บทความ » ปู่ของผม รู้ความจริงที่เกิดขึ้นของคดีปริศนาแห่งเขาดยัตลอฟ

ปู่ของผม รู้ความจริงที่เกิดขึ้นของคดีปริศนาแห่งเขาดยัตลอฟ

26 กรกฎาคม 2021
379   0

ปู่ของผม รู้ความจริงที่เกิดขึ้นของคดีปริศนาแห่งเขาดยัตลอฟ

ปู่ของผม รู้ความจริงที่เกิดขึ้นของคดีปริศนาแห่งเขาดยัตลอฟ

’พระเจ้าโปรดคุ้มครองพวกเราด้วย พวกมันยังอยู่ข้างนอกนั่น’นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เขียนอยู่ในไดอารี่ของปู่ผม ไดอารี่เล่มนั้นกางอยู่บนโต๊ะที่คุณปู่ยิงตัวตายในปี 2019

ปู่ของผม รู้ความจริงที่เกิดขึ้นของคดีปริศนาแห่งเขาดยัตลอฟ

ผมเป็นคนมาเจอศพของเขาเอง รูขนาดใหญ่กลางศีรษะพร้อมกับปืนพกทหารเก่า ๆ ในมือ ผมยังจำภาพนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ เลือดที่ไหลหยดเป็นทางอยู่ตรงทั้งสองข้างขอบโต๊ะ กลิ่นเหม็น ๆ ของโลหะที่คละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง ไม่มีทางที่ผมจะลืมมันได้เลยแต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ผมมาเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟังหลังจากความโศกเศร้าของผมหายไป

สิ่งที่ผมสงสัยต่อมาคือประโยคนั้น‘พวกมันยังอยู่ข้างนอกนั่น’ใครหรืออะไรกันล่ะที่ยังอยู่ข้างนอก ?ปู่ของผมเป็นคนเงียบ ๆ ชอบเก็บตัวและไม่ค่อยเล่าเรื่องในอดีตของตัวเองให้ฟังสักเท่าไหร่ สมัยยังหนุ่มเขาเป็นทหารเก่า ประจำการอยู่ในกองทัพของสหภาพโซเวียต ซึ่งผมคิดว่าการที่ปู่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่ค่อยจะเล่าเรื่องของตัวเองสักเท่าไหร่หลังจากที่แปลและอ่านเรื่องราวที่เขียนในไดอารี่ มันก็ทำให้ผมรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมจะเล่าให้พวกคุณฟังในวันนี้ ผมรู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นคนเงียบและเก็บตัวแบบนั้น และทำไมเขาถึงยิงตัวตายในปี 2019 เหตุผลทั้งหมดมันอยู่ในไดอารี่ที่เขาเขียนในช่วงเวลา

ที่เขายังประจำการอยู่ช่วงสองสามเดือนแรกที่เขาเขียนมันก็เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่จะเป็นการฝึกของเขาหรือการเข้ารับตำแหน่ง หลังจากที่อ่านส่วนนี้จบผมก็ได้รู้ว่าเขาเป็นคนที่รักชาติบ้านเมืองมาก เป็นผู้ชายที่พร้อมจะยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง เป็นทหารที่ก้มหัวทำตามหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ปริปากบ่นอะไรออกมาสักคำและบางทีนั่นก็คง

เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาปลิดชีวิตของตัวเองในตอนนั้นหกเดือนต่อมาหลังจากที่เขาฝึกเสร็จ เขาก็ได้ย้ายมาประจำการที่ฐานทัพแห่งหนึ่งในเทือกเขายูรัล ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน และที่นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวแปลก ๆ ทั้งหมดและนี่คือเรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ในไดอารี่ :2 กันยายน 1958สถานที่นี้ไม่เหมือน

