บทความ » ทฤษฎีวิวัฒนาการ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาจากลิง

ทฤษฎีวิวัฒนาการ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาจากลิง

9 กุมภาพันธ์ 2021
572   0

ทฤษฎีวิวัฒนาการ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาจากลิง

ทฤษฎีวิวัฒนาการ มนุษย์ไม่ได้เกิดมาจากลิง แนวคิดเรื่อง ‘วิวัฒนาการ’ เป็นสิ่งที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าใจผิด นับตั้งแต่ที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตีพิมพ์หนังสือ ‘กำเนิดสปีชีส์’ (On the Origin of Species) เมื่อ 162 ปีก่อน ‘วิวัฒนาการ’ และ ‘การคัดเลือกโดยธรรมชาติ’ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจนถึงปัจจุบัน

การคัดเลือกพันธุ์โดยธรรมชาติไม่ได้บอกว่ามนุษย์ถือกำเนิดมาจากลิง แต่เรากับลิงนั้นแท้จริงเป็น ‘ญาติ’ กัน หมายความ ว่าเรากับลิงมีบรรพบุรุษร่วมกัน และปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ตัวเองมาทีละเล็กละน้อย จนกระทั่งกลายมาเป็นมนุษย์และลิงในยุคปัจจุบัน

วิวัฒนาการไม่ใช่ มนต์คาถาวิเศษ ที่ใช้เป็นคำตอบให้กับทุกคำถามบนโลก แต่อย่างน้อยหากเราได้ลองมองชีวิตด้วย แง่มุมนี้ มันอาจช่วยให้ชีวิตได้พบแง่งามบางประการที่เกิดขึ้นจากการได้ตระหนักว่าเราทั้งผอง และ สิ่งมีชีวิตทั้งมวล ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่ล้วนเป็นญาติกัน

ตั้งแต่ ‘ชีววิทยา’ เริ่มแยกตัวออก มาจากธรรมชาติวิทยาและปรัชญาธรรมชาติเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 และแขนง การศึกษาย่อยๆ ในกลุ่มวิชานี้เริ่มลงเสาเข็มก่อรากฐานขึ้น คงไม่มีแนวคิดพื้นฐานใดที่ส่งผลกระทบต่อ ชีววิทยาและสังคมมนุษย์ในวงกว้างได้เท่ากับ ‘วิวัฒนาการ’ แล้ว

นอกจากนี้แนวคิดเรื่อง ‘วิวัฒนาการ’ ยังเป็นสิ่งที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าใจผิด นับตั้งแต่ที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ตีพิมพ์หนังสือ ‘กำเนิดสปีชีส์’ (On the Origin of Species) เมื่อ 162 ปีก่อน ‘วิวัฒนาการ’ และ ‘การคัดเลือกโดยธรรมชาติ’ ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนจนถึงปัจจุบัน ข้อโต้เถียง

เพื่อหักล้างทฤษฎีวิวัฒนาการส่วนมากได้รับการพิสูจน์จนสิ้นสงสัยแล้วว่าไม่จริง และ เป็นการตีความทฤษฎีอย่างผิดๆ เพื่อโยงประเด็นสนับสนุนความเชื่ออื่นที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งยังเป็น ชุดความคิดที่ล้าหลัง ไม่ปรับเปลี่ยนไปตามหลักฐานและทฤษฎีใหม่ๆ

บทความนี้จะพาทุกคนไปรู้จักพื้นฐานของวิวัฒนาการกันว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ทฤษฎีมีรายละเอียดอะไร และทำไมเราจึงควรรู้จักทฤษฎีวิวัฒนาการ


พัฒนาการของแนวคิดวิวัฒนาการ

เมื่อภาษาและพัฒนาการทาง ระบบประสาทอนุญาต ให้มนุษย์เริ่มคิดตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ตัวเองได้ แนวคิดว่า ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เรากับสิ่งอื่นรอบตัวก็ปรากฏขึ้น ซึ่งเห็นได้จากหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ในอารยธรรมต่างๆ ทั่วโลก

