บทความ » ผมจะแปล ไดอารี่ของเขาให้พวกคุณได้อ่าน (ตอนที่ 2)

ผมจะแปล ไดอารี่ของเขาให้พวกคุณได้อ่าน (ตอนที่ 2)

26 กรกฎาคม 2021
351   0

ผมจะแปล ไดอารี่ของเขาให้พวกคุณได้อ่าน (ตอนที่ 2)

ผมจะแปล ไดอารี่ของเขาให้พวกคุณได้อ่าน (ตอนที่ 2) ปู่ของผมฆ่าตัวตายในปี 2019 ผมแปลไดอารี่ของเขาและได้พบกับเรื่องราวที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในปี 1958 และนี่คือเรื่องราวที่เขียนอยู่ในนั้น

ผมจะแปล ไดอารี่ของเขาให้พวกคุณได้อ่าน (ตอนที่ 2)

ถ้าคุณเจอไดอารี่เล่มนี้ ได้โปรด…ได้โปรดออกไปจากเทือกเขาบ้านี่ คุณอาจจะมีโอกาสรอดชีวิตน้อยมากก็จริง แต่ถ้าเกิดคุณออกไปได้ช่วยเอาไดอารี่เล่มนี้ไปให้หน่วยทหาร หน่วยความมั่นคง

หรือใครก็ตามที่สามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ พวกเขาต้องรู้ว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นที่นี่หัวใจของผมตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีที่ได้ยินคำสั่งให้รายงานตัวที่ชั้น 5 ใช้เวลาหลายวินาทีกว่าผมจะได้สติ

ก่อนที่ผมจะทำใจยอมรับกับความจริงนั้นได้เซอร์เก้ ต้องเป็นเขาแน่ ๆ เขาต้องจำวันที่ผมไปถามถึงชาตะกรรมของยูริได้แน่ และไม่ว่าจะเพราะความโหดร้ายหรือการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของเขา สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะทางไหนผมก็ต้องได้มาเผชิญกับชะตากรรมเฉกเช่นเดียวกันกับเพื่อนของผมอยู่ดีแต่ผมก็ทำอะไรกับมันไม่ได้แล้ว

ผมออกจากจุดรวมพลแล้วเดินทางลงไปยังชั้น 5 ในทันที เจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรยามอยู่ที่จุดตรวจชั้น 4 มองมาที่ใบคำสั่งของผมแล้วก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยพร้อมกับใบหน้าที่ดูเศร้าสร้อย“เข้าไปรอในห้องก่อนนะ

เดี๋ยวฉันขอไปเช็กคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ที่ชั้นห้าอีกทีก่อน รอในนั้นแป๊บหนึ่ง”แล้วเขาก็ผายมือไปยังห้องเล็ก ๆ ทางด้านข้าง ก่อนที่จะเดินไปยังโทรศัพท์ที่ติดอยู่บนผนังแล้วกดเลขต่อสายหาใครสักคน ผมเดินผ่านทางเข้าเล็ก ๆ ไปในห้องนั้นอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นักห้องนี้มันมืดมาก

มีเพียงแค่แสงไฟที่ส่องสะท้อนมาจากเครื่องเงินที่อยู่ข้างนอกห้องที่พอจะให้ความสว่างได้บ้าง อากาศข้างในก็อบอ้าวเสียเหลือเกิน แล้วผมก็สังเกตเห็นว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้องนี้ ยืนรออะไรบางอย่างอยู่ในเงามืดตรงมุมห้องเมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ ผมก็พอจะเห็นเขาได้ชัดมากขึ้น ถึงแม้มันจะมืดแต่รูปร่างของชายคนนี้ก็ดูคุ้นตาผมมาก

