บทความ » นโยบายการเงินเพื่อช่วยเหลือ SMEs ควรเป็นอย่างไร

นโยบายการเงินเพื่อช่วยเหลือ SMEs ควรเป็นอย่างไร

17 มกราคม 2021
532   0

นโยบายการเงินเพื่อช่วยเหลือ SMEs ควรเป็นอย่างไร

นโยบายการเงินเพื่อช่วยเหลือ SMEs ควรเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในระลอกใหม่ ที่เกิดขึ้น ถือเป็นปัจจัยลบที่สำคัญต่อ การฟื้นตัวของ ภาคเศรษฐกิจไทย ในปีนี้ โดยก่อนหน้านี้ เราต่างคาดหวังกันว่าเศรษฐกิจไทย ในปี 2564

จะมีแนวโน้มการฟื้นตัว ต่อ เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ที่มีสัญญาณ การฟื้นตัวที่ดี ของเ ศรษฐกิจไทย ในหลายๆ ด้าน และ ถึงแม้เราจะทราบกันดีว่า ภายใน ช่วงสิ้นปีนี้ ประเทศไทยจะมีวัคซีนต้านโควิด-19

ที่ สามารถช่วยควบคุมการระบาดของเชื้อ แต่ก็คง ปฏิเสธไม่ได้ว่า อย่างน้อย ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี เศรษฐกิจไทยจะได้ผลกระทบจากการระบาด ในระลอกนี้อย่างแน่นอน

และภาคส่วนที่ได้ รับผลกระทบหนักที่สุด คงหนีไม่พ้น ภาคธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะ กลุ่มธุรกิจภาคบริการที่ได้รับ ผลกระทบอย่างหนักอยู่

แล้วจาก กำลังซื้อต่างชาติที่หดหายไปตั้งแต่มีการปิดประเทศ ในครั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ SMEs กลับ ต้องเผชิญ กับการล็อกดาวน์รอบใหม่ที่มีการจำกัดการเดินทาง และ พื้นที่บางส่วน ยิ่งไปกว่านั้น ความกังวล ของการระบาดระลอกใหม่ที่ทวี ความรุนแรงขึ้น มีผลต่อ พฤติกรรม การบริโภคการใช้จ่ายที่ เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ SMEs โดยตรง

ปัญหาที่ เกิดขึ้นจึง น่าจะส่งผล ให้ธุรกิจ SMEs ประสบกับ ปัญหารายได้ที่มีแนวโน้มลดลงอีกใน ช่วงต้นปีนี้ ซึ่งประเด็นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ ส่งผลกระทบ ไปในวงกว้าง เนื่องจากภาคครัวเรือนจะได้รับ ผลกระทบอย่างหนักจากการ

ที่ธุรกิจ SMEs มีการจ้างงาน ในระบบจำนวนมากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งตั้งแต่ ช่วงปีที่แล้ว ภาคธุรกิจ SMEs โดยทั่วไป แล้วมีสภาพการเงินที่ไม่แข็งแกร่งนัก เมื่อ พบกับปัญหารายได้ ที่หด ตัวลงธุรกิจ SMEs จำนวนมาก จึงเผชิญกับปัญหาด้านการเงินในช่วงวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 

ดังนั้น จากผลกระทบ ของการระบาดของโรคโควิด-19 ในระลอกใหม่นี้ จำเป็นต้องมีการออกมาตรการ ทางเศรษฐกิจเพื่อให้ ความช่วยเหลือ อย่างแน่นอน คำถามที่น่าสนใจคือ นโยบาย โดย เฉพาะมาตรการทางการเงินที่ออกมา

จากธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านธนาคารพาณิชย์ ควรมีรูปแบบใด ถึงจะเหมาะสมและก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด 

หากเรา ย้อนมองดูเหตุการณ์เมื่อปีที่ แล้ว เราจะพบว่า มาตรการทางการเงินเป็นมาตรการส่วนแรกที่เข้ามาให้การช่วยเหลือ ภาคเศรษฐกิจ อย่างทันท่วงที นำโดยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบา ยของคณะกรรม การนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ได้ดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

