บทความ » ทำไมเศรษฐศาสตร์แก้จนได้รับรางวัลโนเบล

ทำไมเศรษฐศาสตร์แก้จนได้รับรางวัลโนเบล

2 พฤษภาคม 2021
39   0

ทำไมเศรษฐศาสตร์แก้จนได้รับรางวัลโนเบล

ทำไมเศรษฐศาสตร์แก้จนได้รับรางวัลโนเบล ประกาศผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2019 ซึ่งปีนี้มีผู้รับรางวัลทั้งหมด 3 คน ได้แก่ อภิจิต บาเนอร์จี, เอสเธอร์ ดัฟโล ศาสตราจารย์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และ ไมเคิล เครเมอร์ ศาสตราจารย์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทั้งสามคน ได้รับรางวัลเพราะนำวิธีการทำวิจัย เชิงทดลอง (Experiment-Based Approach) มาใช้ในการจัดการกับปัญหาความยากจน 

รางวัลนี้น่าสนใจ เพราะกระบวน การวิจัยของพวกเขาเป็นสิ่งที่เราสามารถนำไปปรับใช้กับการแก้ไขปัญหาได้ ในหลายเรื่อง ผมยกเนื้อหา บางส่วนจากบทความ เหตุผลที่เศรษฐศาสตร์แก้จนได้รางวัลโนเบล เศรษฐศาสตร์ 2019 ของ คุณต้า-ภัทราภา เวชภัทรสิริ มาเล่าใน Executive Espresso เอพิโสดนี้

คุณต้า ภัทราภา เล่าในบทความไว้ว่า

ผู้เขียนมีความคุ้นเคย กับชื่อ ของ ทั้งสามคนนี้อยู่พอสมควร เพราะเคยเรียนวิชา International Economic Development ซึ่งหนังสือและงานวิจัยที่อาจารย์นำมาใช้ในการเรียนการสอนมักมีชื่อ ของทั้งสามคนนี้ให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ 

ส่วนตัวเคยมีโอกาสได้ ไปฟังดัฟโลเล่าถึงงานวิจัยของเธอ และเพื่อนร่วมงานจากสถาบันวิจัยที่ผู้เขียนไปฝึกงาน (Financial Access Initiative Research Center) เป็นนักเรียนในที่ปรึกษาของเครเมอร์ สำหรับ ส่วนที่ทำให้รู้สึกยินดีและดีใจมากคือ ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในคนที่ใช้วิธีวิจัยเชิงทดลอง ในการทำงานวิจัยเช่นกัน

ปัญหาความยากจนเป็น เรื่องเรื้อรังมายาวนาน วิธีการแก้ปัญหาของหลายหน่วยงาน มักมุ่งเป้าไปที่การมอบปัจจัย ที่คิดว่าจะสามารถ ช่วยเยียวยาได้ ยกตัวอย่างปัญหาเรื่องการศึกษา เด็กไม่ยอมไปโรงเรียน หรือ ไม่มีโอกาส ด้านการเรียน องค์กรบางแห่งจึงเข้าไปมอบหนังสือให้ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เมื่อเห็นปัญหา ความยากจน ก็แจกเงิน หรือให้กู้ยืมเงิน เป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ เปรียบเทียบ เหมือนการให้ ‘ปลา’ แต่ไม่ให้ ‘เบ็ดตกปลา’

บาเนอร์จีและดัฟโลจึงสร้าง The Poverty Action Lab ขึ้นภายใน MIT เมื่อปี 2003 เพื่อผลิตงานวิจัยและออกแบบนโยบายที่ช่วย ลดระดับความยากจน โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลที่มาจากงานวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งมีการเก็บ ข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ก่อนที่จะนำผลลัพธ์จากการทดลองมาใช้เป็นนโยบายจริง 

พวกเขาเปลี่ยนมุมมองจาก แค่ภาพใหญ่ที่มีความซับซ้อนมาโฟกัสในจุดที่เล็กลง เน้นการแก้ปัญหาให้ตรงจุด เห็นผลชัดเจน รวมทั้งสามารถวัดผลได้ว่า นโยบายที่ทำนั้นมีผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจอย่างไร

