บทความ » ฟีโรโมนคืออะไร? ทำไมกลิ่นนี้ถึงได้ดึงดูดทั้งเพศหญิงและชาย

ฟีโรโมนคืออะไร? ทำไมกลิ่นนี้ถึงได้ดึงดูดทั้งเพศหญิงและชาย

18 มีนาคม 2021
557   0

ฟีโรโมนคืออะไร? ทำไมกลิ่นนี้ถึงได้ดึงดูดทั้งเพศหญิงและชาย

ฟีโรโมนคืออะไร? ทำไมกลิ่นนี้ถึงได้ดึงดูดทั้งเพศหญิงและชาย จากผลการวิจัยพบว่า สำหรับเพศชาย กลิ่นที่สร้างความสนใจทางเพศมากที่สุดเป็น กลิ่นเหงื่อของผู้หญิงที่อยู่ในช่วงไข่ตก ส่วนกลิ่นเหงื่อของหญิงที่ กินยาคุมกำเนิดไม่ได้ สร้างความสนใจให้พวกเขาเลย 

นอกจากเรื่องเซ็กซ์แล้ว การทำงานของฟีโรโมน ยังเกี่ยวข้องกับความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก เมื่อแม่สามารถดมกลิ่น จากเสื้อผ้าแล้วแยก ออกว่าชุดไหนเป็นของลูกตนเอง ส่วนลูกที่กินนมแม่ เมื่อได้กลิ่นฟีโรโมน จากรักแร้ของแม่ ก็สามารถแยกแยะออกว่าเต้าไหนเป็นของแม่ตน

สัตว์ต่างๆ จะแสดงออกถึงอาการติดสัดหรือฮีท เมื่อถึงช่วงฤดูผสมพันธุ์ เช่น แมวจะร้องหง่าวๆ หาคู่ ส่วนสุนัขตัวเมียจะมี มูกเลือดออก และ อวัยวะเพศบวม สำหรับ ลิงบาบูนตัวเมียก้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด วัวตัวเมีย จะยืน กระวนกระวายส่งเสียงร้องมูมู มีมูก ออกมาจากช่องคลอด แถม ยังปล่อยกลิ่นที่ อวัยวะเพศ จนสัตว์ตัวผู้ต้องเข้าไปดอมดม 

แต่สำหรับมนุษย์ เราแล้ว เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนเท่าไรนักว่าอาการจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ พวกเขา เชื่อกันว่า มนุษย์ทั้งเพศหญิงและชายล้วนมีการสื่อสารถึงกันในช่วงไข่ตก ผ่านฮอร์โมน ที่ชื่อ ฟีโรโมน (Pheromone) ซึ่งเป็นสารเคมีที่คนหรือสัตว์สร้างขึ้น วัตถุประสงค์คื อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ของ สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกัน รวมไปถึงกระตุ้นความต้องการทางเพศ โดยทั่วไปฮอร์โมน จะอยู่ภายในและออกฤทธิ์ในร่างกายตนเอง ในขณะที่ฟีโรโมนเป็นฮอร์โมน ที่ออกฤทธิ์ ภายนอกร่างกาย ส่งผลไปยังผู้อื่น 

การออกฤทธิ์ ของฟีโรโมน 

นพ.กุสตาฟ นักวิทยาศาสตร์ คนแรกที่ค้นพบฟีโรโมน ได้อธิบายว่า ฟีโรโมนเป็นสารที่เกาะติดกับไขมันที่ผิวหนัง และ รูขุมขน บริเวณจุดต่างๆ เช่น อวัยวะเพศ ทวารหนัก รักแร้ ขาหนีบ ซอกคอ ผิวหนัง น้ำปัสสาวะ ไม่มีกลิ่น แต่หาก มีแบคทีเรีย จึงเกิดกลิ่นเฉพาะ 

หลังจากนั้นได้มีหลักฐานระบุว่า ฟีโรโมน เกี่ยวข้องกับ การตกไข่ หลังการทดลองของนักวิจัยชื่อ มาร์ธา แมคคลินต็อก ที่ได้ค้นพบ ปรากฏการณ์ ‘McClintock Effect’ หลังเก็บเหงื่อของผู้หญิงคนหนึ่งให้ผู้หญิงอีกคนดม แล้วพบว่า วิธีนี้สามารถเร่งให้ไข่ตกเร็วหรือช้ากว่าเดิมได้ ขึ้นอยู่ว่า เก็บเหงื่อ ของผู้หญิง อีกคนในช่วงเวลาไหน

