บทความ » พูดดีมีกำไร พูดยังไงให้ไม่ขาดทุน แค่อ่านไม่พอต้องฝึกด้วย

พูดดีมีกำไร พูดยังไงให้ไม่ขาดทุน แค่อ่านไม่พอต้องฝึกด้วย

31 มกราคม 2021
322   0

พูดดีมีกำไร พูดยังไงให้ไม่ขาดทุน แค่อ่านไม่พอต้องฝึกด้วย

พูดดีมีกำไร พูดยังไงให้ไม่ขาดทุน แค่อ่านไม่พอต้องฝึกด้วย หนังสือเขียนเกี่ยวกับการใช้คำพูดเป็นหลัก โดยใช้ลักษณะของคำพูด และรูปแบบของการกระทำ เป็นตัวบอกว่าแบบไหนสร้าง ‘กำไร’ (ส่งผลบวกให้กับผู้พูด) แบบไหนทำให้ ‘ขาดทุน’ (ส่งผลลบให้กับผู้พูด หรือทำให้สถานการณ์แย่ลง) 

เนื้อหาในหนังสือแบ่งเป็น 5 บท (รวมบทนำและบทส่งท้าย) โดยในบทที่ 1 ถึง 3 จะมีหัวข้อย่อยๆ อธิบายถึง คำพูดและรูปแบบของกระทำ ในสถานการณ์ต่างๆ พร้อมยกตัวอย่างทั้งดีและไม่ดี โดยก่อนเริ่มหัวข้อย่อย

จะมีการแสดงผลจากโพลว่าคำพูด/การกระทำที่ได้ ‘กำไร’ และ ‘ขาดทุน’ และมีผู้โหวตกี่ % ว่าพูด/ทำแบบนั้นแล้วภาพลักษณ์ดีหรือแย่ นอกจากนี้ตอนท้ายหัวข้อจะมีสรุปจุดที่ได้กำไร เป็นการทบทวนกันอีกครั้ง

มาดูรายละเอียดของแต่ละบทกันค่ะ

บทนำ

เนื้อหาสั้นๆ ในบทนี้ เป็นการปรับจูนความคิดเกี่ยวกับเรื่องการใช้คำพูด พร้อมยกตัวอย่างที่คุณทัตสึนาริพบมากับตัวเอง อย่างที่แกบอกว่า “หลังๆ มานี้ ผมได้กำไรจากการเปลี่ยนวิธีพูดมากทีเดียว”

บทที่ 1 ครอบครัวและเพื่อนฝูง

ในบทนี้มี 16 หัวข้อย่อย แค่เปิดมาหัวข้อแรกก็คงโดนใจหลายๆ คนแน่นอน กับพฤติกรรมที่ว่า พออีกฝ่ายเล่า ก็เริ่มเล่าเรื่องตัวเองบ้าง อิงเชื่อว่าหลายคนเป็นแบบนี้ ขณะที่หลายคนเจอแบบนี้ เช่นเดียวกับหลายๆ หัวข้อย่อยในบทนี้ ที่การเป็นผู้ฟังที่ดีกลายเป็นการกระทำที่ทำให้เราได้กำไร แทนที่จะรีบแย่งอีกฝ่ายพูดหรือตอบแบบขอไปที 

ส่วนในหัวข้อย่อยที่ 11 เรื่องการตอบรับเมื่อได้รับคำชม เอามาปรับใช้กับเรื่องงานก็ได้ หลายคนมักจะเขิน เมื่อถูกคนอื่นชม ก็เลยถ่อมตัวไปว่า “ไม่หรอกค่ะ” “ไม่หรอกครับ” ข้อนี้อิงเห็นหนังสือหลายเล่ม แนะนำคล้ายๆ กัน คือ ให้เรายิ้มรับคำชมนั้น พร้อมขอบคุณด้วยความจริงใจ ถ้าจะเพิ่มบริบทของงานเข้าไป อิงแนะนำให้ถือโอกาสแชร์คำชมนั้นไปยังทีมงานของเราด้วย 

