บทความ » ถอดรหัสนโยบายต่างประเทศรัฐบาลไบเดน

ถอดรหัสนโยบายต่างประเทศรัฐบาลไบเดน

5 พฤษภาคม 2021
418   0

ถอดรหัสนโยบายต่างประเทศรัฐบาลไบเดน

ถอดรหัสนโยบายต่างประเทศรัฐบาลไบเดน เป้าหมายของทั้งไบเดนและทรัมป์ในด้านนโยบายต่างประเทศคือเน้นการเป็นศูนย์กลางของโลก แต่ส่วนที่ต่างกันคือวิธีการที่จะเป็นผู้นำโลก

ไบเดนเป็นคนสายกลาง ไม่ซ้ายจัด ไม่ขวาจัด มองอะไรเป็นแบบ Practical คือทำอะไรที่ทำได้ อะไรที่เป็นไปได้ ไม่เพ้อฝัน

ในสมัยของทรัมป์ สหประชาชาติ หรือ UN ถูกลดบทบาทลงอย่างมาก แต่ในสมัยของไบเดนมีแนวโน้มว่าอเมริกาจะ กลับมาร่วมมือ กับสหประชาชาติมากขึ้น เวทีพหุภาคีอื่นๆ เช่น นาโต อาเซียน จะมีความสำคัญมากขึ้น 

บทความตอนนี้จะฉายภาพใหญ่ว่า นโยบายต่างประเทศของรัฐบาล โจ ไบเดน ที่ได้ประกาศออกมานั้นมีอะไรบ้าง หลังจากนั้น บทความตอนต่อไปจะเน้นวิเคราะห์นโยบายต่อจีน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องใหญ่สุดของไบเดน เป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากในสมัยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้อะไรจากจีนบ้าง ในส่วนของไบเดนถึง แม้จะไม่ได้เอิกเกริกมากนัก แต่ลึกๆ แล้วก็คงจะคิดไม่ต่างจากทรัมป์ว่า จีนคือ ‘ศัตรูหมายเลขหนึ่ง’ 

เป้าหมายหลักของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ คือ การเป็นศูนย์กลางของโลก เป็นผู้นำโลก เป็นเจ้าครองโลก ไม่ว่า จะเป็นไบเดนหรือทรัมป์ เป้าหมายหลักตรงนี้ก็จะไม่เปลี่ยน คืออเมริกาต้องเป็น ผู้นำโลก อเมริกาต้องเป็นศูนย์กลางโลก อเมริกาต้องเป็น Hegemon หรือเป็นผู้ครอบครองโลก ส่วนที่จะต่างกันระหว่างทรัมป์กับไบเดน คือวิธีการที่จะครอบครองโลก วิธีการที่อเมริกา จะเป็นผู้นำโลก วิธีการที่อเมริกาจะเป็นเจ้าครองโลก 

นโยบายต่างประเทศของไบเดนในภาพรวม

อุดมการณ์ทางการเมือง

ไบเดนเป็น พวกสายกลาง ไม่ซ้ายจัด ไม่ขวาจัด พยายามเดินอยู่ตรงกลาง ดังนั้นนโยบายของไบเดน ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในการเมืองอเมริกัน เขาก็เดินสายกลางมาตลอด ในขณะที่ทรัมป์ขวาจัด แต่ไบเดนเป็น ‘ลิเบอรัล’ เป็นเสรีนิยม แต่ก็ไม่ลิเบอรัลจัด หรือเสรีนิยมจัด ดังนั้นเขาจะมองอะไร เป็นแบบ Practical คือทำอะไรที่ทำได้ อะไรที่เป็นไปได้ ไม่เพ้อฝัน 

Grand Strategy 

ในสมัยของทรัมป์ จะเน้นในเรื่องของการให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ส่วนของไบเดนจะอ่อนลงมา คือแค่ ให้อเมริกาเป็นผู้นำโลก เป้าหมายหลักของนโยบายต่างประเทศไบเดนคือ อเมริกาต้องกลับมา เป็นผู้นำโลกอีกครั้งหนึ่ง ‘America Must Lead Again’ แต่ของทรัมป์จะสุดโต่ง คือ ‘Make America Great Again’ 

เครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

ไบเดนจะใช้เครื่องมือพหุภาคีในเวทีระหว่างประเทศ ใช้พันธมิตรในการดำเนินโยบายต่างประเทศ ในขณะที่ทรัมป์ใช้นโยบายแบบเอกาภาคีนิยม หรือ Unilateralism คืออเมริกาลุยเดี่ยว ‘Go It Alone’ 

สำหรับการใช้กำลังทหารเป็น เครื่องมือในการดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้น สมัยของทรัมป์ไม่มีขีดจำกัด ในขณะ ที่ไบเดนพูดหลายครั้งว่า การใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือในการดำเนิน นโยบายต่างประเทศ จะมีขีดจำกัด ถือเป็นเครื่องมือสุดท้ายในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ 

เครื่องมือใน การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ไบเดนให้ความสำคัญที่สุด คือเครื่องมือทางการทูต การเจรจา เป็นยี่ห้อของนโยบายต่างประเทศของเดโมแครตมาโดยตลอด นโยบายต่างประเทศ จะต้องยึดมั่นในการทูตและการเจรจาเป็นหลัก 

นอกจากนี้ไบเดนยัง ให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ การให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ มาเป็นเครื่องมือ ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วย

บทบาท ขององค์กรโลก

ในสมัย ของทรัมป์ สหประชาชาติ หรือ UN ถูกลดบทบาทลงอย่างมาก แต่ในสมัยของไบเดนมีแนวโน้มว่า อเมริกาจะกลับมาร่วมมือกับสหประชาชาติมากขึ้น เวทีพหุภาคีอื่นๆ เช่น นาโต อาเซียน จะมีความสำคัญมากขึ้น 

พันธมิตร

ไบเดนคงจะให้ความสำคัญกับพันธมิตรมากขึ้น ซึ่งในสุนทรพจน์ของไบเดนที่ประกาศนโยบายต่างประเทศก็ได้พูดไว้ชัดว่า “พันธมิตรของอเมริกาคือ แคนาดา, เม็กซิโก, อังกฤษ, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, นาโต, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย” ชี้ให้เห็นว่า อเมริกาน่าจะกลับมาให้ความสำคัญกับ พันธมิตรหลัก

ซึ่งพันธมิตรหลักของอเมริกาคือประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มประเทศตะวันตกทั้งหมด รวมถึงญี่ปุ่น และเ กาหลีใต้ ส่วนไทยเป็นประเทศเล็กไม่ได้มีความสำคัญ เท่าใดนัก ไบเดนไม่ได้พูดถึงไทย และ อาเซียนในสุนทรพจน์เลย

ปัญหาโลก

เรื่องความร่วมมือกับชาวโลก เพื่อ แก้ปัญหาโลกนั้น สมัยของทรัมป์คือไม่เอาเลย แต่ในสมัยของไบเดน เขากล่าวในสุนทรพจน์ว่า อเมริกาจะกลับมาเป็นผู้นำโลกในเรื่องของสิ่งแวดล้อม จะกลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีสใน เรื่องภาวะโลกร้อน จะให้ความร่วมมือเต็มที่กับองค์การอนามัยโลกหรือ WHO อีกทั้งจะให้ความร่วมมือเกี่ยวกับความมั่นคงทางไซเบอร์ และจะให้ความช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรม

ประชาธิปไตย: ในสุนทรพจน์ และบทความที่ไบเดนเขียนตอนหาเสียงเลือกตั้ง เขาได้เน้นมากว่าอเมริกาจะต้องกลับมา ส่งเสริมประชาธิปไตย เขาเห็นว่าประชาธิปไตยเป็นหลักการที่สำคัญมาก และไบเดนจะ จัดการประชุมสุดยอด ของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย คือ Summit of Democracies 