ในยุคกรีกโบราณ อริสโตเติลพูด ถึงแนวคิด ‘Scala Naturae’ ว่าด้วยการจัดแบ่งสิ่งต่างๆ บนโลกออกเป็นขั้นๆ คล้ายขั้นบันได เริ่มตั้งแต่ สิ่งไม่มีชีวิต พืชชั้นต่ำ พืชชั้นสูง สัตว์น้ำ สัตว์บก และแน่นอนว่าขั้นบนสุดต้องเป็นมนุษย์

ในยุคกลาง แนวคิดดังกล่าว แปรเปลี่ยนไป เป็น ‘The Great Chain of Being’ ตามอิทธิพลทางศาสนา เหนือกว่า มนุษย์ขึ้นไป จึงเป็น เหล่าปวงเทพ ทูตสวรรค์ และพระผู้เป็นเจ้า ต่ำต้อยกว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกจึงได้แก่ เหล่าปีศาจ และซาตาน

แนวคิดทั้งสองนี้เชื่อเหมือนกันว่าสิ่งต่างๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นชะตาที่ถูกกำหนดมาแล้ว

ล่วงมาถึงศตวรรษที่ 18 ฌ็อง-บาติสต์ เดอ ลามาร์ก เจ้าของทฤษฎี ‘ใช้และไม่ใช้’ และ ‘การถ่ายทอดลักษณะที่ได้รับมา’ ยกตัวอย่าง ที่มาของยีราฟคอยาวไว้ว่าในช่วงแรกยีราฟทุกตัวมีคอสั้น แต่มีบางกลุ่มที่พยายามยืดคอ ให้ยาวขึ้นเพื่อกินใบไม้ที่ อยู่สูงขึ้นไป และถ่ายทอดลักษณะคอยาวนั้นให้กับลูกหลาน แม้ต่อ มาทฤษฎีนี้จะไม่ได้ รับความนิยม แต่นี่เป็นแนวคิดแรกๆ ที่เอ่ยถึงความเป็นไปได้ที่สิ่ง มีชีวิตสามารถเปลี่ยนแปลง ได้ตามกาลเวลา

ชาร์ลส์ ดาร์วิน กับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

ทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เสนอนั้นเรียบง่าย

สิ่งมีชีวิตที่มี ลักษณะเหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมจะมีโอกาสอยู่รอดและสืบทอดลักษณะนั้นให้แก่ลูกหลาน ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ประชากรนั้นๆ ก็จะมีสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีกับสิ่งแวดล้อมที่อาศัย อยู่ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

กุญแจสำคัญอีกประการหนึ่งคือความหลากหลาย สมาชิกแต่ละตัวในประชากรจะมีลักษณะภายนอกที่ แตกต่างกันออกไป อัตราความสำเร็จในการอยู่รอดและสืบพันธุ์จึงแตกต่างกัน เมื่อรวมเข้า กับสภาพแวดล้อม ที่หลากหลายและแปรเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ กลุ่มสมาชิกบางกลุ่มใน ประชากรนั้นอาจจะ พบหนทางใช้ชีวิตใหม่ ที่เหมาะสมกว่า และแตกเผ่าเหล่ากอแยกตัวออกไปเป็นสปีชีส์ใหม่

การคัดเลือกพันธุ์โดยธรรมชาติจึง ไม่ได้บอกว่า มนุษย์ถือกำเนิดมาจากลิง แต่เรากับลิงนั้นแท้จริงเป็น ‘ญาติ’ กัน หมายความว่าเรากับลิงมี บรรพบุรุษร่วมกัน และปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ตัวเองมาทีละเล็กละน้อย จนกระทั่ง กลายมาเป็นมนุษย์ และลิงในยุคปัจจุบัน

วิวัฒนาการยุคใหม่

ทฤษฎีของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ยุคดั้งเดิมมี จุดบอดอยู่ที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าการสืบทอดเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องรอการมาถึง ของ ความรู้ด้านพันธุศาสตร์ และการประยุกต์ใช้หลักความน่าจะเป็นมาทำให้วิวัฒนาการ ‘จับต้อง’ ได้มากขึ้น ในทางคณิตศาสตร์ จนเกิดเป็นสาขาวิชา ‘พันธุศาสตร์ประชากร’ ที่นับสัดส่วนของยีน และ ลักษณะการแสดงออกของยีนออกมาเป็นตัวเลข แล้วคำนวณหาโอกาสที่ยีนต่างๆ จะถูกส่ง ต่อไปยังรุ่นถัดไป