กับค่ายทหารที่ผมเคยประจำการอยู่ก่อนหน้าเลย มันเป็นฐานที่มั่นที่ถูกสร้างอยู่ข้างเทือกเขา เจาะเข้าไปด้านใน ซึ่งทางเข้านั้นถูกปกปิดไว้อย่างมิดชิดและไม่สามารถมองเห็นหรือถูกตรวจจับจากด้านนอกได้เลย นอกจากนั้นพวกเรายังไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับผู้คนภายนอกอีกด้วยฐานที่มั่นนี้มีทั้งหมดห้าชั้นเรียงลำดับตามความลึก ซึ่งชั้นที่ห้าคือชั้นที่อยู่ล่างสุด ลึกลงไปจนถึงฐานของเทือกเขา แต่ละชั้นจะมีอุโมงค์เชื่อมต่อกันแค่ทางเดียว ซึ่งภายในอุโมงค์มีห้องสุญญากาศและจุดรักษาความปลอดภัยตั้งอยู่ หากไม่ได้รับอนุญาต คุณจะไม่สามารถออกจากชั้นที่ตัวเองอยู่ได้ผู้บัญชาการของพวกเราเป็นคนที่ดุและเข้มงวดมาก เขาชื่อ เซอร์เก้ ยาคอนทอฟ เขาเป็นคนพูดน้อยและลงโทษลูกน้องของตัวเองอย่างไร้ความปรานี

ผมเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียวเท่านั้นคือตอนที่ผมมาถึงที่นี่เป็นครั้งแรก และในตอนนั้นเขาก็ยื่นกระดาษที่เขียนกฎข้อบังคับต่าง ๆ ของที่นี่ให้กับพวกเรา ซึ่งเป็นกฎเหล็กที่เราต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดพร้อมทั้งพึงระลึกไว้ในใจอยู่เสมอซึ่งกฎพวกนั้นทำให้ผมงุนงงกับสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ อ่านแล้วมันก็ดูตลกดีนะ แต่พูดตามตรง

ว่าทหารหลายนายที่นี่ถูกทำโทษทางวินัยอย่างรุนแรงเพียงเพราะจำมันไม่ได้‘หากคุณพบเจ้าหน้าที่คนใดทำตัวแปลก ๆ หรือพยายามตามคุณไปที่ส่วนที่อยู่นอกฐานที่มั่นหลัก กดสัญญาณเตือนภัยในทันที คุณสามารถใช้ความรุนแรงได้ทุกรูปแบบหากพวกเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งคุณ’‘ถ้าคุณพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่คุณไม่รู้จัก และคุณเอง

ก็จำไม่ได้ว่าเข้ามาได้ยังไง กดสัญญาณเตือนภัยในทันที หลังจากนั้นหมอบลงไปที่พื้นและเอามือประสานไว้ที่ท้ายทอย’แต่ข้อสุดท้ายที่แหละแปลกที่สุด‘ถ้าคุณได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ชั้นห้าและเสียงร้องโหยหวนเงียบหายไป กดสัญญาณเตือนภัยในทันที คุณสามารถใช้ความรุนแรงได้ทุกรูปแบบจนกว่าจะออกมาจากที่นั่นได้’ผมไม่รู้ว่าควรจะคิดยังไงเกี่ยวกับมันดี ผมสมัครเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติ แต่กฎพวกนี้กำลังทำให้ผมขนลุกอย่างน่าประหลาด ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย5 กันยายน 1958

วันนี้ผมทำความรู้จักกับเพื่อนทหารอีกคนที่ประจำการที่นี่เหมือนกัน เขาชื่อ ยูริ อีวาโนอิก และเขาเป็นพลทหารเหมือนกับผม เขาดูท่าทางเป็นมิตรและคุยเก่งมาก ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่หาได้ยากจากทหารที่มาประจำการ ณ ที่แห่งนี้ และเขาก็ดูสนอกสนใจที่จะคุยกับผมมากกว่าเดิมหลังจากที่ผมบอกเขาไปว่าผมเป็นทหารใหม่ของที่นี่หลังจากนั้นผมก็รวบรวมความกล้าเพื่อเอ่ยปากถามเขาถึงจุดประสงค์ที่พวกเราถูกย้ายมาในสถานที่นี้ แล้วพวกเราก็ได้พูดคุยกันถึงความแปลกของมัน

