คิวรี และพอล เพรนเตอร์ จากภาพยนตร์เรื่อง Bohemian Rhapsody

ส่วนทางเฟรดดีเอง อย่างที่เราทราบกันตามประวัติของเขา ว่าเขาเคย ‘เสียคน’ เพราะยาเสพติด เหล้า และคนรักเก่าอย่าง พอล เพรนเตอร์ มาแล้ว ซึ่งเจ้าคนรักเก่าของเขานี่แหละที่นำมาซึ่งปัญหาในเรื่องการเอาเปรียบ ตักตวงผลประโยชน์

รวมไปถึงกล่อมให้เฟรดดีทำในสิ่งที่เขาไม่ควรจะทำ นั่นคือการตีปีกบินหนีเพื่อนร่วมวง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันคือการตัดสินใจโบยบินของเฟรดดีเองด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งในประเด็นนี้อาจพูดถึงเรื่องตัวตนและความมั่นใจในตัวเอง (Ego)

ของเขาด้วยก็ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ และพบว่ามันคือทางเลือกที่ผิดพลาดในท้ายที่สุด แต่เหตุการณ์นั้นได้สร้างความสัมพันธ์ที่เป็นพิษให้เกิดขึ้นมาระหว่างตัวเขาเองและเพื่อนร่วมวง จนเกิดเป็นแผลเล็กๆ

ในจิตใจของคนที่เคยทำงานด้วยกัน ทั้งนี้เฟรดดีเองก็เลือกวิธีการที่จะไม่สนใจ ตัดบัวไม่เหลือใยไปก่อนในช่วงแรก ซึ่งนับเป็นความเด็ดเดี่ยวที่น่าชื่นชม และเขาก็ได้รับบทเรียนด้วยตัวเองในท้ายที่สุด

ในทุกๆ ความสัมพันธ์มันไม่มีเรื่องถูกผิดทั้งนั้น และเราอาจกล่าวได้ว่าทั้งแอลลี่และเฟรดดีนั้น ‘ดิ้นรน’ เพื่อไขว่คว้าโอกาสที่จะสามารถสานฝันของพวกเขาให้เป็นจริง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องรับมือกับความสัมพันธ์ทั้งดีและร้ายมาอย่างน่าเจ็บปวด

อีกทั้งยังเป็นตัวการที่สร้างความสัมพันธ์ที่เป็นพิษกับคนอื่นๆ เช่นกัน แต่นั่นก็เพื่อชีวิตที่พวกเขาต้องการไม่ใช่หรือ เราอาจมองได้ว่าพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ต้องการมีฝัน และมีความรักในแบบที่พวกเขาต้องการ

และถึงแม้กับมนุษย์อย่างเราๆ ในชีวิตจริงเองก็ตาม เราก็ต่างอยากมีเป้าหมายในชีวิต พร้อมๆ กับมีใครสักคนอยู่เคียงข้างเหมือนกันนั่นแหละ

ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน เราล้วนต่างสร้างบาดแผลให้กันและกันอยู่เสมอ ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ

ฉะนั้นเราควรประคองความสัมพันธ์อย่างมีสติ มีเหตุและผลปนด้วยความเข้าใจ เพื่อไม่ให้ความหวานกลายเป็นยาพิษทำร้ายตัวคุณเองและคนรอบข้าง

บทความอื่นๆ 5วิธีการดูแลผิวหน้าให้สวยทะลุมาสก์ในยุค New Normal