บทความ » ป่วยง่าย ซึมเศร้า หรือร่างกายเราจะขาดวิตามินดี

ป่วยง่าย ซึมเศร้า หรือร่างกายเราจะขาดวิตามินดี

12 ธันวาคม 2020
599   0

ป่วยง่าย ซึมเศร้า หรือร่างกายเราจะขาดวิตามินดี

ป่วยง่าย ซึมเศร้า หรือร่างกายเราจะขาดวิตามินดี เรารู้และเข้าใจกันดีว่า ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากผิวหนังเมื่อโดนแสงแดด แต่ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนยุคนี้ ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในอาคารโดยเฉพาะคนเมือง

และการมาถึงของชีวิตวิถีใหม่จากผลกระทบของโควิด-19 ประชากรเกือบทั่วโลกจำต้องกักตัวอยู่บ้าน งดเว้นกิจกรรมเอาต์ดอร์ โอกาสที่จะพาตัวเองออกมาสัมผัสแสงแดดยิ่งน้อยเข้าไปอีก นำไปสู่การเกิดภาวะพร่องหรือขาดวิตามินดีในหลายประเทศ จนกลายเป็นวิกฤตสุขภาพที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ  

อย่าประเมินภาวะขาดวิตามินดีว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ เพราะในต่างประเทศภาวะขาดวิตามินดีเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นมีการจัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหลายประเทศ เช่น The Vitamin D Society ที่ประเทศแคนาดา หรือ National Health Service (NHS)

บริการสุขภาพแห่งชาติ ที่พยายามกระตุ้นเตือนให้คนออกมาตากแดด หรืออย่างน้อยควรรับวิตามินดี 10 ไมโครกรัม หรือ 2 เท่าของปริมาณที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้คนไทยควรได้รับต่อวัน

แม้แต่สาธารณสุขอังกฤษก็แนะให้ประชาชนควรได้รับวิตามินดีตลอดทั้งปี ยิ่งถ้าเข้าข่ายไม่ค่อยออกกำลังกายกลางแจ้ง อยู่แต่ในอาคาร และสวมเสื้อผ้าปกปิดผิวกายเมื่อออกไปข้างนอกยิ่งเสี่ยงต่อภาวะพร่องวิตามินดี 

พฤติกรรมคนเมืองยิ่งเสี่ยง พนักงานออฟฟิศขาดวิตามินดีเยอะกว่าที่คิด 
คุณอาจจะคิดว่าภาวะพร่องหรือขาดวิตามินดีน่าจะเกิดในประเทศเมืองหนาว แดดแรงแบบเมืองไทยไม่น่าจะใช่กลุ่มเสี่ยง

แต่เคยมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Bangkok Medical Journal ปี 2015 เก็บข้อมูลพนักงานออฟฟิศ 211 แห่งทั่วกรุงเทพฯ พบว่า 36.5% หรือทุก 1 ใน 3 คนของพนักงานออฟฟิศขาดวิตามินดี นี่ยังไม่นับรวมกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ เช่น คนที่มีผิวสีเข้ม, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วยโรคไต, ผู้ป่วยโรคตับ, และคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน 

อาจารย์หมอธรณัส กระต่ายทอง อายุรแพทย์ที่ปรึกษาคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา 
Chief Medical Officer ศูนย์ V-precision (ในเครือโรงพยาบาลวิภาวดี)

สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจาก อาจารย์หมอธรณัส กระต่ายทอง อายุรแพทย์ที่ปรึกษาคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา Chief Medical Officer ศูนย์ V-precision (ในเครือโรงพยาบาลวิภาวดี) ที่บอกว่า

