บทความ » ปัญหาโลกร้อนทำให้การไหลเวียนของ กระแสน้ำแอตแลนติก

ปัญหาโลกร้อนทำให้การไหลเวียนของ กระแสน้ำแอตแลนติก

3 มีนาคม 2021
115   0

ปัญหาโลกร้อนทำให้การไหลเวียนของ กระแสน้ำแอตแลนติก

ปัญหาโลกร้อนทำให้การไหลเวียนของ กระแสน้ำแอตแลนติก มหาสมุทรสำคัญของโลกจะมีกระแสน้ำเทอร์โมฮาไลน์ที่เหมือนสายพานลำเลียงขนาดยักษ์ (Global Conveyor Belt) คอยนำน้ำอุ่นจากบริเวณเส้นศูนย์สูตรไปแลกเปลี่ยนกับน้ำเย็นจากแถบขั้วโลก

ภาวะโลกร้อนที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในเวลานี้จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลก ส่งผลให้ธารน้ำแข็งของเกาะกรีนแลนด์เกิดการละลายอย่างรวดเร็ว

เมื่อความเค็มของน้ำ ทะเลบริเวณ ดังกล่าวเจือจางลง จนกระทั่งความหนาแน่น ของม วลน้ำชั้นบนเริ่มมีค่าน้อยกว่า มวลน้ำชั้นล่าง จะทำให้ การกระบวนการจมตัวของมวลน้ำบริเวณดังกล่าวค่อยๆ

ช้าลง การไหลเวียน ของ ทั้งระบบก็จะช้าลงด้วย จนในที่สุดอาจเลวร้ายจนถึงขั้นกระแสน้ำสำคัญนี้ เกิดการหยุดชะงัก ไปตลอดกาล

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมอากาศในกรุงลอนดอนของอังกฤษถึงอบอุ่นกว่าเมืองซัปโปโรของญี่ปุ่นทั้งที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือมากกว่า 

กลไกทางธรรมชาติที่ ควบคุมอุณหภูมิ ของประเทศในแถบละติจูดสูงๆ ไม่ให้แตกต่างจากประเทศในแถบร้อนมาก จน เกินไปนั้น คือการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรอันเกิดจากแรงดันของเกลือที่ เรียกว่า กระแสน้ำเทอร์โมฮาไลน์(Thermohaline Circulation) 

กระแสน้ำนี้ จะไหลเวียนไป ในทุกๆ มหาสมุทรสำคัญ ของโลกเหมือนสายพานลำเลียงขนาดยักษ์ (Global Conveyor Belt) คอยนำน้ำอุ่น จาก บริเวณเส้นศูนย์สูตรไปแลกเปลี่ยนกับน้ำเย็นจากแถบขั้วโลก และ ในทางกลับกัน 

คำว่า Thermohaline นี้ มีรากศัพท์มาจากคำว่า Thermo ที่แปลว่าความร้อน และ Haline ที่แปลว่าเกลือ จุดเริ่มต้นของ กระแสน้ำเทอร์โมฮาไลน์เกิดขึ้นที่บริเวณทะเลทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกใกล้ เกาะกรีนแลนด์ อากาศเย็นบริเวณนั้นจะทำให้ผิวของน้ำทะเลกำลังก่อตัว เป็น น้ำแข็ง 

เกลือที่ละลาย อยู่ในน้ำทะเลชั้นบนจะถูกดันลง ไปอยู่ในน้ำทะเลชั้นล่างถัดลงมา ทำให้มวลของน้ำทะเล ชั้นล่างหนักขึ้น (เราสามารถ ทำ การทดลองนี้ได้โดยการละลายเกลือลงในแก้วน้ำแล้วนำไปแช่แข็ง

ในตู้เย็น ส่วนที่ เป็นน้ำแข็งจะ มีรสจืดและแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำกว่า -2.0 องศาเซลเซียส ในขณะที่ ส่วนที่

เป็น น้ำจะมีรสเค็ม มากขึ้น เนื่องจากเกลือที่ควรจะอยู่ในชั้นน้ำแข็งถูกดันให้ลงมาอยู่ ใน ส่วนที่เป็นน้ำด้านล่าง) นี่คือ

ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้มวลของผิวน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก ตอนเหนือ จมลงเนื่องจากมวลน้ำมีน้ำหนักมากขึ้นเพราะความหนาแน่นของเกลือ เพิ่มสูงขึ้น

จากนั้นกระแสน้ำเย็นจะเคลื่อนตัวไป ในระดับลึก อ้อมผ่านทางใต้ของทวีปแอฟริกาแล้วแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งเข้าสู่ มหาสมุทรอินเดีย อีกสายไหล เข้าว นรอบขั้วโลกใต้ จากนั้นจะเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่

ตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่สุดปลาย ของ กระแสน้ำเย็นสายนี้จะเริ่มลอยตัวขึ้นสู่ ระดับผิวน้ำที่ชายฝั่งตะวันตกของอะแลสกา เนื่องจากน้ำเริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้น 