วิวัฒนาการจึงได้รับการนิยามใหม่อีกครั้งว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนของยีนในประชากร ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยและที่มาต่างๆ มากมาย เช่น การกลายพันธุ์ การอพยพ การคัดเลือกทางเพศ การคัดเลือกกลุ่ม และการคัดเลือกโดยธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติไม่ได้เป็น พระเอก เพียงหนึ่งเดียว ของ กลไกการเกิดวิวัฒนาการอีกต่อไป เราจึงไม่สามารถ ‘กล่าวโทษ’ การคัดเลือก โดยธรรมชาติ เพียงอย่างเดียวได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่ ต้องคำนึงถึงว่า มันอาจเป็นต้นเหตุของสิ่งที่เราพบเห็นในธรรมชาติ

นับตั้งแต่ที่สิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกถือกำเนิดขึ้น มรดกทางพันธุกรรม ของ มันไม่เคยหายไป หากแต่เปลี่ยนแปลง เกิด ดับ และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อทุกสิ่งในชีววิทยาฟังดูเข้าที

เป็นความจริงที่ขณะนี้เรายังไม่สามารถย้อนเวลา ไปไล่ดูการเปลี่ยนแปลง ของ สิ่งมีชีวิตจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่งได้ แต่หลักฐานจากฟอสซิลก็มีมากเพียงพอที่จะ ทำให้เราเห็นการเปลี่ยนผ่านอย่างช้าๆ คล้ายกับภาพสแนปช็อตที่เมื่อนำมาเรียงต่อกัน ย่อมมองเห็นเป็นความเคลื่อนไหว ฉายให้เห็นถึงการปรับตัวที่เปลี่ยนแปลงไป ทีละเล็กละน้อย ตามสภาพแวดล้อมของโลก

มือมนุษย์ อุ้งตีนหมี ปีกค้างคาว ครีบวาฬ สี่สิ่งนี้ อาจจะดูแตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและการใช้งาน แต่เมื่อพิจารณาการจัดเรียงตัว ของ กระดูกกลับพบว่าคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ยังไม่นับรวมถึงโครงสร้าง

ของ เส้นขนเล็กๆ ในหลอดลม ของเรากับเส้นขนรอบเซลล์พารามีเซียม กระบวนการเมตาบอลิซึมพื้นฐานของมนุษย์ และ แบคทีเรียที่ใช้สารตั้งต้นเป็นตัวเดียวกันและได้ผลิตภัณฑ์ออกมา เหมือนกัน หรือแม้แต่รหัสพันธุกรรมที่อยู่ในดีเอ็นเอ ซึ่งสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดใช้สารเคมี ประเภทเดียวกัน

แม้สิ่งมีชีวิตบนโลกจะแตกต่างกันมากเหลือเกิน แต่ก็ดูเหมือนว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมร้อยองคาพยพทั้งหมดนี้เอาไว้ ด้วยกัน ‘เอกภาพใน ความหลากหลาย’ นี้เองที่ฟังดูเหมือนเพลงใหม่ของวง Getsunova แต่มันกลับฟัง ดูมีเหตุมี ผลขึ้นมาในกรอบของวิวัฒนาการ

ความแปลกแยกโดดเดี่ยวที่เราเคยคิดว่าเราเป็น แท้จริงเป็น ราๅเพียงภาพลวงตาที่เกิดเพราะเรามองไม่เห็นโยงใยที่ ซ่อนเร้นในธรรมชาติรอบตัว วิวัฒนาการไม่ใช่มนต์คาถาวิเศษที่ใช้เป็นคำตอบให้กับ ทุกคำถามบนโลก

แต่อย่างน้อยหากเราได้ลองมองชีวิตด้วยแง่มุมนี้ มันอาจช่วยให้ชีวิตได้ พบแง่งามบางประการ ที่เกิดขึ้นจากการได้ตระหนักว่าเราทั้งผองและสิ่งมีชีวิตทั้งมวลไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่ล้วนเป็นญาติกัน

บทความอื่นๆ Oumuamua ข่าวประหลาดจากต่างดาวที่ท้าทาย