ผมลองสรุปกระบวนการของ พวกเขาออกมาเป็น 4 ข้อย่อย เพื่อให้จดจำง่ายและสามารถเอาไปใช้ต่อได้ ดังนี้ 

1. แตกปัญหาใหญ่ให้เป็น ปัญหาย่อยที่สามารถเข้าถึงได้

หากพูดถึงปัญหาในที่ทำงาน เราอาจนึกถึงเรื่องใหญ่ เช่น การทำ Digital Transformation หรือ ปัญหาการเมืองในบริษัท แต่เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด ทุกเรื่องใหญ่ย่อมมีเรื่องย่อยที่ เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาซ่อนอยู่ ดังนั้น สิ่งที่ผู้แก้ปัญหาควรทำคือ การใช้วิธีคิดแบบ  Bottom Up ซอยปัญหาเล็กๆ ย่อยๆ แล้วค่อยแก้ไขให้ตรงจุดว่าต้นตอของเรื่องคืออะไร 

ย้อนกลับมาที่งานวิจัยของ The Poverty Action Lab พวกเขาเล่าว่า ก่อนออกแบบวิธีการแทรกแซง พวกเขาจะพยายามเข้าใจกลุ่มเป้าหมายว่ามีความคิดและพฤติกรรมอย่างไร และอะไรจะช่วยทำให้พวกเขาเปลี่ยน พฤติกรรมได้ เช่น ทำอย่างไรเพื่อให้เด็กๆ ไปโรงเรียนได้มากขึ้น ทำอย่างไรให้เด็กๆ ได้รับวัคซีนมากขึ้น ทำอย่างไรให้ผู้คนใช้มุ้งเพื่อป้องกันยุง เพื่อเป็นบ่อเกิดของโรคมาลาเรียมากขึ้น 

2. ลงไปคลุกคลีเพื่อทำความเข้าใจว่ากลุ่มเป้าหมายมีความคิดและพฤติกรรมอย่างไร

บาเนอร์จีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า วิธีการทำวิจัยที่พวกเขาใช้ เป็นการมองจากมุมของคนยากไร้ จากมุมมองของคนเหล่านั้นจริงๆ ไม่ได้มองจากที่นโยบายรัฐบาลมีให้พวกเขา 

นโยบายส่วนใหญ่ของผู้นำประเทศมักมาจากความหวังดีในกลุ่มผู้ร่วมประชุม แต่ขาดความเข้าใจ เพราะพวกเขาอาจไม่เคยจนมาก่อน ไม่เคยเข้าใจว่าความจนนั้นคืออะไร เช่นเดียวกับปัญหาของคนในองค์กร ถ้าผู้บริหารมัวแต่คิดจากมุมมองตัวเอง ก็ไม่มีทางแก้ไขได้อย่างแท้จริง ฉะนั้นหากอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น นอกจากแตกหัวข้อปัญหาย่อยๆ ลองเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจจากมุมของพนักงานอย่างตรงไปตรงมา และเลิกคิดจากตัวเองเพียงอย่างเดียว

3. ออกแบบการทดลองว่าวิธีใดใช้ผลดีที่สุด

ทีม The Poverty Action Lab มีวิธีการที่ใช้ในการทำวิจัยเชิงทดลองเรียกว่า Randomised Controlled Trials (RCTs) ซึ่งพวกเขาเป็นคนแรกๆ ที่นำวิธีนี้มาใช้กับงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ 

ในความเป็นจริง RCTs เป็นวิธีการที่นิยมมากในทางการแพทย์ เช่น หากต้องการทราบว่ายา A มีประสิทธิภาพทำให้คนไข้หายจากโรคได้หรือไม่ สิ่งที่นักวิจัยยาสามารถทำได้ก็คือ ให้ยา A แก่คนไข้กลุ่มหนึ่ง และให้ยาหลอกซึ่งทำมาจากแป้ง (Placebo) แก่คนไข้อีกกลุ่ม หากกลุ่มที่ได้รับยา A มีอาการที่ดีขึ้นกว่ากลุ่ม Placebo อาจสรุปได้ว่า ยา A มีประสิทธิภาพในการรักษาโรค 