รวมถึงเรื่องลึกลับที่ถูกซ่อนอยู่“ยูริ” ผมเปิดบทสนทนาอย่างระมัดระวัง “นายรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่บ้าง? มันเป็นฐานอะไรกัน? มีอะไรอยู่ในชั้นที่ 5? แล้วอะไรคือ ‘เสียงร้องโหยหวน’ ที่อยู่ในกฎ?”รอยยิ้มบนใบหน้าของยูริหายไป

เขาขยับเข้ามาใกล้ ๆ ผม“นายอย่ารู้เรื่องชั้น 5 เลยดีกว่ามิคาเอล” เขาพูดเสียงเบาจนฟังดูเหมือนเสียงกระซิบ “รู้ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเถอะ นายอาจจะรู้สึกโชคดีด้วยซ้ำที่ไม่ถูกส่งลงไปที่นั่น”ผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว เพราะยูริที่เป็นคนเฮฮา ร่าเริง ตอนนี้กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง“ว่าแต่ชั้น 5 ของที่นี่เป็นที่เอาไว้ทำอะไร? นายเคยลงไปที่นั่นรึเปล่า?”“ฉันไม่เคยหรอก” เขาตอบ “ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ฉันไม่เคยถูกส่งไป…แต่ว่า

…มีคนที่ฉันรู้จักเคยถูกส่งไปข้างล่างนั่นเหมือนกัน”“เกิดอะไรขึ้นกับเขาเหรอ?” ผมถาม ด้วยระดับเสียงที่เบาลงกว่าเดิมตามสัญชาตญาณ“เขาได้กลับขึ้นมา แบบไม่ใช่คนเดิมน่ะ” ยูริตอบด้วยความเศร้าสร้อย “เขา…เปลี่ยนไปมาก…หยั่งกับเป็นคนละคนเลยล่ะ ไอ้ที่กลับมาได้นี่ก็นับว่าแปลกเหมือนกัน เพราะทหารที่ถูกส่งลงไปที่ชั้น 5