มันเหมือนกับ…“ยูริ? นั่นนายใช่ไหม?” ผมพูดออกมาอย่างไม่เชื่อสายตา “นายมาทำอะไรที่นี่เนี่ย? นายไปอยู่ไหนมาวะเพื่อน?”“ม…มิคาเอลเหรอ?” ยูริถามกลับผมจ้องไปที่เขาด้วยความตกใจ แค่ไม่ได้เจอกันไม่กี่วันเขาก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังตีน จากคนที่เคยแข็งแรงและมีกล้ามเป็นมัด ๆ พร้อมใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาในวันนั้น

ตอนนี้เขากลายเป็นคนซูบผอม ใบหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับแววตาที่เย็นชาและไร้ชีวิตชีวา“ใช่ ฉันเอง! นายเป็นไงบ้าง? นายถูกปลดออกจากชั้นที่ห้าแล้วใช่ไหม? แล้วนาย…”ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ ยูริก็พุ่งเข้าใส่ผมและดันผมไปติดกับกำแพงพร้อมกับเอาแขนข้างหนึ่งค้ำไว้ที่คอ จากนั้นเขาก็ขยับหน้าเข้ามาใกล้ผม“แกกำลังจะไปไหนมิคาเอล?”

เขากระซิบออกมาอย่างแหบแห้ง “แกถูกส่งลงมาที่ชั้นห้างั้นเหรอ?”“ช…ใช่ เซอร์เก้ส่งฉันมา เพราะฉันถามเขาเกี่ยวกับนาย”แล้วยูริก็สบถออกมาเบา ๆ“แม่งเอ๊ย! ฟังนะมิคาเอล อย่าฟังเสียงร้องโหยหวนนั่นเด็ดขาด ไม่ว่าแกจะทำอะไรก็ตาม…ห้ามฟังมันหรืออย่าไปสนใจมัน แล้วถ้าเกิดแกรู้สึกว่าแกทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ทำสิ่งที่แกต้องทำซะ

ทำยังไงก็ได้ให้ได้ออกมาจากที่นั่น แกล้งป่วย หรือด่าทหารคนอื่นในนั้นเพื่อให้นายโดนจับไปขังที่คุก ทำบ้าอะไรก็ได้เพื่อให้ได้ออกมาจากที่นั่น”จากนั้นก็มีเสียงกระแอมดังขึ้นมาตรงประตูทางเข้า เจ้าหน้าที่คนนั้นยืนมองพวกเราด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น “เอาล่ะ คำสั่งถูกต้อง นายลงไปที่ชั้นห้าได้พลทหารมิคาเอล” เขาบอกยูริถอยห่างจากผม “จำให้ขึ้นใจนะ มิคาเอล อย่าลืมที่ฉันบอกล่ะ” แล้วเขาก็เดินออกจากห้องนี้หายลับไปจากสายตา“ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม พลทหาร?”

เจ้าหน้าที่คนนั้นถามผมต่อ “มีอะไรรึเปล่า?”“ไม่มีอะไรครับ” ผมตอบเขา คำเตือนอันน่าพิศวงของยูริยังดังก้องอยู่ในหูของผม “แค่คุยกับเพื่อนที่รู้จักกันน่ะครับ”ผมเดินผ่านเขาไปยังประตูเหล็กขนาดยักษ์ที่กั้นอยู่ตรงกลางระหว่างผมกับชั้นที่ 5 จากนั้นมันก็ค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นถึงห้องที่ผมต้องเฝ้ารักษาการจนกว่าผมจะถูกย้ายออกไป

และแล้วเสียงร้องโหยหวนนั้นก็เข้ามาในหูของผมสมองของผมโฟกัสกับอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากเสียงนั่น เสียงของความเจ็บปวดที่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้อง เสียงของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังโดนทรมานเกินกว่าที่พวกเขาจะรับไหว ผมก็เคยได้ยินเสียงของความเจ็บปวดมาบ้างนะตั้งแต่ที่รับราชการทหารมาแต่เสียงพวกนั้นมันทรมานไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของเสียงที่ผมกำลังได้ยินอยู่ในตอนนี้เลยสายตาของผมหันไปมองที่มาของเสียงนั้นโดยอัตโนมัติ มันอยู่ด้านในสุดของห้องขนาดใหญ่ที่ผมพึ่งเดินเข้ามา

