บทความ » ผ่าสงครามน้ำดื่มวิตามิน แบรนด์ใหญ่ลงสนามดุเดือด

ผ่าสงครามน้ำดื่มวิตามิน แบรนด์ใหญ่ลงสนามดุเดือด

9 ธันวาคม 2020
762   0

ผ่าสงครามน้ำดื่มวิตามิน แบรนด์ใหญ่ลงสนามดุเดือด

ผ่าสงครามน้ำดื่มวิตามิน แบรนด์ใหญ่ลงสนามดุเดือด วันนี้ถนนทุกสายใน ‘อุตสาหกรรมน้ำดื่ม’ กำลังมุ่งไปสู่ถนนเส้นใหม่ที่ชื่อว่า ‘น้ำดื่มวิตามิน’ ซึ่งกำลังเติบโตด้วยอานิสงส์การระบาดของโรคโควิด-19 

แม้น้ำดื่มวิตามินไม่ใช่ของใหม่ในบ้านเรา แต่วันนี้ต้องยอมรับว่า เป็นตลาดที่เนื้อหอมที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำดื่ม เพราะนอกจากผู้เล่นที่เปิดตัวไปแล้ว ยังมีผู้เล่นอีกจำนวนมากที่กำลังซุ่มเปิดตัวอยู่

ท้ายที่สุดมีการประเมินว่า จากผู้เล่นหลัก 10 ราย ในอีก 3 ปีอาจจะเหลือเพียงแค่ 2-3 รายเท่านั้น เพราะที่สุดแล้วการจะอยู่รอดหรือไม่นั้นอยู่ที่ ‘สายป่าน’ ด้วย สำคัญที่สุดไม่ได้เป็นเรื่องของ ‘กำไร’ เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘การเข้าถึงผู้บริโภค’ ด้วยต่างหากที่จะมองข้ามไม่ได้ 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า วันนี้ถนนทุกสายใน ‘อุตสาหกรรมน้ำดื่ม’ กำลังมุ่งไปสู่ถนนเส้นใหม่ที่ชื่อว่า ‘น้ำดื่มวิตามิน’ เห็นได้ชัดเจนจากในปีนี้มีแบรนด์ใหม่ๆ ที่กระโดดเข้ามาร่วมเกมรบกันอย่างคึกคักไม่ต่ำกว่า 5 แบรนด์ด้วยกัน

คำถามคือ อะไรที่ทำให้ ‘น้ำดื่มวิตามิน’ กลายเป็นดาวที่เจิดจรัสขึ้นมาท่ามกลางแสงของเครื่องดื่มอื่นๆ ที่หม่นหมองลง 

คำตอบคือตัวเลขการเติบโตที่กำลังก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก

เทียบให้เห็นภาพตลาดน้ำดื่ม 8 เดือนแรกของปี 2563 มีมูลค่า 18,956 ล้านบาท หดตัวลงถึง 6.3% จากผลกระทบปัจจัยทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อ มองลึกลงไปหน่อย จะเป็นน้ำเปล่า 15,371 ล้านบาท หดตัว 3% น้ำแร่มูลค่า 2,381 ล้านบาท หดตัว 24.2% 

ขณะที่ ‘น้ำดื่มวิตามิน’ มีมูลค่า 1,203 ล้านบาท เติบโตถึง 75.1% โดยในปีนี้คาดการณ์ว่า จะเติบโตจนมีมูลค่า 2,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 3,500 ล้านบาทในปี 2664 ได้ไม่ยาก

จึงไม่ต้องแปลกใจหาก ‘ตัน ภาสกรนที’ ซึ่งมีประสบการณ์ปลุกปั้นแบรนด์ชาพร้อมดื่มมา 2 แบรนด์ และอยู่ในวงการนี้มากว่า 20 ปี จะเปรียบเทียบว่าน้ำดื่มวิตามินก็คือชาพร้อมดื่มที่ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน

“ทุกๆ 10 ปี หรือ 20 ปี จะมีถนนเส้นใหม่เกิดขึ้น ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อนถนนเส้นนั้นคือชาพร้อมดื่ม แต่วันนี้ถนนได้เปลี่ยนมาสู่น้ำดื่มวิตามินเรียบร้อยแล้ว”

 ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตันกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ชิงฐานลูกค้าจาก ‘น้ำเปล่า’ และ ‘น้ำแร่’ 

น้ำดื่มวิตามินไม่ได้ถือว่าเป็นของใหม่ ยิ่งต่างประเทศเกิดขึ้นมานานแล้ว ในบ้านเราก็มีให้พบเห็นไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่สาเหตุที่ทำให้จู่ๆ น้ำดื่มวิตามินมีกลิ่นที่หอมหวลขึ้นมา เกิดจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่หลายคนเปรียบเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3

การระบาดดังกล่าวทำให้พฤติกรรมใส่ใจสุขภาพของผู้บริโภค จากที่มาแรงอยู่แล้วยิ่งมาแรงขึ้นไปอีก จึงหันไปหาเครื่องดื่มที่เชื่อว่าจะช่วยเรื่องของสุขภาพ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือน้ำดื่มวิตามิน

ถึงจะบอกว่าเป็นเทรนด์สุขภาพ ทว่าการเติบโตของน้ำดื่มวิตามินไม่ได้เกิดจากการไปแย่งชิงส่วนแบ่งจากเครื่องที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นหลัก อย่างเช่นน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ที่ต่างมีคุณสมบัติที่แฝงเหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าน้ำดื่มวิตามินไปแย่งชิงฐานคนดื่มมาจากน้ำเปล่าหรือน้ำแร่ 