ตัวอย่างเช่น 

คุณ ก ชมเราว่า “งานประชุมครั้งนี้จัดได้เยี่ยมเลยนะครับ คนมากันครบ แถมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์กับงานดีมากเลยครับ”

เรา ตอบกลับว่า “ขอบคุณสำหรับคำชมค่ะ งานนี้ทุกคนในทีมตั้งใจทำเต็มที่ ใช้เวลาเตรียมงานกันมาหลายสัปดาห์เลย ค่ะ ดีใจที่คุณ ก ชอบและยังมอบคำชมให้อีก น้องๆ ต้องปลื้มใจแน่นอนค่ะ” (เป็นการหยอดคำชมกลับไปยังคุณ ก อีกต่างหาก) …นอกเรื่องครอบครัวและเพื่อนฝูงไปแวะเรื่องงานซะแล้ว… 

บทที่ 2 งานสังสรรค์และการออกเดต

ในบทนี้มี 12 หัวข้อย่อย บทนี้เป็นการย้ำว่างานสังสรรค์ และการออกเดตเป็นสิ่งสำคัญในสังคมของคนญี่ปุ่นค่ะ ยอมรับว่าอ่านแล้ว ไม่ค่อยอินเท่าไหร่ สำหรับคน introvert อย่างอิง ที่ชอบอยู่บ้านมากกว่า 

แต่หัวข้อย่อยหลายข้อสามารถเอาไปปรับใช้ กับเรื่องส่วนตัว และการทำงานได้ เช่น หัวข้อ 19 ที่ให้คุยด้วยถ้อยคำ ของ อีกฝ่าย หรือพูดง่ายๆ ว่าใช้คำศัพท์และสไตล์คำพูดที่อีกฝ่ายใช้ อย่างเช่นคุณคุยงานกับหน่วยงานราชการ เรื่องการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน เรามักได้ยินว่าจัดซื้อคุรุภัณฑ์ เราก็ควรเรียกคุรุภัณฑ์ตามเขาค่ะ จะได้คุยภาษาเดียวกัน

บทที่ 3 ที่ทำงานและธุรกิจ

ในบทนี้มี 16 หัวข้อย่อย ซึ่งทั้ง 16 หัวข้อย่อย ถือว่าเอามาปรับใช้กับสังคมการทำงานของไทยได้เป็นอย่างดี 

สำหรับน้องๆ ที่ต้องนำเสนองานให้หัวหน้าทีมหรือเจ้านายฟัง อย่าลืมเอาคำแนะนำในหัวข้อ 30 ไปใช้นะคะ หากเราอยากเติบโตในการทำงานเราต้องคิด และ ทำ ไม่ใช่รอเขามาบอกให้ทำ 

และสำหรับผู้ที่เป็นผู้นำทีมหรือหัวหน้างาน หัวข้อ 40 มีความสำคัญในการสร้างทีมมากค่ะ เพรา ะผลงานของทีมที่ออกมาเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนช่วยกันทำ ออกมา ไม่ใช่ผลงานของเราคนเดียว อย่าลืม แสดงความขอบคุณคนอื่นๆ ในทีม (ต่อหน้าและลับหลัง) เป็นการให้กำลังใจน้องๆ ในการก้าว ไปพร้อมกับเราค่ะ

บทที่ 4 15 ประโยคเด็ด ‘ที่ได้กำไร’ เพียงเปลี่ยนวิธีพูด

ในบทนี้จะพูดถึง 15 ประโยค/คำพูด ที่ขาดทุน เทียบกับ ที่ได้กำไร 

แต่ที่สำคัญ คือ อย่าลืมดูบริบทประกอบนะคะ ไม่เช่นนั้นแค่อ่านคำในกรอบ (ที่ได้กำไร) แล้วพูดตาม จะกลายเป็นขาดทุนเอานะคะ (อย่าลืมทำความเข้าใจ กับ คำอธิบายประกอบในแต่ละหน้าด้วย)