ภาวะโลกร้อน: อีกเรื่องที่ ไบเดนให้ความสำคัญคือ ปัญหาภาวะโลกร้อน ซึ่งทรัมป์ไม่ให้ความสำคัญเลย ในขณะที่ ไบเดนโจมตีทรัมป์มาโดยตลอดในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้งและในช่วงของการดีเบต ไบเดนเน้นมากว่า จะกลับไปให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก จะให้อเมริกากลับมา เป็นผู้นำใน การแก้ไขปัญหาโลกร้อน และจะจัดประชุมสุดยอดในเรื่องของสิ่งแวดล้อมโลกขึ้น

อาวุธนิวเคลียร์: อีกเรื่องคือปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งไบเดนเน้นว่ามีความสำคัญและจะต้องมีการจัดประชุมเพื่อลดกำลังอาวุธนิวเคลียร์ 

อิหร่าน: ในสมัยที่ บารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดี และไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี เขามีผลงานชิ้นโบว์แดงด้าน การต่างประเทศ คือการจัดทำ ข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์กับอิหร่านในปี 2015 แต่ต่อมาทรัมป์ก็ ฉีกข้อตกลงดังกล่าวทำให้ เกิดวิกฤตอิหร่านอีกครั้ง แต่ไบเดนสัญญาว่าเขาจะกลับมาเจรจากับอิหร่านอีกครั้ง

เกาหลีเหนือ: ไบเดนพูดว่าจะ ใช้ ‘Iran Model’ มาเจรจากับเกาหลีเหนือ โดยจะพยายามจัดทำข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์ กับเกาหลีเหนือ 

ตะวันออกกลาง: โดยเฉพา ะปัญหาปาเลสไตน์ ไบเดนคงจะ ไม่เข้าข้างอิสราเอลเหมือนในสมัย ของทรัมป์ 

รัสเซีย: ไบเดนน่าจะแข็งกร้าวกับรัสเซีย มากขึ้น คนอเมริกันขณะนี้ไม่ชอบทั้งจีนและรัสเซีย ดังนั้นนโยบายของไบเดนก็ จะแข็งกร้าวต่อรัสเซียด้วย ไบเดนบอกว่าจะต้องดำเนินนโยบายคว่ำบาตรรัสเซียต่อไป แต่จะใช้ เวทีพหุภาคี

ใช้พันธมิตรนาโตในการกดดันรัสเซีย ดังนั้นนโยบายต่างประเทศของไบเดน ต่อรัสเซีย จะเป็นนโยบายที่เรียกว่า ‘Congagement’ คือ Containment กับ Engagement ปิดล้อมด้วย ปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งจะเป็นนโยบายหลักต่อจีนด้วยในสมัยของไบเดน

จีน: ส่วนเรื่องจีนถือเป็นเรื่องใหญ่ อเมริกามองว่าจีนเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง โดยในสุนทรพจน์ของไบเดน เขาบอกว่าจีนเป็น ‘most Serious Competitor’ เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด ท่าทีของเขาในสุนทรพจน์เป็นท่าทีที่ แข็งกร้าวต่อจีนมาก ไบเดนบอกว่าจีนดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เอาเปรียบ มีนโยบายที่ ก้าวร้าว ละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ทำลายโลกาภิบาลหรือทำลายองค์กรโลก 

นโยบายการค้า

แม้ว่าไบเดนจะ มีท่าทีสนุบสนุนโลกาภิวัตน์ สนับสนุนเขตการค้าเสรีมากกว่าทรัมป์ก็ตาม แต่ปัจจัยภายในก็ยังแรงอยู่กับแนวโน้มที่ คนอเมริกันไม่ชอบโลกาภิวัตน์และต่อต้านเขตการค้าเสรี (FTA) ดังนั้นไบเดนก็คงจะลำบากที่ จะเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรีอย่างเช่นการเจรจา CPTPP

บทความอื่นๆ 5 สุดยอดอาหารชะลอวัยห่างไกลโรค