“จริงๆ แล้วฐานลูกค้าหลักๆ ของน้ำดื่มผสมวิตามินไม่ได้ไปแย่งกลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์ แต่จริงๆ เป็นกลุ่มน้ำเปล่ามากกว่า เพราะน้ำดื่มผสมวิตามินให้ความสดชื่นเหมือนน้ำเปล่าก็จริง แต่เหนือกว่าตรงที่มีวิตามินเข้ามาสร้างความแตกต่าง” เจษฎา อุดมถิรพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ยันฮี วิตามิน วอเตอร์ จำกัด ให้เหตุผลกับ THE STANDARD 

‘ยันฮี’ คือเจ้าตลาด

อย่างที่บอกไปว่า น้ำดื่มวิตามินไม่ใช่ของใหม่ ช่วงปีก่อนหน้านี้จึงมีหลายแบรนด์พาเหรดเข้าสู่ตลาดบ้างแล้ว แต่ไม่ได้ออกตัวตรงๆ ว่าเป็นน้ำดื่มวิตามิน ทั้ง Goodmood ของค่ายซันโทรี่ เป๊ปซี่โค

ที่นำสินค้ายอดฮิตจากญี่ปุ่นอิมพอร์ตเข้ามาขายในไทย ซึ่งเดิมนั้นวางขายขวดละ 25 บาท แต่ปัจจุบันได้ปรับราคาเหลือ 20 บาท อีกแบรนด์ที่อยู่ในเครือเป๊ปซี่คือ Aquafina BiO วางขายในราคา 20 บาท 

และยังมี B’lue ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Danone Group ยักษ์ใหญ่ด้านตลาดผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนม (Dairy Products) และ Sappe เจ้าตลาดในกลุ่มเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์ที่เปิดตัวช่วงต้นปีที่แล้ว วางขายในราคา 20 บาท 

ทว่าแบรนด์ที่มาก่อนเหล่านั้นเมื่อมองเข้าไปกลับพบว่า ส่วนแบ่งยังไม่ได้สูงมากนัก อาจเป็นเพราะในช่วงเวลานั้นผู้บริโภคยังไม่รู้จักคุณสมบัติของน้ำดื่มวิตามินว่าคืออะไร ทำให้ไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควร

มีเพียงแบรนด์เดียวที่เข้ามาก่อนเพื่อน และวันนี้ได้กลายเป็นเจ้าตลาดนี้คือ ‘ยันฮี’ ซึ่งความได้เปรียบคือ การที่มีชื่อเดียวกับแบรนด์โรงพยาบาลที่โด่งดังเรื่องความงาม ทำให้การจดจำแบรนด์เป็นไปได้ง่ายมากขึ้น อีกทั้งความแข็งเกร่งในช่องทางเทรดดิชันนัลเทรด หรือร้านโชห่วยเข้ามาช่วยเสริม

‘อิชิตัน’ พร้อมล้มแชมป์

สำหรับปีนี้เรียกว่าคึกคักเป็นอย่างมาก เพราะมีนักชกหน้าใหม่เปิดตัวเข้าสู่ตลาดกันอย่างคึดคัก และต่างเป็นยักษ์ใหญ่ทั้งสิ้น ได้แก่ Vitaday ของเจนเนอรัล เบฟเวอร์เรจ เปิดตัวปลายเดือนเมษายน วางขายในราคา 17 บาท 

และยังมีอิชิตันของ ‘ตัน ภาสกรนที’ ที่เริ่มชิมลางในตลาดน้ำดื่มผสมวิตามินไปเมื่อ 3-4 เดือนก่อนกับ อิชิตัน น้ำด่าง 8.5 ผสมวิตามินบีรวม (Ichitan PH Plus 8.5) และล่าสุดได้เพิ่มเข้ามาในพอร์ตอีก 2 ชนิดคือ

อิชิตัน วิตามิน วอเตอร์ ซี พลัส อี (Ichitan Vitamin Water C Plus E) เบื้องต้นมาพร้อมขนาด 550 มิลลิลิตร ราคา 20 บาท และ 350 มิลลิลิตร ราคา 10 บาท และอิชิตัน วิต ซีซี (Ichitan Vitt CC) ขนาด 280 มิลลิลิตร ราคา 15 บาท

สิ่งที่น่าสนใจคือ วิตามิน วอเตอร์ ซี พลัส อี ที่ออกมาชนเต็มๆ กับเจ้าตลาดที่มาก่อนแล้วโดยเฉพาะกับ ‘ยันฮี’ โดยอิชิตันเตรียมปรับขนาดและราคาให้ลดลงมาเหลือ 17 บาท ขณะเดียวกันการมีราคา 10 บาทยังถือเป็นเกมที่อิชิตันฉีกออกมาจากผู้เล่นรายอื่นๆ ในตลาด 

ตันบอกว่า ราคานี้นอกจากจะทำให้ซื้อง่ายขายคล่องในช่องทางร้านโชห่วยแล้วราคา 10 บาทยังทำให้อิชิตันไม่จำเป็นต้องอัดโปรโมชันขนาดใหญ่ ทำให้ไม่เข้ามาตัดทอนในส่วนของกำไรไป แม้จะได้กำไรน้อยหน่อย แต่อิชิตันอาศัยว่าขายได้ในจำนวนที่มากซึ่งจะมีต้นทุนที่ต่ำลง กำไรจึงมีเพิ่มขึ้นไปด้วย

บทความอื่นๆ ถ้าการเมืองดี คงไม่มีซีรีส์ Private Lives