บทส่งท้าย

คุณทัตสึนาริสรุปให้ว่า “หัวใจของวิธีพูดอยู่ที่ว่า อีกฝ่าย รู้สึกอย่างไร” หมายความว่า คำพูดเดียวกัน การจ ะให้ผลอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับ ‘อีกฝ่าย’ และบริบทรอบข้างอีกหลากหลาย 

ถึงแม้ว่า ในหนังสือ จะมีแนวทาง และ ผลโพลให้ แต่ก็เป็นแค่แนวทางค่ะ เวลาเรานำไปใช้ จึงไม่ได้เป็น การนำไปใช้ตรงๆ แต่เป็นการประยุกต์ใช้ และ นั่นทำให้ การพูด เป็น ‘ศิลปะ’ ไม่ใช่สูตรคูณค่ะ

ความคิดเห็นของฉัน

ที่จริงแล้วสิ่งที่อธิบายไว้ใน หนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่เทคนิคพิสดารอะไรเลย ลักษณะคำพูดหรือการกระทำนั้นก็แสนธรรมดา แต่การจะรู้สิ่งที่หนังสือ เขียนไว้ หรือฉุกคิดว่าสิ่งที่เราพูด/ทำนั้นกำไรหรือขาดทุน ต้องอาศัยประสบการณ์ และ การทบทวนสิ่งที่เราพูด/ทำ

เพียงแต่ บางครั้งบท เรียนบางบทเรียนก็มี ราคาแพงเกินกว่าที่เราจะจ่ายไหวค่ะ ดังนั้นการสละเวลาอ่านหนังสือ คิดตาม แล้วลองเอาไปใช้ ถือเป็น การประหยัดเวลาและเจ็บตัวน้อยกว่า

นอกจากนี้ อิงว่าไม่ใช่แค่ “คำพูด” ที่เป็นจุดขายของหนังสือ (ทั้งชื่อเรื่องและเนื้อหา) แต่การจะ ทำตามคำแนะนำในหนังสือได้ ต้องเปลี่ยน วิธีคิดด้วยค่ะ ทั้งการรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง การ คิดถึงจิตใจของอีกฝ่าย และ การคำนึงถึงส่วนรวม รวมถึงการมีสติในระหว่างการสนทนา ไม่เช่นนั้น จะเป็นแค่การท่องจำบท และ พูดออกมาอย่างไม่จริงใจเท่านั้นเอง

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ คือ

  • เป็นหนังสือที่อ่านง่าย (อีกแล้วค่ะ)
  • มีผลโหวตประกอบ (อย่า ไปซีเรียสกับ ตัวเลขเป๊ะๆ) ทำให้พอเห็นว่าคนอื่นคิดอย่างไร (เป็นการชวนเชื่อรูป แบบนึง)
  • มีตัวอย่างประกอบตลอด ทำให้เห็นภาพ (แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าตัวอย่างนั้นมาจากเรื่องจริงหรือไม่)
  • บริบทของสังคมญี่ปุ่นมี ความใกล้เคียง กับ สังคมไทยมากกว่าหนังสือจากฝั่งอเมริกาและยุโรป ทำให้เอาไปปรับใช้ได้ค่อนข้างง่าย

หนังสือ อ่านเพลิน อิงแนะนำว่าอ่านไปก่อนรอบนึง แล้วพอเราเจอสถานการณ์ที่คล้ายกันให้ลอง กลับมาอ่านอีกรอบค่ะ 

หรือไม่ ก็ลองแบบนี้ค่ะ เล็งสถานการณ์ที่ เราคิดว่าจะเจอในเร็ววัน อ่านไปด้วย จินตนาการให้ตัวเราเองอยู่ในสถานการณ์นั้นไปด้วย แล้วลองให้ตัวเราในจินตนาการตอบโต้ตามแบบที่สร้าง ‘กำไร’ ให้เรา เมื่อ เจอสถานการณ์ นั้นแล้ว ให้ย้อนกลับมาคิดว่าเราพูด/ทำอะไรไปบ้าง ปฏิกิริยาอีกฝ่ายหนึ่ งเป็นอย่างไร เรียนรู้และปรับปรุง

บทความอื่นๆ ความลับที่ …คนอ่านหนังสือรู้เท่านั้น