มันมีลักษณะเหมือนกับถ้ำที่ห้อมล้อมไปด้วยผนังหินทั้งสี่ด้าน ซึ่งน่าจะเป็นถ้ำที่เกิดตามธรรมชาติภายในเทือกเขาแห่งนี้เอง ที่ปากถ้ำมีหินน้อยใหญ่หลายขนาดกองทับถมกันสูงหลายเมตร ด้านล่างของมันมีช่องเล็ก ๆ อยู่และผมเดาว่าเสียงคงดังออกมาจากตรงนั้น หินพวกนั้นปิดทางเข้าถ้ำนี้ไว้ผมเวียนหัวจนต้องพิงกำแพงด้านหนึ่งเพื่อพยุงตัวเองเอาไว้ หัวผมตื้อไปหมด โฟกัสกับอะไรไม่ได้สักอย่างนอกจากเสียงอันน่าสยดสยองที่กำลังดังก้องอยู่ในหู เสียงแห่งความทรมานที่ไม่มีวันจบสิ้น

เหมือนกับผมกำลังดำดิ่งสู่ความมืดภายในจิตใจและหาอะไรยึดเหนี่ยวเอาไว้ไม่ได้‘อย่าฟังเสียงร้องโหยหวนนั่นเด็ดขาด’คำพูดของยูริทำให้ผมกลับมาได้สติอีกครั้ง ผมฝืนตัวเองและยืนขึ้น เสียงร้องโหยหวนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง มันกำลังกัดกินสติสัมปชัญญะของผมให้หลุดไปทีละเล็กทีละน้อย แต่ผมก็พยายามตั้งสมาธิ ผมจะปล่อยให้ตัวเองเสียสติไปไม่ได้ชายคนหนึ่งที่ใส่เสื้อกาวน์กำลังเดินมาทางผม ผมจึงเดินเข้าไปหาเขา ชายคนนั้นรูปร่างผอม หัวล้านและมีหนวดเคราที่รกรุงรัง

อยู่เต็มใบหน้า“สหาย…นั่นมัน…คืออะไรกันน่ะ?” ผมถามเขาพร้อมกับชี้ไปยังปากทางเข้าถ้ำ “ข้างในนั้นมันจะพาเราไปไหน?”เขามองมาที่ผมด้วยสีหน้าที่งุนงง “นายไม่รู้งั้นเหรอ? ไม่มีใครบอกนายเรื่องนี้หรือไง?”“ผมพึ่งมาที่ชั้นห้าเป็นครั้งแรก ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย ช่วยเล่าให้ผมฟังทีเถอะ”นักวิทยาศาสตร์คนนั้นมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครมองพวกเราอยู่ จากนั้นเขาก็เขยิบมาใกล้ ๆ ผม“ที่นี่เคยเป็นระบบถ้ำขนาดใหญ่” เขาพูดเสียงเบากว่าเดิม “ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในละแวกนี้รายงานว่าได้ยินเสียงประหลาดดังออกมาจากเทือกเขา

บางครั้งก็มีคนหายตัวไปบนเทือกเขาแห่งนี้ด้วย กองทัพก็เลยส่งทหารห้านายมาตรวจสอบที่นี่”“เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขางั้นเหรอ?”“มีแค่คนเดียวที่รอดออกมาได้ พวกเขาพบชายคนนั้นในอีกสามวันให้หลัง กำลังเดินเตร็ดเตร่ราวกับคนไร้สติอยู่ข้างนอกนั่น บ่นพึมพำเกี่ยวกับความมืด

