บทความ » ‘นินทาท่านผู้นำ’ ถอดบทเรียนภาวะผู้นำ

‘นินทาท่านผู้นำ’ ถอดบทเรียนภาวะผู้นำ

29 เมษายน 2021
398   0

‘นินทาท่านผู้นำ’ ถอดบทเรียนภาวะผู้นำ

‘นินทาท่านผู้นำ’ ถอดบทเรียน ‘ภาวะผู้นำ’ ที่ยอดเยี่ยม คือสิ่งที่ประชาชนโหยหาเรียกร้องในทุกวิกฤตสำคัญของชีวิตและสังคม เช่นเดียวกับการระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบล่าสุดที่ประชาชนกำลังต้องการผู้นำรัฐที่จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นและสร้างศรัทธาให้ได้ ว่าแต่ ‘ภาวะผู้นำที่ดี’ นั้นเป็นเช่นใดกันเล่า ถือโอกาสนี้พาไปดูตัวละครในภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ และแอนิเมชัน ฯลฯ นินทาผู้นำของพวกเขา เพื่อที่เราจะได้ถอดบทเรียนพร้อมๆ กับสื่อสารไปถึงท่านผู้นำในชีวิตจริง เผื่อว่าท่านจะได้เรียนรู้และแก้ไขตัวเองได้บ้างในช่วงเวลาสำคัญของชาติเช่นตอนนี้ 

เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง คือสถานที่ที่อาจินต์ต้องจากบ้านมาใช้แรงกาย เผชิญกับความยากลำบาก ได้สัมผัสกับความเหงา ความว้าเหว่ การสูญเสีย และสำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้คุณค่าของชีวิต รวมไปถึงมิตรภาพ ที่เด็กหนุ่มวัยเริ่มต้นชีวิตอย่างเขาไม่เคยประสบมาก่อน จวบจนเมื่อใช้ชีวิตดำเนินจากปีที่ 1, 2, 3 และ 4 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย อาจินต์ได้ค้นพบว่ามันคือ 4 ปีที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ซึ่งไม่มีทางหาได้จากรั้วมหาวิทยาลัยไหน


‘เหมืองกระโสม ทิน เดรดยิง’ ไม่มีใบปริญญามอบให้ มีแต่เกียรติยศและความภาคภูมิใจส่วนตัวมอบไว้ให้เมื่อหันหลังจากมา… 

อาจินต์เรียนรู้ถึงภาวะผู้นำจาก มหา’ลัย เหมืองแร่ ภาพยนตร์แนวดราม่า-คัมมิ่งออฟเอจ จิระ มะลิกุล รับหน้าที่ทั้งเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ ดัดแปลงจากหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด เหมืองแร่ ของ อาจินต์ ปัญจพรรค์ นักเขียนระดับบรมครูของวงการวรรณกรรมไทย ที่ได้บรรยายผ่านตัวอักษรถึงนายฝรั่ง ผู้ที่เปรียบเสมือนอธิการบดีแห่ง มหา’ลัย เหมืองแร่ เอาไว้ในว่า

พี่จอน ผู้เปรียบเสมือน ‘คณบดี’ คณะอู่เรือขุดแห่ง มหา’ลัย เหมืองแร่ พูดพลางตบที่บ่าของอาจินต์อย่างมิตรไมตรี เพื่อต้อนรับสู่สถาบันการศึกษาแห่งชีวิตที่เขานำพาชีวิตเดินทางข้ามฟากจากเมืองหลวง ไปสิ้นสุดที่ ตำบลกระโสม อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา มันคืออีกโลกหนึ่งที่เขาไม่คุ้นเคย เพื่อเริ่มต้นลงทะเบียนเรียนรู้ ณ สถานศึกษาแห่งใหม่ มหา’ลัยแห่งชีวิตที่เขาต้องเรียนรู้ชีวิตจริงด้วยตัวเองผ่านการทำงาน


“มหา’ลัย สอนความรักชาติ เหมืองแร่สอนการรักชีวิต จากวันนั้นเหมืองแร่ได้กลายเป็นโลกที่ผมภูมิใจ” 