“คนไทยกำลังเข้าสู่วิกฤต พบคนไทยกว่า 42% ที่ขาดวิตามินดี พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ เนื่องจากกลุ่มผู้สูงอายุจะพบปัญหาเรื่องการเปลี่ยนวิตามินดี 2 มาเป็นวิตามินดี 3 และอีกกลุ่มที่พบเยอะคือกลุ่มคนเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ในอาคาร ไม่กล้าออกแดดเพราะกลัวดำ หรือกลัวว่าจะเกิดมะเร็งผิวหนัง หรือแม้แต่เด็กเล็กก็เช่นกัน เพราะผู้ปกครองไม่ค่อยปล่อยให้เด็กออกมาเล่นกลางแจ้ง”   

จากข้อมูลยังพบว่า คนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มีระดับวิตามินดีต่ำกว่าคนไทยในภูมิภาคอื่นๆ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการขาดวิตามินดีน้อยกว่าในภาคกลาง อาจเพราะวิถีชีวิตที่ต่างกัน 

งานวิจับพบ…วิตามินดีช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
อย่างที่รู้ว่าวิตามินดีมีความสำคัญต่อกระดูก หากได้รับไม่เพียงพออาจทำให้แคลเซียมดูดซึม และมีผลดีต่อกระดูกไม่เต็มที่

แต่เรื่องใหญ่และคงต้องหันมาตระหนักกันให้มากขึ้นคือ เริ่มมีงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่องถึงความเชื่องโยงระหว่างวิตามินดีกับโรคอื่นๆ อาจารย์หมอธรณัสเสริมในเรื่องนี้ว่า ภาวะซึมเศร้า ภาวะติดเชื้อ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตะคริว เบาหวาน ภาวะดื้ออินซูลิน ไปจนถึงต้นตอของมะเร็ง มีความเชื่อมโยงกับการขาดวิตามินดีอย่างมีนัยสำคัญ 

ทีมนักวิจัยของ Queen Mary University of London ยืนยันว่า วิตามินดีช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นไข้หวัด และโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ล่าสุด Jon Rhodes ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ยืนยันว่าวิตามินดีมีสรรพคุณต่อต้านการอักเสบ และงานวิจัยบางแห่งระบุว่า มันช่วยให้ร่างกายรับมือกับไวรัสต่างๆ ได้ดีขึ้น 

หรือในการศึกษาวิจัยแบบสุ่มที่เผยแพร่ใน Postgraduate Medical Journals ในหัวข้อ การรับประทานวิตามินดีปริมาณสูงในระยะสั้น สำหรับโควิด-19 เทียบกับยาหลอก พบว่าวิตามินดีมีผลในการช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน โดยมีการตรวจระดับวิตามินดีในเลือด (25(OH)) ก่อนทำการวิจัยทั้งสองกลุ่มตัวอย่าง พบว่า มีวิตามินดีในเลือดน้อยกว่า 20 ng/ml 

การศึกษาจะให้ผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งสองกลุ่ม ได้รับวิตามินดีในรูปแบบ Cholecalciferol 60,000 IU (รูปแบบกิน) ติดต่อกัน 7 วัน เพื่อเพิ่มปริมาณวิตามินดีในเลือดให้มากกว่า 50 ng/ml เทียบกับยาหลอก

ผลวิจัยพบว่าผู้ที่ติดเชื้อ SARS-CoV-2 ที่ได้รับวิตามินดี จะมีค่าวิตามินดีในเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ng/ml ภายใน 7 วัน และไม่พบเชื้ออีก ซึ่งคิดเป็น 62.5% ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับวิตามินดี ไม่มีใครมีปริมาณวิตามินดีในเลือดมากกว่า 50 ng/ml

และมีเพียง 5 คนเท่านั้นที่ไม่พบเชื้อภายใน 7 วัน คิดเป็น 20.8% ผลวิจัยสรุปได้ว่า การได้รับวิตามินดีปริมาณสูงในผู้ที่ติดเชื้อ SARS-CoV-2 จะช่วยส่งเสริมให้หายจากการติดเชื้อได้