เมื่อเห็นสัญญาณความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งได้ทำ การปรับลดทั้งสิ้น 3 ครั้ง ส่งผลให้ ดอกเบี้ยเงินกู้มีการปรับลดลง เช่นเดียวกัน และภายหลังจากการปรับ ลดดอกเบี้ย นโยบาย ก็มีการปรับ ลดอัตราเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ลงไป 0.23% ส่งผลให้ ธนาคารพาณิชย์สามารถลดอัตราดอกเบื้ยเงินกู้ได้เพิ่มเติมอีก ยิ่งไปกว่านั้น ธนาคาร แห่งป

ระเทศไทยก็ได้มีมาตรการทางการเงินด้านอื่นๆ เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่อง ให้ภาคธุรกิจ ทั้งการพักชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และ การปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจ หรือ Soft Loan ผ่านทางธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 5 แสนล้านบาท

จะเห็นได้ว่าแนวทางการดำเนินงานใน ระยะแรกเป็นการดำเนินงานในภาพรวมที่ให้ความช่วยเหลือในวงกว้าง เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือการให้ลูกหนี้ยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ และเข้าถึงสินเชื่อ Soft Loan ซึ่งส่งผลดีต่อลูกหนี้ทุกกลุ่มทุกประเภท 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาความแตกต่างของสถานการณ์ รูปแบบการดำเนินนโยบายเพื่อให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ ควรมีการปรับปรุงเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุดและเหมาะสมกับความต้องการของลูกหนี้แต่ละราย (Targeted Policy) เพิ่มมากขึ้น

 เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถช่วยเหลือผู้ที่ประสบปัญหาอย่างตรงจุด โดยเราสามารถใช้ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัดเพื่อพิจารณาการช่วยเหลือได้ เช่น มุ่งเน้นช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีการล็อกดาวน์ขั้นสูงก่อน รวมถึงพิจารณาช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจในด้านการค้าและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดครั้งนี้ 

ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือควรมีมาตรการทางการเงินอื่นๆ นอกเหนือจากการเสริมสภาพคล่องผ่าน Soft Loan ตามสภาพความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ เช่น ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่หดหายไป เช่น ธุรกิจโรงแรม อาจต้องการระดมทุนในช่วง 1-3 ปี กว่าที่ธุรกิจจะสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

ก็สามารถสนับสนุนให้ธุรกิจ SMEs ร่วมกันออกสินเชื่อหรือหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Loan/Bond) ที่ธุรกิจ SMEs สามารถแปลงขายสินทรัพย์ที่มีอยู่ เพื่อนำมาหมุนเป็นเงินทุนในช่วงที่รายได้หดหายให้แก่นักลงทุน

ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน หรือรัฐบาล โดยเมื่อเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวกลับมาเติบโตเป็นปกติ ธุรกิจเหล่านี้ก็สามารถนำเงินที่มีมาซื้อสินทรัพย์คืนได้ ในขณะเดียวกันย่อมมีบางธุรกิจที่ต้องการพักหรือหยุดกิจการไปก่อน เราก็ควรมีนโยบายการจัดการหนี้สินและสินทรัพย์อย่างมีระบบ (Warehousing) ของบริษัทบริหารสินทรัพย์และธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ไม่เกิดผลกระทบต่อเนื่องต่อตลาดสินทรัพย์

การเกิดวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 อีกครั้ง ถือเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะต่อกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่โดยทั่วไปมีสภาพคล่องที่ต่ำ และมีแนวโน้มเสี่ยงที่จะต้องปิดกิจการมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ดังนั้น

การพิจารณามาตรการทางการเงินที่เหมาะสม จะสามารถช่วยพยุงและสนับสนุนธุรกิจให้สามารถดำเนินกิจการได้ต่อไป ซึ่งเป็นหน้าที่หลักที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินควรวางแผนช่วยเหลือธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยต่อไป

บทความอื่นๆ สรุป 4 ข้อคิด จากหนังสือ Thinking Fast and Slow