แทบจะไม่เคยได้กลับขึ้นมาเลย”“แล้วเขาเล่าอะไรให้นายฟังเรื่องชั้น 5 บ้างไหม?”“เขาเอาแต่พูดอยู่อย่างเดียว ‘5 ปี’” เขาบอกผม “พวกมันร้องโหยหวนอยู่ในถ้ำมา 5 ปีแล้ว”ยูริไม่ได้เล่าอะไรมากกว่านั้น เขาเดินจากไป และทิ้งผมไว้ตรงจุดประจำการนั้นพร้อมกับคำถามในหัวมากมาย11 กันยายน 1958เมื่อวานพวกเราได้รับภารกิจให้เดินลาดตระเวนรอบฐานที่มั่น พื้นที่บริเวณเทือกเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยหิมะ แค่ยืนอยู่ข้างนอกนาทีเดียวผมก็แทบจะแข็งตายอยู่แล้วยูริได้อยู่หน่วยเดียวกับผม หลังจากบทสนทนาของเราในครั้งนั้น เขาก็กลับไปเป็นยูริที่ดูเป็นมิตรและเฮฮาคนเดิม แถมยังดูไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรกับอากาศที่หนาวจนแสบผิวแบบนี้เลยภารกิจของเรานั้นเรียบง่าย: ถ้าเราเจอคน เราต้องดูให้แน่ใจว่าพวกเขากำลังเดินเข้ามาใกล้ฐานที่มั่นหรือไม่ คอยซุ่มดูอยู่ห่าง ๆ ถ้าเป็นไปได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราพบนักปีนเขาหรือใครก็ตามแต่เดินมุ่งหน้าไปที่ฐานของเราแล้วล่ะก็ พวกเราได้รับอนุญาตให้ใช้ทุกวิธีในการ “ปราบปราม” พวกเขาผมก็หวังว่าเราจะไม่เจอกับเหตุการณ์แบบนั้น โชคดีที่เมื่อวานพวกเราพบเพียงแค่นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็โชคดีอีกต่อที่พวกเขากำลังเดินไปยังทิศตรงข้ามกับฐานที่มั่น แล้วพวกเราเดินทางกลับฐานในทันทีที่แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้เป็นภัยคุมคามอะไรไม่ว่าสิ่งที่เราปกป้องอยู่ในฐานที่มั่นแห่งนี้จะเป็นอะไร ความลับของมันดูมีค่าซะยิ่งกว่าชีวิตของผู้คนในสหภาพโซเวียตซะอีก14 กันยายน 1958วันนี้ยูริแนะนำให้ผมรู้จักกับคนที่เคยไปประจำการที่ชั้น 5มันบังเอิญมากที่พวกเราทั้งสามคนได้ประจำการอยู่ที่จุดเดียวกัน ด้วยความที่ยูริเป็นคนช่างพูดช่างคุย เขาจึงไม่รอช้าที่จะหาเรื่องคุยฆ่าเวลางานอันแสนน่าเบื่อของพวกเราพลทหารคนนั้นชื่ออีวาน เป็นคนที่ค่อนข้างผอม เขาดูเลิ่กลั่กและกลอกตามองทางซ้าย ทางขวา อยู่ตลอดเวลา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกระวนกระวายและเบาราวกับว่ากำลังกระซิบอยู่เหมือนที่ยูริพูดไว้ไม่มีผิด สิ่งที่อีวานเห็นที่ชั้น 5 มันได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาลยูริห้ามไม่ให้ผมถามเขาเกี่ยวกับเรื่องราวของชั้น 5 ซึ่งหลังจากที่เห็นสภาพร่างกายและสภาพจิตใจของชายคนนี้แล้ว มันก็ทำให้ผมไม่อยากจะถามอะไรเขาเหมือนกัน คงไม่ดูไม่ดีถ้าผมไปพูดอะไรแล้วทำให้เขานึกถึงเหตุการณ์อันเลวร้ายในอดีตอีกครั้งแต่ว่านะ หลังจากการพบกันครั้งนี้ของเรามันก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแปลกกับสถานที่แห่งนี้มากกว่าเดิมอีวานบ่นพึมพำกับตัวเองไม่หยุดเลย ถึงเสียงพูดมันจะเบากว่าเสียงลมหายใจมาก แต่ผมก็สามารถจับใจความสิ่งที่เขาพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง“ห้าปี…ห้าปี…ห้าปี…มันอยู่ในตัวพวกเขา…ในความมืด…มาตั้งห้าปี”** สองสามเดือนผ่านไปโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรที่น่าสนใจเกิดขึ้น แต่ละวันผ่านไปโดยที่ปู่ของผมปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างขยันขันแข็ง