บทความ » ถึงเวลา เจอร์เกน คล็อปป์ ต้องเลือกให้ลิเวอร์พูล

ถึงเวลา เจอร์เกน คล็อปป์ ต้องเลือกให้ลิเวอร์พูล

5 กุมภาพันธ์ 2021
296   0

ถึงเวลา เจอร์เกน คล็อปป์ ต้องเลือกให้ลิเวอร์พูล

ถึงเวลา เจอร์เกน คล็อปป์ ต้องเลือกให้ลิเวอร์พูล หลังตระหง่านต้านทุกแนวรับได้มายาวนานเกือบ 4 ปี ปราการแอนฟิลด์พังทลายไม่เหลือซากในระยะเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์

จากความพ่ายแพ้ต่อเบิร์นลีย์ หลายคนคิดว่าลิเวอร์พูลน่าจะกลับเข้าสู่เส้นทางในการไล่ล่าป้องกันตำแหน่งแชมป์อีกครั้งได้แล้ว แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้สวยงามแบบนั้น เมื่อพวกเขาพ่ายแพ้ต่อไบรท์ตัน สโมสรในกลุ่ม 6 อันดับล่างของตารางพรีเมียร์ลีกในเกมนัดล่าสุด

ประตูโทนของ สตีเวน อัลซาเต เหมือนมีดแหลมที่กรีดแทงลึกลงไปในหัวใจของชมรมคนรักหงส์แดงทั่วโลก เพราะการพ่ายแพ้ในเกมนี้ ซึ่งเป็นการแพ้ครั้งที่ 4 ของฤดูกาล ทำให้พวกเขาตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไกลถึง 7 แต้ม โดยที่ลงแข่งมากกว่า 1 นัด

เกมที่จะพบกับทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ควรจะเป็นเกมสุดเดือดที่อาจชี้ชะตาโอกาสคว้าแชมป์ในฤดูกาลนี้ กลายเป็นเกมที่ไม่มีความหมายอะไรสำหรับทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ มากไปกว่าการพยายามทำให้ดีที่สุด

ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม แต่ไม่ใช่เพื่อการลุ้นแชมป์แน่นอน

ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันกล่าวยอมรับหลังจบการแข่งขันว่า “คำอธิบายเดียวในตอนนี้คือเราเป็นทีมที่อ่อนล้าทางจิตใจจะมากหรือน้อย ซึ่งมันส่งผลทำให้กำลังวังชาของแข้งขาไม่สดชื่นตามไปด้วย”

จากคำสารภาพของคล็อปป์ ความจริงก็ไม่ผิดไปจากนั้น เพราะดูเหมือนในฤดูกาลนี้ลิเวอร์พูลจะประสบปัญหาใหญ่ยามเจอกับทีมที่อยู่ต่ำกว่าท็อป 8 ของพรีเมียร์ลีก 

เมื่อเจอกับทีมที่ตั้งรับลึกเป็นรถบัส 2 ชั้น ลิเวอร์พูลจะประสบปัญหาทันทีในการหาโอกาสในการเข้าทำ โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ผ่านมา หากไม่นับชัยชนะเหนือท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งเปิดพื้นที่และรัดกุมน้อยกว่าบรรดาสโมสรในกลุ่มล่างๆ มีหลายเกมที่ลิเวอร์พูลแทบหาโอกาสในการยิงไม่ได้ อย่าว่าแต่ยิงเข้ากรอบเลย

ที่แย่กว่านั้นคือเมื่อทำไม่ได้ พวกเขาก็เริ่มขาดความเชื่อมั่น ขาดศรัทธาในตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเคยนำทีมไปสู่ความฝันที่รอคอยมายาวนานกว่า 30 ปี

จากทีมที่หาหนทางได้เสมอ กลายเป็นทีมที่อับจนหนทาง และสุดท้ายก็โดนคู่แข่งทำร้ายร่ำไป จนเวลานี้กลายเป็น New Normal ไปแล้วที่ลิเวอร์พูลจะแพ้ทางทีมเล็กๆ โดยไม่สำคัญว่าทีมเหล่านั้นจะเป็นใคร ผลงานเป็นอย่างไร