ผลลัพธ์จากการใช้ RCTs กับงานด้านเศรษฐศาสตร์ ก็ทำให้สามารถบอกได้ว่า Intervention ที่ใช้ในการทำการทดลองมีประสิทธิภาพเพียงใด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับ Intervention (Control Group) และกลุ่มที่ได้รับ Intervention ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวิธีการนี้ส่งผลดีในการทำให้รู้ว่า ควรใช้เงินงบประมาณไปกับนโยบายใด เพื่อทำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด 

4. วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

อีกเคสต์ตัวอย่างจากบทความของคุณต้าที่ผมชอบมาก เธอเล่าว่า

งานที่สร้างอิมแพ็กในการแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาที่มาพร้อมกับปัญหาเรื่องสุขภาพ หากคิดถึงว่าจะทำอย่างไรให้เด็กๆ ที่ยากจนในทวีปแอฟริกามาเรียนที่โรงเรียนมากขึ้น นโยบายที่สามารถทำได้มีหลากหลาย เช่น จัดอาหารเช้าและกลางวันให้เด็กรับประทาน แจกชุดนักเรียน หรือให้เรียนฟรี อย่างไรก็ดี พวกเขาพบว่า ปัญหาหนึ่งที่เด็กๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะว่าพวกเขาป่วยจากโรคพยาธิลำไส้ ซึ่งเป็นโรคที่ป้องกันได้ และสามารถรักษาให้หายได้ด้วยต้นทุนที่ถูกมาก 

งานวิจัยได้ใช้วิธี RCTs แสดงเปรียบเทียบให้เห็นว่า จำนวนปีที่นักเรียนจะมาเรียนเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับ Intervention เมื่อเทียบกับเงิน 100 ดอลลาร์ ที่ใช้ในการทำนโยบายจะเป็นเท่าไร ซึ่งผลที่ออกมาพบว่า การให้ยาถ่ายพยาธิส่งผลให้พวกเขามาเรียนได้เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่วิธีอื่นๆ เช่น การเพิ่มจำนวนคุณครู การจัดให้มีอาหารทานฟรี การให้ชุดนักเรียน การให้ทุนเรียนฟรี ส่งผลให้จำนวนปีที่นักเรียนจะมาเรียนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย 

ทั้งนี้ ก็เนื่องจากต้นทุนของยาถ่ายพยาธิมีราคาถูกมาก และสามารถสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวได้ด้วย ปัจจุบันมีการจัดให้มีวันถ่ายพยาธิในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ เช่น เอธิโอเปีย อินเดีย เคนยา ไนจีเรีย และเวียดนาม โดยจากข้อมูลบนเว็บไซต์ของ J-PAL พบว่า ในปี 2017 มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 285 ล้านคนทั่วโลกในประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับ Intervention นี้ และส่งผลให้พวกเขามีสุขภาพกายที่ดีขึ้น และทำให้สามารถไปโรงเรียนได้ 

​นักวิจัยทั้งสามคนได้รับรางวัลโนเบล จากการที่พวกเขาใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลอง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ยากไร้ได้จริง 

ลองกลับมานึกถึงวิธีการที่เราใช้ในการตั้งต้นแก้ปัญหา คนจำนวนไม่น้อยมักลงมือทำไปเลย แล้วค่อยดูผลลัพธ์ว่าเป็นอย่างไร ครั้งต่อไปใช้วิธีการ RCTs เป็นเครื่องมือช่วย เพื่อให้เรารู้ว่าการลงทุนเงินกับเรื่องอะไรคุ้มค่าที่สุด หรือการแก้ปัญหาแบบไหนได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด 

บทความอื่นๆ สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ ในวัย 60 ปี เผยภารกิจสุดท้ายทางการเมือง