วิตามินดีช่วยให้สมองหลั่งสารผ่อนคลายความเครียด หากสารสื่อประสาทต่ำอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในขณะที่ภาวะซึมเศร้าซึ่งกำลังจะกลายเป็นวิกฤตสุขภาพระดับโลก ด้วยสภาวะกดดันจากสภาพเศรษฐกิจหรือความกดดัน ที่เกิดจากสังคมรอบตัว วิตามินดีอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยทำให้อาการของโรคซึมเศร้าดีขึ้น…แม้จะไม่ถึงกับหายขาดก็ตาม 

ทีมนักวิจัยจาก Trinity College Dublin ประเทศไอร์แลนด์ เผยผลวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Post-Acute และ Long-Term Care Medicine (JAMDA) ที่ศึกษาเกี่ยวกับการขาดวิตามินดีของคน ในช่วงปลายชีวิต มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของภาวะซึมเศร้าถึง 75% จากการติดตามผลเป็นระยะเวลา 4 ปี  

อาจารย์หมอธรณัสอธิบายว่า “วิตามินดีเป็นตัวสร้างสารสื่อประสาทในสมอง ช่วยให้สมองหลังสารเซโรโทนิน (Serotonin) มากขึ้น มีผลช่วยลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า ถ้าสารสื่อประสารเหล่านี้ต่ำก็อาจ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า นี่เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากๆ และหลายคนก็ยังไม่รู้ ดังนั้นคนที่หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าให้ลองหาสาเหตุอื่นร่วมด้วย อาจเกิดจากการขาดวิตามินดีก็ได้”  

วิตามินดียังมีส่วนช่วยเพิ่มศักยภาพต่างๆ ให้กับร่างกาย อาทิ นำออกซิเจนจากเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ได้ดีขึ้นขณะออกกำลังกาย ลดอาการเมื่อยล้าและอักเสบของกล้ามเนื้อ เพิ่มความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อ 

ถ้าไม่อยากป่วยง่าย เสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า และร่างกายอ่อนแอจากโรคอื่นๆ พาตัวเองไปโดดแดดย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด 

“สาเหตุหลักๆ ที่คนขาดวิตามินดีเพราะไม่ค่อยโดดแดด ร่างกายคนเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีเองได้ใต้ชั้นผิวหนัง ผ่านการกระตุ้นจากรังสียูวีบี วิธีป้องกันการขาดวิตามินดีคือ ให้ออกมาสัมผัสแดดบ้าง แดดที่ เหมาะสมควรจะเป็นแดดตอนเที่ยงถึงบ่ายสอง ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ 10-20 นาที จึงจะได้รับปริมาณรังสียูวีบีที่เพียงพอที่จะเปลี่ยนวิตามินดี 2 ให้กลายเป็นดี 3 ได้” 

ประเด็นต่อมาคือ แล้วเรา จะทราบได้อย่างไรว่า อยู่ในภาวะพร่องวิตามินดีหรือเปล่า อาจารย์หมอธรณัส แนะให้พบแพทย์เ พื่อเจาะเลือดตรวจวัดระดับค่า 25-hydroxy-vitamin D เพื่อดูว่า เราต้องเสริมวิตามินดีในปริมาณเท่าไร  

“ทำไมบางคนกินวิตามินดีเหมือนกัน ในปริมาณเท่ากัน แต่ระดับวิตามินดีกลับเพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน อาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น การดูดซึมวิตามินดีในลำไส้ไม่ดีพอ พบในคนไข้ที่เยื่อบุทางเดินอาหารมีแผล หรืออายุที่มากขึ้น การเปลี่ยนวิตามินดี 2 เป็นวิตามินดี 3 ก็ทำงานแย่ลง และพันธุกรรมก็เป็นเรื่องที่หลายคนไม่รู้ เดี๋ยวนี้มีการทำ Nutrigenomic Testing ทำให้รู้ว่า Vitamin D Receptor (VDR) ในร่างกายเราทำงานดีหรือไม่”  

บทความอื่นๆ IP ปิดดีลซื้อ โรงงานโมเดิร์นฟาร์มา