ไม่ว่าจะเป็นเดินลาดตระเวนรอบฐานหรือประจำการตามจุดต่าง ๆ เขาไม่เคยถูกส่งไปที่ชั้น 5 แล้วก็ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับชั้นนั้นอีกเลย จนกระทั่งมีเหตุการณ์บางอย่างที่น่าสนใจในช่วงกลางเดือนธันวาคม **15 ธันวาคม 1958ผมจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เลยพวกเราได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าหน้าที่รักษาการประจำจุดรักษาการของอุโมงค์ทางเชื่อมต่อจากชั้น 4 ขึ้นไปยังชั้น 3 มันเป็นกะที่ยาวนานมาก 5 ชั่วโมงผ่านไปแล้ว และยังเหลืออีกตั้ง 3 ชั่วโมงกว่าที่พวกเราจะได้เลิกงานมันเป็นเวลาเกือบ ๆ เที่ยงคืน…เวลาที่เรื่องราวหายนะทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นมันเป็นอีกคืนหนึ่งที่เงียบมาก ทางเดินในอุโมงค์ไม่มีใครเลยนอกจากผมกับยูริ แต่แล้วชายคนหนึ่งก็ปรากฏตัวเขาไม่ใช่พลทหารแบบพวกเรา แต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ที่นี่ หัวโล้นและสวมแว่นตาที่กลมโตพร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ เขาเดินหลังค่อม ก้มหน้ามองไปที่พื้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมคิดว่าบางทีเขาอาจจะเหนื่อยหลังจากที่เข้างานมาหลายชั่วโมง“ขอผมดูใบอนุญาตหน่อย สหาย” ผมเอ่ยปากถามเขาทันทีที่เขาเดินมาถึงจุดรักษาการของผมเขาเงยหน้าขึ้นมามองผม และมันทำให้ผมต้องก็กระเถิบถอยไปข้างหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจ เขามีดวงตาที่แดงก่ำพร้อมกับสายตาที่เลิ่กลั่ก มองทางซ้ายที ทางขวาที ไม่ต่างจากอีวานเขาบ่นอะไรพึมพำกับตัวเองสักอย่าง ก่อนจะเดินผ่านผมไป ซึ่งผมก็ก้าวเข้าไปขวางเขาในทันที เขาไม่ได้แสดงใบอนุญาตผ่านข้ามชั้นกับผม และผมให้เขาผ่านไปไม่ได้“สหาย ผมต้องขอให้คุณแสดงใบอนุญาตก่อนที่จะออกจากชั้น 4”ชายคนนั้นก้มลงไปมองที่พื้นอีกครั้ง ตอนนี้เขายืนอยู่ห่างจากผมไม่ถึงก้าว ผมจึงเห็นว่ามือไม้และร่างกายของเขากำลังสั่นกลัว เขายังคงกระซิบพึมพำอะไรกับตัวเองอยู่เหมือนเดิม ผมจึงก้มหน้าลงไปใกล้ ๆ เพื่อที่จะฟังสิ่งที่เขากำลังพูด“พวกมันออกไปไม่ได้…พวกมัน…พวกมันออกไม่ได้ เรา…เราปล่อยมันไว้นั้นตั้งห้าปีเลย…ห้าปี”ผมเงยหน้ากลับขึ้นมาและยกปืนขึ้น ยูริรู้ในทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงยกปืนขึ้นมาจ่อไปที่ศีรษะของเขาด้วยเช่นกัน“สหาย” ยูริพูดอย่างช้า ๆ ด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม “แสดงใบอนุญาตให้เราดู…เดี๋ยวนี้”ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมามองผมด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง “น…นายเคยลงไปที่ชั้นห้าไหมพลทหาร?” เขาพูดด้วยเสียงที่แหบแห้งและเบามาก “นายเคย…นายเคยได้ยินคนที่โดนขังอยู่ข้างในร้องโหยหวนไหม?”