เลือดและอะไรบางอย่างที่อยู่ใต้ผิวหนังของเขาอยู่ตลอดเวลา เมื่อทางกองทัพส่งทหารอีกหน่วยหนึ่งออกตามหาสหายอีกสี่คนที่เหลือ พวกเขาก็ได้ลงมาที่นี่และพบกับทางเข้าถ้ำข้างใน ดูเหมือนว่าพวกเขาใช้ระเบิดฆ่าตัวตายในขนะที่พยายามหนีออกมา และนั่นทำให้หินตกลงมาปิดทางเข้าถ้ำแห่งนี้”“ละ…แล้วคนที่อยู่ข้างถ้ำนี่ล่ะ?”“

คนที่อยู่ข้างในนั้นร้องโหยหวนมาตั้งแต่ตอนที่เรามาเจอถ้ำนี้เมื่อห้าปีที่แล้ว และไม่เคยมีแต่เสี้ยววินาทีเดียวเลยที่เสียงจะเงียบไป” แล้วชายคนนั้นก็หลบไปทางด้านข้างของผมและจากไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเขาคงไม่อยากคุยอะไรกับผมต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วผมรู้สึกประหม่าจนต้องกลืนน้ำลาย ตอนนี้ปากของผมแห้งไปหมด

และรู้สึกจุกที่ลำคออย่างบอกไม่ถูก“ดีใจที่เราได้มาร่วมงานกันนะ พลทหาร” เสียงหนึ่งดังออกมาข้างผม ผมจึงหันไปแล้วได้พบกับผู้กอง เซอร์เก้ ยาคอนทอฟ ในระยะประชิด เขายิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ไฟแห่งความเกรี้ยวกราดในดวงตาทั้งสองข้างของเขายังคงคุกรุ่นอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง“สวัสดีครับท่าน!” ผมทำความเคารพ

พร้อมกับกัดฟันกรามไว้แน่นเพื่อระบายความไม่พอใจที่มีต่อเขา “พร้อมรับคำสั่งครับ!”เซอร์เก้ยิ้มกว้างกว่าเดิม “ที่นี่ไม่มีงานของทหารให้ทำเยอะนักหรอกพลทหาร นายแค่ต้องรอ…ยืนประจำจุดและคอยดูแลความปลอดภัยเท่านั้น เดี๋ยวนายไปยืนประจำจุดตรงนั้นจนกว่าจะได้ปล่อยออกไปจากที่นี่แล้วกัน” เขาชี้ไปที่ช่องเล็ก ๆ ข้างกำแพง