อีกหนึ่งบทเรียนถึงภาวะผู้นำจาก มหา’ลัย เหมืองแร่ ภาพยนตร์แนวดราม่า-คัมมิ่งออฟเอจ ฝีมือการเขียนบทและกำกับโดย จิระ มะลิกุล 

หนึ่งในประโยคประทับใจที่สุดของซีรีส์ Game of Thrones ซีซัน 7 เมื่อ ลอร์ดวาริสตอบข้อสงสัยในวันที่ตัดสินใจสวามิภักดิ์ แดเนริส ทาร์แกเรียน แม่มังกรผู้แสนอ่อนโยน ที่เขาเชื่อว่านี่คือราชินีที่จะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ 

ลอร์ดวาริส หรือ เจ้าแห่งเสียงกระซิบ คือหนึ่งในตัวละครที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากที่สุดในเรื่อง และถ้าดูเผินๆ ลอร์ดวาริสคือนักการเมืองที่พร้อมหักหลังและเปลี่ยนฝั่งได้ตลอดเวลา โดยไม่สนใจข้อครหาที่หลายคนมองว่าเขาคือคนทรยศจอมปลิ้นปล้อน 

หากแต่ลูกเล่นและไหวพริบแพรวพราวชนิดที่ต่อกรกับ ลิตเติลฟิงเกอร์ และ ทีเรียน แลนนิสเตอร์ ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ลอร์ดวาริสได้เก็บซ่อน ‘ความภักดี’ เอาไว้ชนิดที่น้อยคนจะรู้ 

นั่นคือความภักดีที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ขึ้นอยู่กับกษัตริย์หรือราชินีองค์ใด หากแต่ซื่อสัตย์และภักดีกับประชาชนผู้เดือดร้อน เขายินยอมให้มือเปื้อนเลือด พร้อมทำเรื่องสกปรก เพียงเพื่อแผนการณ์ใหญ่ให้ประชาชนที่เขารับใช้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 


เขาเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้เนิ่นนาน และดำเนินแผนการอย่างเงียบเชียบ กระทั่งได้เปิดใจคุยกับ ทีเรียน แลนนิสเตอร์ ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่เริ่มตั้งคำถามกับแผนการบุกพิชิตเซอร์ซี ด้วยความเหี้ยมโหดที่อาจทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเสียชีวิต จากแม่มังกรที่เคยอ่อนโยนใน Game of Thrones ซีซัน 8 EP.4 และย้ำแนวคิดของเขาขึ้นมาอีกครั้งว่า

เขาจริงใจถึงขนาดเป็นคนเดียวที่ทำตามคำสาบานที่ว่า จะมองตาของแม่มังกรแล้วพูดความจริงหากเธอเริ่มเดินบนเส้นทางที่ผิดพลาด ถึงแม้จะรู้ว่าเขาอาจต้องรับผิดชอบต่อความซื่อสัตย์ครั้งนั้นด้วยชีวิต 

และเมื่อทำหน้าที่โน้มน้าวราชินีที่ถูกความแค้นครอบงำไม่สำเร็จ เขาก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่รู้ว่าจะต้องถูกตราหน้าและต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงยิ่งกว่าครั้งใด ด้วยการ ‘ทรยศ’ และหันไปสนับสนุน จอน สโนว์ หรือ เอกอน ทาร์แกเรียน ที่เขาคิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็นผู้นำมากที่สุดในเวลานี้แทน 

ถึงแม้สุดท้าย จอน สโนว์ ผู้นำที่ลอร์ดวาริสคิดว่าเหมาะสมจะไม่ยอมรับการทรยศอันแสนภักดีที่เขามอบให้ สิ่งที่ลอร์ดวาริสทำก็มีเพียงแค่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างเงียบสงบ ไม่ต่างจากเสียงกระซิบที่ก่อร่างสร้างตัวเขามาจนถึงทุกวันนี้ 

ณ วินาทีที่ยืนจ้องตากับมัจจุราช น้ำตาที่คลอออกมาเต็มสองตา อาจไม่ได้บ่งบอกว่าเขากำลังเสียดายชีวิต หากแต่เสียใจที่ไม่อาจอยู่ถึงวันที่ความ ‘ภักดี’ ต่ออาณาจักรของเขาผลิดอกออกผล และนำชีวิตที่เป็นสุขคืนให้กับประชาชนที่เขาไม่รู้จักชื่อได้เท่านั้นเอง