กระแสน้ำที่อุ่นและลอยตัวขึ้นบนนี้ จะไหลย้อนกลับลงมาผ่านทะเลจีนใต้ไหลไปสมทบกับกระแสน้ำอุ่นที่ไหลกลับ จากมหา สมุทรอินเดีย สุดท้ายกระแสน้ำ อุ่นนี้จะไหลย้อนกลับไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก ไหลผ่านชายฝั่ง ตะวันออกของสหรัฐฯ จนไปถึงตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก แล้วเริ่มวัฏจักร นี้อีกครั้ง

เฉพาะส่วนของ สายพานลำเลียงกระแสน้ำ ในมหาสมุทรแอตแลนติก จะมีชื่อเรียกแยกเฉพาะออกมา ว่า AMOC ซึ่งย่อมาจาก คำว่า Atlantic Meridional Overturning Circulation

อะไรจะเกิดขึ้นหากภาวะโลก ร้อนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนธารน้ำแข็งรวมทั้งน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่ บนผิวทะเล เริ่มละลายตัว?

ภาวะโลกร้อนที่กำลังดำเนิน ไปอย่าง ต่อเนื่องในเวลานี้จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศโลก ส่งผลให้ ธารน้ำแข็ง ของ เกาะกรีนแลนด์เกิดการละลายอย่างรวดเร็ว น้ำจืดปริมาณมหาศาลได้ไหล

ลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ตอนเหนือ บริเวณนอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของกรีนแลนด์ อันเป็นจุดเริ่มต้นขับเคลื่อน ของ สายพานลำเลียง น้ำเทอร์โมฮาไลน์ในส่วนของ AMOC

เมื่อความเค็ม ของ น้ำทะเลบริเวณดังกล่าวเจือจาง ลงจนกระทั่งความหนาแน่นของมวลน้ำชั้นบนเริ่มมี ค่าน้อยกว่ามวล น้ำชั้นล่าง จะทำให้ กระบวนการ จมตัว ของ มวลน้ำบริเวณดังกล่าวค่อยๆ ช้าลง การไหลเวียนของ ทั้งระบบก็ จะช้าลงด้วย ในที่สุดอาจเ ลวร้ายจนถึงขั้นกระแสน้ำสำคัญนี้เกิดการหยุดชะงัก ไปตลอดกาล

ล่าสุดทีมนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัย โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก นำโดยสองนักฟิสิกส์อย่าง โยฮันเนส โลห์มันน์ (Johannes Lohmann) และ ปีเตอร์ ดิทเลฟเซน (Peter D. Ditlevsen) พบว่า กระแสน้ำ AMOC

ในเวลานี้ได้อ่ อนกำลังลงถึงระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งพันปี และยังทวีอัตราเร่ง จน เข้าใกล้จุดวิกฤต (Tipping Points) ผลลัพธ์ที่ได้จากแบบจำลองทางภูมิอากาศชี้ว่ากระแสน้ำ AMOC จะอ่อนกำลังลงไป 34-45% ภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ และอาจหยุดชะงักไปอย่างถาวรในช่วงต้นของศตวรรษหน้า

การไหลเวียนช้าลง จนหยุดชะงัก ของ AMOC จะส่งผลต่อเนื่องไปถึงกระแสน้ำเทอร์โมฮาไลน์ จนในที่สุดสายพาน ลำเลียงน้ำ ทั่วโลก ก็จะหยุดไหล ตามไปด้วย ผลที่เกิดขึ้นคือประเทศต่างๆ ที่อยู่ทางตอนเหนือ เช่น หมู่เกาะอังกฤษ กลุ่มประเทศยุโรป รัสเซีย รวมทั้งมลรัฐทางตอนเหนือ ของ ประเทศอเมริกาจะต้องเผชิญ กับ

สภาพอากาศที่หนาวเหน็บ ความร้อนที่ สะสมตัวมากขึ้นในแถบศูนย์สูตรจะก่อพายุหมุนเขตร้อน ที่ทรงพลังไม่ว่าจะเป็นไต้ฝุ่นในแถบ แปซิฟิกตะวันตก เฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวัน ออกของสหรัฐฯ ไปจนถึงไซโคลนในมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงแถบอื่น ของโลก ทำให้เกือบทุ กประเทศโดยเฉพาะ ประเทศในแถบซีกโลกเหนือต้องผจญ กับ ภัยพิบัติไม่แพ้กัน 

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ยังส่งผลถึง การล้มตายข อง สายพันธุ์สิ่งมีชีวิตในทะเลแถบขั้วโลกที่อาศัยกระแสน้ำอุ่นในการนำพาแร่ธาตุ และ สารอาหารจากเขตร้อนไปหล่อเลี้ยงอีกด้วย

บทความอื่นๆ โจทย์ยาก ‘การบินไทย’ ฟื้นฟูกิจการ ฝ่าหลุมอากาศใหญ่