ที่มีขนาดใหญ่พอให้คนคนหนึ่งเข้าไปยืนได้“รับทราบครับ!” ผมกัดฟันตอบจากนั้นก็เดินเข้าไปยืนทำหน้าที่ที่จุดประจำการที่เขาบอกเสียงกรีดร้องโหยหวนนั่นยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทและบั่นทอนสภาพจิตใจของผมให้แย่ลงเรื่อย ๆ ผมพูดอะไรไม่ออกเลย เสียงพวกนั้นดังออกมาอย่างต่อเนื่องและไม่มีแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวที่พวกเขาจะหยุดพักหายใจ อีกอย่างมนุษย์เราไม่ควรจะส่งเสียงดังขนาดนี้ได้ทั้ง ๆ ที่มีหินหรือกำแพงกั้นเราเอาไว้อยู่ — ถ้าสิ่งที่อยู่ข้างในเป็นมนุษย์ล่ะก็นะ — แต่ยังไงซะในตอนนี้มันก็ดังจนกลบเสียงอย่างอื่นเกือบทั้งหมดผมมองไปรอบ ๆ ห้องเพื่อพยายามมองหาอะไรที่จะทำให้ผมไม่ต้องไปโฟกัสกับไอ้เสียงบ้านี่ ที่นี่เป็นโถงทางเดินขนาดใหญ่ที่ทอดยาวออกไปหลายสิบเมตร มีช่องเล็ก ๆ เหมือนกับจุดที่ผมยืนอยู่หลายช่องบนกำแพง บางช่องก็มีทหารที่ตาแข็งราวกับศพยืนอยู่และอีกหลายช่องก็ถูกปล่อยทิ้งว่างเอาไว้ตรงกลางห้องเต็มไปด้วยโต๊ะและเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ พร้อมกับเหล่านักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่ยืนควบคุมการทำงานของมันอยู่ เกือบแทบทุกคนที่ผมเห็นกำลังใส่เครื่องป้องกันการได้ยินเพื่อป้องกันตัวเองจากเสียงอันน่าสยดสยองนี้ พวกเขาดูวุ่นอยู่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีเทคโนโลยีที่ค่อนข้างซับซ้อนซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักทางด้านขวาของปากถ้ำมีปืนใหญ่กระบอกหนึ่งตั้งอยู่ซึ่งบรรจุกระสุนพร้อมยิง ปลายกระบอกปืนจ่อไปที่ทางเข้าที่เต็มไปกองหินขนาดใหญ่ที่กั้นระหว่างเรากับอะไรสักอย่างที่กำลังโหยหวนอยู่ข้างใน รอบปืนใหญ่มีชาย 5 คนยืนอยู่ พวกเขาสวมเครื่องแบบที่ผมเองก็จำไม่ได้ว่าเป็นของหน่วยไหนและสวมเครื่องป้องกันการได้ยินทุกคน เห็นได้ชัดว่าชีวิตของผมมีค่าน้อยกว่าพวกเขาทุกคนหลังจากที่สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเริ่มหมดความน่าสนใจ เสียงร้องโหยหวนก็กลับมาอีกครั้ง ดังและน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ผมโฟกัสกับอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากเสียงนั่น และยิ่งฟังมันนานมากเท่าไหร่ผมก็ยิ่งแน่ใจว่าไอ้สิ่งที่อยู่ข้างในมันต้องไม่ใช่มนุษย์แน่ ๆ เสียงแผ่วเบาอันสุดแสนน่ากลัวนี้คอหอยของมนุษย์คงไม่มีวันที่จะเปล่งออกมาได้ไอ้สิ่งที่อยู่ข้างในมันต้องไม่ใช่มนุษย์อย่างแน่นอนกาลเวลาไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอีกต่อไป ผมยืนอยู่ที่นั่นนานเท่าไหร่กันนะ? หลายนาที? หลายชั่วโมง? หลายวัน? ผมไม่รู้เลย ไม่มีอะไรที่ผมสามารถใช้ยึดเหนี่ยวสติของตัวเองเอาไว้ ไม่มีอะไรที่สามารถบอกเวลาที่ผ่านไปได้ มีเพียงแค่เสียงโหยหวนของคนที่ติดอยู่ข้างในเท่านั้นแล้วผมก็กลับมาได้สติอยู่ชั่วขณะหนึ่ง