ไม่แน่ว่าสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในเวลานี้ อาจไม่ใช่ผู้นำที่ไม่มีใครเลือกเข้ามา แถมยังชอบบอกว่าตัวเองเป็นคนดี ซื่อสัตย์ และจงรักภักดียิ่งกว่าใคร

แต่เป็นใครสักคนหนึ่ง (หรือหลายคน) ที่แม้จะเสี่ยงอันตรายแต่ก็กล้าที่ออกปากเตือนเมื่อเห็นความผิดปกติและไม่ยุติธรรม และทำทุกอย่างเพื่อปกป้องและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของ ‘ประชาชน’ ให้ดีขึ้น ในฐานะคนที่ข้าราชการ นักการเมือง และเหล่าผู้มีอำนาจ ควรจะมอบความ ‘ภักดี’ ให้อย่างแท้จริง 

ท่ามกลางสงครามโลกนินจาครั้งที่ 4 นารูโตะ และ คิลเลอร์บี สองพลังสถิตร่างที่กำลังออกเดินทางไปร่วมสมทบกับเพื่อนๆ ได้เผชิญหน้ากับ นางาโตะ อดีตผู้นำกลุ่มแสงอุษา และ อิทาจิ ที่ถูกชุบชีวิตขึ้นมาจากวิชาสัมภเวสีคืนชีพอย่างกะทันหัน

หลังจากที่การต่อสู้จบลง อิทาจิยอมรับความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของนารูโตะ แต่ก็เป็นห่วงเมื่อเห็นนารูโตะพยายามใช้ความแข็งแกร่งนั้นเพื่อปกป้องหมู่บ้านเพียงลำพัง เพราะเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ต้องทำให้ได้ หากยังมีความฝันเป็นโฮคาเงะ ผู้นำแห่งหมู่บ้านนินจาโคโนฮะ


ก่อนจากกัน อิทาจิได้ฝากบทเรียนสุดท้ายเพื่อเตือนสติถึงความหมายที่แท้จริงของการเป็น ‘โฮคาเงะ’ ให้กับนินจารุ่นน้องที่ยังอ่อนเดียงสาว่า

ตลอดเส้นทางสู่การเป็นโฮคาเงะที่ทุกคนยอมรับของนารูโตะ เขาหมั่นฝึกฝน พัฒนาตัวเองอย่างหนัก เสียสละเสี่ยงชีวิตออกไปต่อสู้เพื่อหวังจะได้เป็นโฮคาเงะตามที่ฝัน และคิดว่าเมื่อนั้นทุกคนในหมู่บ้านจึงจะยอมรับในตัวเขา

แต่นารูโตะลืมไปว่าเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังเขาได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ พวกพ้อง และคนในหมู่บ้านตั้งแต่วันที่เขายังถูกมองว่าเป็น ‘ปีศาจ’ จนสามารถควบคุมพลังของจิ้งจอกเก้าหางได้สำเร็จ และกลายเป็นหนึ่งในนินจาชั้นนำที่ทุกคนยอมรับในความสามารถและ ‘ตัวตน’ ของเขาจริงๆ

เพราะ ‘ผู้นำ’ ที่แท้จริงหมายถึงคนที่ได้รับความเชื่อใจได้รับการยอมรับจากผู้คนให้ช่วยทำหน้าที่สำคัญในการเป็นแนวหน้าเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมทุกคนเป็นหนึ่งเพื่อ ‘ปกป้อง’ ความสงบสุขของหมู่บ้านร่วมกัน


ในฐานะโปรดิวเซอร์ของกองถ่ายละคร โตเกียว (รับบทโดย มายด์-ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล) ต้องรับมือกับผู้กำกับขาวีนอย่าง เกี้ยว (รับบทโดย กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง)ตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกันเธอทั้งสองคนมีปากมีเสียงกันเสมอในเรื่องการทำงาน เพราะผู้กำกับเบอร์ใหญ่ที่ฮอร์โมนกำลังเปลี่ยนจากการตั้งท้อง เดี๋ยวก็ยกกอง เดี๋ยวก็ถ่ายเลต เดี๋ยวก็เปลี่ยนซีนจนงบกองบานปลาย โตเกียวเกิดทนไม่ไหวขึ้นมา เธอจึงเปิดฉากฟาดผู้กำกับคนเก่งแบบตรงไปตรงมาหลังแจกันใบละ 80,000 แตกกลางกองถ่าย!