“หมอบลงกับพื้นเดี๋ยวนี้!” ผมพูด ความกลัวเริ่มแผ่ขยายไปทั่วทั้งร่างของผม ไม่ว่าจะผ่านการฝึกมาแล้วกี่เดือน ผมก็ไม่เคยพร้อมกับสถานการณ์เหล่านี้เลยยูริเดินอ้อมไปทางด้านหลังของชายคนนั้น ซึ่งเขาดูจะไม่สนใจยูริเลยด้วยซ้ำ สายตาทั้งคู่ของเขาจับจ้องมาที่ผมอย่างเดียว เขาเขยิบมาข้างหน้าเล็กน้อย ผมยังคงเล็งปืนที่ไปเขาพร้อมกับปลายนิ้วชี้บริเวณไกปืนที่ตอนนี้เริ่มชาจนไร้ความรู้สึก“พวกมันออกมาจากที่นั่นไม่ได้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ“ถ้ามีคนติดอยู่ที่ชั้นห้า เราก็จะไปช่วยพวกเขาออกมาแน่นอน” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูปกติและผ่อนคลายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้หัวใจของผมเต้นรัวจนแทบจะระเบิดออกมาจากหน้าอกแล้ว“ค…คน?…พวกเขา?” นักวิทยาศาสตร์คนนั้นบ่นพึมพำอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมา “ไม่…ไม่…พวกเขาถูกขังอยู่ข้างใน แต่สิ่งที่ออกมาไม่ได้มันไม่ใช่พวกเขา ไม่ได้มีแค่พวกเขานะที่อยู่ในถ้ำ”เขาจ้องมาที่ผมอย่างไม่ละสายตา“ฉันหมายถึงพวกมันที่อยู่ในตัวพวกเขาน่ะ…ที่ออกมาไม่ได้”เขาพุ่งตัวไปข้างหน้า พยายามที่จะวิ่งหนีผมไปแล้วเสียงปืนก็ดังก้องไปทั่วทั้งทางเดิน นักวิทยาศาสตร์คนนั้นล้มลงไปกองกับพื้นก่อนที่เลือดจะไหลออกมาจากหน้าอกของเขา เอ่อนองเต็มพื้นผู้กองเซอร์เก้ ยาคอนทอฟ ยืนอยู่ข้างหลังยูริพร้อมกับปืนกระบอกหนึ่งในมือที่มีควันโขมงออกมา หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความโมโหสุดขีด ผมเด้งตัวไปอยู่ในท่าวันทยาวุธในทันที ยูริก็รีบทำท่านั้นตามมาเช่นกัน“กฎข้อที่หนึ่งคืออะไรวะไอ้พลทหาร บอกมาให้ฉันชื่นใจหน่อยซิ?” เขาถามพร้อมกับเดินมาที่ผม จ้องหน้าของผมตาไม่กะพริบ“กฎสัญญาณเตือนภัยหากพบเจ้าหน้าที่คนไหนทำตัวแปลก ๆ หรือพยายามตามเราออกไปครับ! เราสามารถใช้ความรุนแรงได้ทุกรูปแบบหากพวกเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งครับ!”“แล้วไอ้บ้านี่มันฟังคำสั่งพวกแกงั้นเหรอ?”“ไม่ครับ!”“แล้วทำไมพวกแกไม่กดสัญญาณเตือน? ทำไมมันยังมีชีวิตอยู่ตอนที่ฉันมาถึง? พวกแกลืมกฎเหล็กของที่นี่ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันรับไม่ได้ พวกแกจะต้องถูกลงโทษจากความผิดร้ายแรงครั้งนี้ พลทหาร”เขายิ้มออกมาอย่างโหดเหี้ยม“พรุ่งนี้แกสองคน ไปรายงานตัวที่ชั้นห้าตอนเที่ยง”ผมเสียวสันหลังวาบยูริก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วพูดขึ้น “ขออนุญาตชี้แจงครับ!”“ว่ามา”“นี่เป็นความผิดของผมครับ ผมสั่งไม่ให้พลทหารมิคาเอล ซิโดรอฟยิงเขา ผมฝ่าฝืนคำสั่งเองครับ!”ผมอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ยูริพูดโกหก เขาเสี่ยงตัวเองเพื่อปกป้องผม เขาหันมามองผมแวบหนึ่งก่อนที่จะส่ายหัวไปมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นผมก็หุบปากของตัวเองลง“งั้นเรื่องทั้งหมดนี่ก็เป็นความผิดของแกงั้นสินะ?” เซอร์เก้ถามเขา“ใช่ครับ!”“งั้นพรุ่งนี้แกไปรายงานตัวที่ชั้นห้า…คนเดียว…ทำหน้าที่ของพวกแกต่อไปได้ละ เดี๋ยวทีมเก็บกวาดจะมาเก็บศพไอ้บ้านี่ในไม่ช้า”หลังจากที่พูดจบผู้กองก็เดินออกจากที่นี่ไป ทันทีที่เขาหายลับไปจากสายตาผมก็หันไปหายูริทันที“นี่นายบ้าไปแล้วรึไง? ฉันก็ผิดเหมือนกัน ทำไมนายต้องรับผิดคนเดียวด้วย? นายก็รู้ว่าชั้นห้าทำให้อีวานเป็นแบบนั้น นักวิทยาศาสตร์คนนี้เหมือนกัน นายอาจจะไม่—”“ใจเย็น มิคาเอล” ยูริพูดแทรกขึ้นมา ผมดูออกว่าเขาพยายามแกล้งทำเป็นไม่ทุกข์ร้อนอะไร

see also : สาวในฝัน Original : Dream Woman