พร้อมกับความสับสนว่าผมกำลังอยู่ที่ไหนและนี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น สิ่งเดียวที่ยังทำให้ผมยืนอยู่ได้ในตอนนี้คือกำแพงทางด้านหลังที่ผมทิ้งตัวลงไปพิงกับมัน แม้แต่ตอนหลับตาลง ภาพของถ้ำแห่งนี้ก็ยังคงชัดเจนอยู่ในหัวของผม ภาพของปากทางเข้าที่มีกองหินกั้นกลางระหว่างผมกับอะไรสักอย่างข้างใน ผมไม่รู้ว่าผมอยู่ตรงนี้นานเท่าไหร่ จนกระทั่งสิ่งที่ยูริพูดแวบเข้ามาในหัวของผม‘ถ้าเกิดแกรู้สึกว่าแกทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ทำสิ่งที่แกต้องทำซะ ทำยังไงก็ได้ให้ได้ออกมาจากที่นั่น’ผมมาสมัครเป็นทหารเพื่อรับใช้ชาติและยินดีที่จะสละชีวิตเพื่อแผ่นดินนี้ แต่นี่…นี่มันอะไรกันเนี่ย มันไม่ใช่หน้าที่ที่ผมควรมาทำเลย ผมต้องออกจากที่นี่ให้ได้ ก่อนที่จะเสียสติไปมากกว่านี้ผมล้มตัวลงให้ดูสมจริงมากที่สุด ค่อย ๆ เอนตัวลงไปราวกับคนหมดสติก่อนที่หน้าของผมจะแนบลงไปกับพื้น ผมหลับตาลงและนอนแผ่อยู่แบบนั้น“ไปตามหมอมา!” ใครบางคนตะโกนขึ้นมา แทบจะฟังไม่รู้เรื่องเลยท่ามกลางเสียงโหยหวนนี่ เสียงรองเท้าคอมแบทหลายคู่กระทบกับพื้นห้องจนสั่นสะเทือน พลทหารหลายนายวิ่งมาหาผมและพลิกตัวผมให้นอนหงาย ผมหลับตาปี๋และยังคงแกล้งทำเป็นไม่ได้สติอยู่“เราต้องพาเขาไปที่กองพยาบาล” เสียงของใครสักคนยืนพูดอยู่ข้าง ๆ ผม “เขาอาจจะช็อกจนสลบไป ไม่ว่าใครก็ยืนอยู่ที่นี่ได้ไม่นานหรอก”ผมรู้สึกว่ามีคนมาจับที่แขนทั้งสองข้างและช่วยกันพยุงตัวผม ผมกำลังถูกพาไปที่ไหนสักแห่ง ซึ่งผมหวังว่ามันคงจะเป็นทางออกจากชั้น 5จากนั้นพวกเราก็หยุดเดิน“ไม่ได้”เสียงของเซอร์เก้ เขาอยู่ตรงหน้าผม ระหว่างผมกับทางออกของชั้น 5แม่งเอ๊ย!“ท่านครับ…พลทหารคนนี้หมดสติ ที่นี่อาจจะหนักเกินไปสำหรับเขา เราต้องรีบพาเขาไป—”“ไม่ได้ พลทหารคนนี้โดนทำโทษโดยการถูกส่งมาอยู่ที่นี่ เขาจะไม่ได้ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าเขาจะฟื้น พาเขาไปที่คุก โยนเข้าไปในห้องขังแล้วล็อกกุญแจเอาไว้ รับรองว่าเขาจะต้อง…หลับสบายหายห่วงอยู่ในนั้นจนกว่าจะตื่นขึ้นมา จะส่งแพทย์หรือพยายาลไปดูอาการด้วยก็ได้นะแล้วแต่พวกนาย”“แต่ท่านครับ เขา…”“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น นี่เป็นคำสั่ง”“…เข้าใจแล้วครับ”แล้วผมก็ถูกพยุงไปยังอีกทางหนึ่ง ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในหัวสมองของผม นอกจากผมจะออกจากชั้น 5 ไม่ได้แล้ว ผมยังต้องถูกขังอยู่ในคุกจากความปรารถนาดีของท่านยาคอนต๊อบอีกต่างหากแต่ถ้าผมรีบตื่นมาในตอนนี้ เขาต้องรู้ว่าผมแกล้งหมดสติแน่ ๆ ถ้าการถูกส่งลงมายังชั้น 5 คือการลงโทษจากการที่ผมถามเรื่องยูริ ผมก็ไม่อยากจะนึกเลยว่าผมจะโดนอะไรบ้างจากการแกล้งหมดสติครั้งนี้พวกเขาวางผมที่พื้นหินเย็น ๆ จากนั้นเสียงของประตูเหล็กก็ถูกปิดลงจากที่ไหนสักแห่ง แล้วทุกอย่างก็เงียบลง เหลือเพียงแต่เสียงโหยหวนของชั้น 5 เท่านั้นที่ยังดังอยู่เวลาล่วงเลยผ่านไปอีกครั้ง