แม้งานวิจัยนี้ จะมีผู้แย้งว่า หลักฐาน ไม่ชัดเจน แต่ใน ชีวิตประจำวันเรามักพบว่า ผู้หญิงที่อยู่ใกล้ชิดกัน ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะแม่-ลูก หรือรูมเมตที่ อยู่ห้องเดียวกัน ประจำเดือนมักมาพร้อมกัน ซึ่งเชื่อได้ว่า เป็นฝีมือ ของฟีโรโมนนั่นเอง ถึงตอนนี้ แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถฟันธงว่า ฟีโรโมน คือ ฮอร์โมนชนิดใด แต่ก็เชื่อว่ามีอยู่จริง ดังที่เห็นได้จากงานวิจัยต่อไปนี้

ในปี 2013 มีงานวิจัย จากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ แคลิฟอร์เนีย ได้นำผ้าเปื้อนเหงื่อของผู้ชายขณะออกกำลังกายให้ ผู้หญิงดม ซึ่งเหงื่อเหล่านี้มีฮอร์โมนเพศชายแอนโดรสเตโนน จากนั้นพบว่า เหงื่อนี้สามารถ กระตุ้นฮอร์โมนคอร์ติซอล ในเพศหญิงหลังดมเหงื่อ ทำให้ความต้องการทางเพศ ของ ฝ่ายหญิงเพิ่มขึ้น

เฉพาะในช่วงไข่ตก แต่หากให้ เพศชายดม จะเป็น การเพิ่มความร่วมมือของเพศชาย ซึ่งเจ้าของงานวิจัยชิ้นนี้เชื่อ ว่าฮอร์โมนเหล่านี้อาจเป็นฝีมือของฟีโรโมน

งานวิจัยในปี 2004 ของ มหาวิทยาลัยจีวาสกีลา ประเทศฟินแลนด์ ได้ให้ผู้หญิงเข้าร่วมทดลองจำนวน 81 คน แบ่งเป็น เพศหญิง 39 คนที่ไข่ตกตามธรรมชาติ ส่วนผู้หญิงอีก 42 คนกินยาคุมกำเนิด และ ไม่มีไข่ตก จากนั้นให้ทั้งหมดสวมเชิ้ตสองวัน ก่อนส่งให้ฝ่ายชายจำนวน 31 คน และหญิง 12 คน

ดมเชิ้ตตัวนั้นๆ ผลพบว่า สำหรับเพศชาย กลิ่นที่สร้าง ความสนใจทางเพศมากที่สุด เป็น กลิ่นเหงื่อของผู้หญิงที่ อยู่ในช่วงไข่ตก ส่วนกลิ่นเหงื่อ ของ หญิงที่กินยาคุมกำเนิดไม่ได้ สร้างความสนใจ ให้พวกเขาเลย ส่วนเพศหญิ งก็มีความสนใจทางเพศคล้ายฝ่ายชาย แต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ฟีโรโมนยังเกี่ยวข้อง กับความผูกพัน 

มาถึงตอนนี้เราจึง พอสรุปได้ว่า เมื่อผู้หญิงไข่ตก ร่างกายจะขับฟีโรโมนออกมาเพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ของ ฝ่ายชาย ทำให้มีเพศสัมพันธ์ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ตามธรรมชาติ ส่วนฝ่ายชายเองก็มีฟีโรโมน ออกมาตามร่างกาย โดยเฉพาะ รักแร้และตามผิวหนัง 

แต่นอกจากเรื่อง เซ็กซ์แล้ว การทำงานของฟีโรโมนยั งเกี่ยวข้องกับความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก เมื่อแม่สามารถดมกลิ่น จากเสื้อผ้าแล้ว แยกออกว่าชุดไหนเป็นของลูกตนเอง ส่วนลูกที่กินนมแม่ เมื่อได้กลิ่นฟีโรโมน จากรักแร้ข องแม่ ก็สามารถแยกแยะออกว่าเต้าไหนเป็นของแม่ตน

เราจึงสรุปได้ว่า ฟีโรโมนเป็น สารจาก ธรรมชาติไม่มีกลิ่น ส่วนใหญ่อยู่บริเวณจุดซ่อนเร้น หากอยากให้ทำงานได้ผล ต้อง ดูแลสุขอนามัย ไม่ให้มีกลิ่น ของ แบคทีเรีย ไม่กลบกลิ่นด้วยน้ำหอมกลิ่นต่างๆ หรือ หมกหมม ซึ่งจะทำให้ เกิดผลตรงกันข้าม (ลดความต้องการทางเพศ) แต่ถึงอย่างไร เราก็ยังมี

สิ่งที่ กระตุ้นความรู้สึก ทางเพศได้ มากกว่า ฟีโรโมน นั่นก็คือรูปร่างหน้าตา รอยยิ้ม ดวงตา น้ำเสียง บุคลิกภาพ ความสะอาด การแต่งกาย วิธีสื่อสาร หรือความเอาใจใส่ เพราะมนุษย์เรา มักมองเห็น หรือ สัมผัสกับ สิ่งเหล่านี้ได้ ก่อนกลิ่นฟีโรโมนจะโชยมาเสียอีก 

บทความอื่นๆ รีวิว The Apprentice: One Championship Edition