ขอแค่รับให้อยู่ เดี๋ยวเวลาผ่านไปในเกมก็จะมีโอกาสสักครั้งที่เล่นงานแชมป์ได้เอง

เมื่อเบิร์นลีย์ทำได้ ไบรท์ตันก็ทำได้ ขณะที่คล็อปป์ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนมองลูกทีมเสียขวัญด้วยแววตาที่เจ็บปวด

ปุ่ม Reset หรือ Restart

อีกคนที่สารภาพบาปต่อผลงานที่น่าผิดหวังคือ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ยอมรับแบบตรงไปตรงมาหลังจบเกม

“จากที่เห็น เราไม่ได้ลุ้นแชมป์แล้ว” คำพูดของฟูลแบ็กที่เคยเป็นตัวจุดประกายที่สำคัญ และเป็นสัญลักษณ์ของการสู้ไม่ถอย ตอกย้ำให้แฟนลิเวอร์พูลทั่วโลกจำเป็นต้องยอมรับความจริง

สิ่งที่โรเบิร์ตสันต้องการทำหลังจากนี้คือการพยายาม ‘กลับมาเป็นลิเวอร์พูลที่ทุกคนรู้จัก’ ให้ได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี สิ่งนี้เป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่มาก เพราะจากที่เห็นบางทีการกลับมาเป็นลิเวอร์พูลทีมเดิมอีกครั้งอาจจะไม่ใช่คำตอบ

ตลอดระยะเวลา 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ทีมของคล็อปป์มีระบบการเล่นพื้นฐานแบบเดิม ต่อให้จะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในการเล่นแค่ไหน แต่สุดท้ายพวกเขาคือทีมที่จะยึดในระบบ 4-3-3 

การขึ้นเกมจะเริ่มจากแดนหลัง ใช้ฟูลแบ็กสองข้างในการจู่โจมเข้าทำด้วยการครอสบอลที่แม่นยำ กองกลางคือสายซัพพอร์ตทั้งในเกมรับและเกมรุก ส่วนแดนหน้านั้นความสามารถเฉพาะตัวอันเอกอุของ 3 ประสาน คือหัวใจสำคัญมากกว่าความเข้าอกเข้าใจกัน

ลิเวอร์พูลเล่นแบบนี้มาตลอด และได้ผลอย่างดี เพียงแต่ในเวลานี้มันชัดเจนว่าไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว 

เหตุผลใหญ่มาจากอาการบาดเจ็บของผู้เล่นมากมาย โดยเฉพาะในแนวรับ ซึ่งเวลานี้ 3 เซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักที่มีบาดเจ็บจนปิดฉากฤดูกาลทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, โจ โกเมซ หรือ โจเอล มาทิป ซึ่งเปรียบไปก็เหมือน ‘ฐาน’ ของทีมที่พังทลาย

ฐานที่พังทำให้คล็อปป์ต้องหาวิธีการแก้ปัญหา และจบที่การเอา 2 กองกลางที่ดีที่สุดของทีมอย่าง ฟาบินโญ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ลงไปยืนเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟแทน ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดี แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเนื่องคือแดนกลางของทีมอ่อนแอลงไปอย่างมาก

จริงอยู่ที่ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ยังรักษามาตรฐานการเล่นเอาไว้ได้ และเป็นคนเหล็กที่ลงเล่นต่อเนื่องแทบไม่พัก ขณะที่ ติอาโก อัลกันตารา เองก็สูงส่งเหนือชั้น แต่ทั้งสองยังไม่สามารถทดแทนหรือทำให้ลิเวอร์พูลเล่นได้เต็มประสิทธิภาพเท่ากับวันที่มีเฮนเดอร์สันหรือฟาบินโญประจำการอยู่ได้

โดยเฉพาะเฮนเดอร์สันที่เมื่อต้องถอยลงไปต่ำ ไดนามิกของทีมก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนักเตะคนอื่นในทีมอย่าง เจมส์ มิลเนอร์, เชร์ดาน ชาคิรี, เคอร์ติส โจนส์ ไม่สามารถทดแทนได้ (ส่วน นาบี เกอิตา อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่น่าพิศวง)