จากนาทีเป็นชั่วโมง และสิ่งเดียวที่ยังอยู่กับผมเสมอในทุกวินาทีคือเสียงโหยหวนที่อยู่ข้างนอกทันใดนั้นเองผมก็รู้สึกตัวและกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง ผมใช้เวลาอยู่แป๊บหนึ่งก่อนที่จะรู้ตัวว่าอะไรทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์อันน่าสยดสยองนี้ความเงียบ ทุกอย่างเงียบสนิทเสียงร้องโหยหวนนั่นหายไปแล้วหนึ่งวินาทีแห่งความว่างเปล่าราวกับโลกใบนี้นั้นหยุดหมุนไปชั่วขณะแล้วเสียงแตรและสัญญาณฉุกเฉินก็ดังขึ้นมาจากข้างนอกห้องขังของผม เสียงรองเท้าคอมแบทดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องโถงในขณะที่ทหารทุกนายวิ่งเข้าประจำตำแหน่งผมลุกขึ้นมาและวิ่งไปที่ประตูเหล็กของห้องขังอย่างรวดเร็วพร้อมกับทุบมันด้วยกำปั้นของผมหลายครั้ง “ปล่อยกูไป! ปล่อยกูออกไปเดี๋ยวนี้! ไอ้บ้าเอ๊ย!” ซึ่งก็ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาแล้วใครสักคนก็กรีดร้องออกมา เสียงร้องโหยหวนของสิ่งที่ไม่น่าใช่มนุษย์ เสียงเดียวกับที่ผมได้ยินมันดังออกมาจากถ้ำก่อนหน้า เว้นแต่ว่ารอบนี้ มันใกล้เข้ามาและใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ จากโถงทางเดินนอกห้องจากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด แล้วก็ตามมาอีกหนึ่งนัด ก่อนที่จะกลายเป็นเสียงปืนที่พากันระดมยิงใส่อะไรสักอย่าง และไม่นานนักพื้นดินก็สั่นสะเทือนจากแรงระเบิดของปืนใหญ่ที่ผมเคยได้เห็นมันครั้งเดียวก่อนที่จะถูกขังอยู่ในห้องนี้เสียงร้องตะโกนเริ่มดังมากขึ้นเพราะทหารหลายนายทยอยตามเข้ามาสมทบ…แต่สุดท้ายก็ดูจะไม่ได้ดังมากมายอะไรนัก พวกเขาตะโกนแหกปากด้วยความหวาดกลัวก่อนจะจบลงด้วยเสียงจุกในลำคอเพราะเลือดที่เอ่อล้นออกมาจากปากผมถอยออกห่างจากประตูก่อนจะลงไปนอนขดอยู่ที่พื้นแล้วใช้มือปิดหูทั้งสองข้างของตัวเอง มีอะไรบางอย่างกระแทกกับประตูเหล็กของห้องผมดังตึ้ง! ก่อนที่ของเหลวสีแดงจะไหลเข้ามาในห้องผ่านทางช่องเล็ก ๆ ทางด้านล่างของบานประตูแล้วก็มีเสียงโลหะกระทบกันดังออกมาจากข้างนอก พร้อมกับเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของใครสักคนที่ถูกประตูขนาดยักษ์ฉีกร่างของพวกเขาออกเป็นสองส่วน จากนั้นเสียงโหยหวนอันน่าสยดสยองนั่นก็ไกลออกไป ขึ้นไปยังชั้นบนของฐานที่มั่นแห่งนี้และแล้วชั้นที่ 5 ก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งผมอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ตอนนั้น ผมเปิดประตูห้องขังจากด้านในไม่ได้ เท่าที่ผมรู้นี่มันก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ถึงความหิวและความกระหายกำลังทำให้ผมทรมานแต่ผมก็ต้องอดทน รออย่างมีความหวังว่าใครสักคนจะมาช่วยผม ผมต้องเตือน…ใครสักคน พวกเขาต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นที่นี่

see also : สาวในฝัน Original : Dream Woman