ซีนนี้นับเป็นซีนหนึ่งที่น่าจดจำของละครเรื่อง อุ้มรักเกมลวง ที่ทำให้เราได้เห็นภาวะของความเป็น ‘ผู้นำ’ ในตัวเกี้ยวที่พร้อมปกป้องลูกน้องของตนเองรับผิดชอบแทนทีมในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

แต่สิ่งที่โตเกียวกำลังสื่อสารนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะโตเกียวเองก็ไม่ได้ถูกยอมรับในฐานะคนทำงานคนหนึ่งในทีมเช่นกัน ทั้งยังต้องคอยรับผิดชอบความผิดพลาดแทนอีกด้วย บทสนทนาฟาดๆ นี้จึงเกิดขึ้นซึ่งทำให้ทั้งสองฝ่ายได้กลับไปทบทวนตัวเองอย่างจริงจังในเรื่องการทำงานร่วมกัน

คำพูดอันแสนเจ็บปวดของนักรบผู้มีหัวใจรักอาณาจักรดรัมยิ่งกว่าใคร ใช้กำลังและความสามารถปกป้องประชาชนและราชวงศ์แห่งเมืองหิมะด้วยความจงรักภักดีมาตั้งแต่กษัตริย์รุ่นก่อน

แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่าน อำนาจปกครองอาณาจักรตกเป็นของวาโปลู กษัตริย์องค์ต่อมาที่ปกครองแบบยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน รวมทั้งโลกใบนี้จะเป็นอย่างไร ขอแค่ตัวเองปลอดภัยก็พอ 

ครั้งหนึ่ง ณ วันประชุมผู้นำโลก วาโปลูถูกกษัตริย์เนเฟลตาลี คอบร้าแห่งอลาบาสตาต่อว่า เพราะไม่คิดให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาร่วมกัน แทนที่จะถกเถียงกันด้วยเหตุผล วาโปลูเลือกเอาความโกรธไปลงที่วีวี่ เจ้าหญิงวัยเพียง 10 ขวบแห่งอลาบาสตา และสร้างความโกรธเคืองให้กับเหล่าองครักษ์เป็นอย่างมาก

“ช่างเถอะ ฉันผิดเองแหละที่ไปชนเขาเข้า” 

วีวี่รู้ดีว่าในการประชุมเช่นนี้ ความขัดแย้งเพียงเล็กน้อยกลายเป็นชนวนให้เกิดสงครามได้ตลอดเวลา ถึงแม้ในใจจะโกรธแค้น เจ็บปวด แต่เธอคิดถึงความปลอดภัยของอาณาจักร และไปแอบร้องไห้อยู่ด้านหลังเพื่อไม่ให้ใครรู้ 

ดอลตันพูดประโยคนี้ด้วยความผิดหวังเพราะรู้สึกว่าเจ้าหญิงที่อายุแค่ 10 ขวบยังคิดถึงประชาชน และน่าเคารพมากกว่าผู้นำที่เขารับใช้เสียอีก 

รวมทั้งเหตุการณ์ต่อมาที่วาโปลูปกครองอาณาจักรด้วยการขับไล่หมอเก่งๆ ออกไปจากอาณาจักร เหลือเพียงหมอ 20คนให้มาอยู่ในวังใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง ถ้าใครไม่เชื่อฟังหรือเห็นต่างก็จะหมดสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลไปทันที และใช้กลอุบายชั่วร้ายหลอกให้ด็อกเตอร์ฮิลรุก หมอกำมะลอแต่อยากช่วยเหลือประชาชนด้วยความบริสุทธิ์ใจขึ้นมาทำร้ายถึงในวัง ครั้งนั้นเป็นจุดสุดท้ายของความอดทนดอลตันเลือกหยิบอาวุธที่เคยใช้ปกป้องลุกขึ้นมาสู้กับวาโปลูเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะพ่ายแพ้และต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุก

บทความอื่นๆ เปิดเหตุผล ทำไม ‘กองทุน’ เป็นฝ่ายขายหุ้นไทย