ลิเวอร์พูลจึงเหมือนถูกมัดมือมัดเท้าเอาไว้ ที่เหลือก็ปล่อยให้คู่ต่อสู้เอาถุงมาคลุมหัวปิดหูปิดตา 3 ประสานกองหน้าซึ่งไม่มีตัวทดแทนอย่าง ดีโอโก โชตา เป็นทางเลือกใหม่หลังเจ็บหนักมากว่า 2 เดือน และมีแนวโน้มที่อาจจะต้องพักต่อไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์

ในสภาพนี้จึงเป็นคำถามที่คล็อปป์จำเป็นต้องหาคำตอบอย่างเร่งด่วนว่าลิเวอร์พูลจะเอาตัวรอดอย่างไรก่อนในฤดูกาลนี้

และคำถามที่สำคัญกว่าคือพวกเขามองเห็นตัวเองอย่างไรในอนาคต? 

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลไม่ใช่เรื่องแปลก มีทีมแชมป์มากมายที่ประสบปัญหาในฤดูกาลต่อมา ยิ่งทีมเจอปัญหาอาการบาดเจ็บหนักขนาดนี้ ทีมจะทรุดก็ไม่แปลก การยืนหยัดมาถึงตรงนี้ได้มากกว่าที่น่าเหลือเชื่อ

แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งมีขุมกำลังพร้อมสรรพกว่าเองก็ประสบปัญหาคล้ายๆ กันมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วเมื่อขาด อายเมอริค ลาปอร์ต (แค่คนเดียวด้วยซ้ำ) และไม่มีกัปตันอย่าง แว็งซองต์ กอมปานี ประคอง ต้องถอย แฟร์นันดินโญ ไปยืนกองหลังแทน ซึ่งหลังจากนั้นผลงานก็กระท่อนกระแท่น 3 วันดี 4 วันไข้

สุดท้าย เป๊ป กวาร์ดิโอลา แก้ไขปัญหาที่ฐานรากของทีมด้วยกองหลังอย่าง รูเบน ดิอาส และการคืนชีพของ จอห์น สโตนส์ ที่เปลี่ยนแมนฯ ซิตี้ ให้กลายเป็นทีมที่มีเกมรับแข็งแกร่งที่สุด

ก่อนที่จะค้นพบ ‘วิธี’ ใหม่ในการเล่นของทีมที่เขาเคยบอกสั้นๆว่า “ก็แค่วิ่งให้น้อยลง” (แต่ในรายละเอียดแล้วมีความลับที่เป๊ปไม่ได้บอกอีกมากมาย) ทำให้แมนฯ ซิตี้ เวลานี้ชนะรวดในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว 9 นัด และชนะรวด 13 นัดตลอดทุกนัด โดยที่ในช่วงหลังไม่มี เควิน เดอ บรอยน์ และแทบจะลืม เซร์คิโอ อเกวโร ไปแล้ว

ดังนั้นคล็อปป์เองจึงต้องเลือกเหมือนกันว่าเขาจะแค่กดปุ่ม Restart ให้ทุกคนพยายามทำทุกอย่างให้ได้เหมือนเดิม

หรือจะกล้ากดปุ่ม Reset เพื่อหาหนทางใหม่ๆ ในการเล่น และคิดถึงการสร้างทีมชุดใหม่ เพราะเห็นได้ชัดว่านักเตะหลายรายไม่น่าจะเหมาะสมกับทีมแล้ว

แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน

สิ่งที่ทั้งคล็อปป์ นักเตะ หรือแฟนบอลลิเวอร์พูล ต้องการคือ การหยุดหายใจกันสักครู่

ทบทวนให้ดี พร้อมแล้วค่อยออกไปเผชิญพายุฝนระลอกใหม่

บทความอื่นๆ 3 คำถามที่นักลงทุน ต้องรู้เพื่อปรับพอร์ตรับความผันผวน