บทความ » รวมคำสอนคุณย่า ชเววอนด็อก จากซีรีส์ Start-Up

รวมคำสอนคุณย่า ชเววอนด็อก จากซีรีส์ Start-Up

9 ธันวาคม 2020
1001   0

รวมคำสอนคุณย่า ชเววอนด็อก จากซีรีส์ Start-Up

รวมคำสอนคุณย่า ชเววอนด็อก จากซีรีส์ Start-Up ถ้า Sand Box ในซีรีส์ Start-Up เปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นและคันเร่งให้กับหนุ่มสาวชาวสตาร์ทอัพ ชเววอนด็อก หรือ คุณย่า (รับบทโดย คิมแฮซุก) ก็เปรียบเสมือนคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังการเติบโตของเหล่าตัวละครในซีรีส์ โดยเฉพาะ ซอดัลมี และ ฮันจีพยอง

ที่นอกจากความอบอุ่นอ่อนโยนที่คอยปลอบประโลมหัวใจอันบอบช้ำของเขาและเธอแล้ว คำพูดและคำสอนของคุณย่ายังคงเป็นหนึ่งในส่วนกระตุ้นเตือนให้ใครหลายคน รวมถึงคนดูอย่างเราได้ฉุกคิดและทบทวนตัวเองไม่ต่างกัน

EP. 2: FFF (Family Friend Fools)

“ดัลมี แกคือดอกคอสมอส ตอนนี้ยังเป็นฤดูใบไม้ผลินะ ถ้ารอไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะเบ่งบานอย่างงดงามในฤดูใบไม้ร่วง ดังนั้นอย่ารีบร้อนไปเลย” – ชเววอนด็อก

คำพูดของคุณย่าที่เอ่ยขึ้นขณะที่ ซอดัลมี (รับบทโดย แบซูจี) กำลังกินอาหารเช้าด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เมื่อเธอต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าเธอยังตามหา นัมโดซาน ไม่เจอ และต้องเดินทางไปร่วมงาน Netwoking Party ของ วอนอินแจ (รับบทโดย คังฮันนา) เพียงลำพัง 

จึงทำให้ประโยคสั้นๆ แต่แฝงด้วยความหมายและความอบอุ่นของคุณย่า กลายเป็นน้ำที่ชโลมจิตใจของดัลมีที่กำลังร้อนรุ่มและรีบร้อนให้เบาบางลง เพราะนอกจากจะหานัมโดซานไม่เจอแล้ว วันก่อนหน้าเธอยังต้องเผชิญกับเรื่องราวชีวิตที่หนักอึ้ง หลังผลตอบแทนจากการทำยอดขาย 10 ล้านวอน (ประมาณ 278,000 บาท) ได้ผลลัพธ์กลับมาเพียงคูปองเงินสดจากร้านอาหารในเครือ 30,000 วอน (ประมาณ 835 บาท) พร้อมกับการที่เธอต้องลาออกจากงานเพื่อสมัครกลับเข้ามาใหม่ในฐานะพนักงานสัญญาจ้าง และกลับบ้านด้วยรองเท้าส้นสูงที่ไม่พร้อมจะแบกรับความหนักอึ้งของเธอไว้เลยสักนิด

เมื่อนำมารวมกับการเปรียบเทียบดัลมีเป็นดอกคอสมอสของคุณย่าแล้ว ดอกคอสมอสนั้นเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะเริ่มผลิบานเมื่อความร้อนของฤดูร้อนเริ่มจางหาย ประโยคข้างต้นของคุณย่าจึงเป็นการส่งต่อข้อความให้ดัลมีรู้ว่า ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ใช่ เธอไม่จำเป็นต้องรีบเร่งเบ่งบานแข่งกับใคร แต่เมื่อผ่านฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง เวลานั้นคือเวลาที่เธอจะสามารถเบ่งบานได้อย่างสวยงาม มีคุณค่า และน่าจดจำมากที่สุด

เช่นเดียวกับในอีพี 15 ที่ดัลมีสัมผัสได้ถึงฤดูใบไม้ร่วง หลังจากที่ ชาอาฮยอน (รับบทโดย ซงซอนมี) คุณแม่ของดัลมีเซอร์ไพรส์คุณย่าด้วยร้านฮอตด็อกที่เธอตั้งใจนำเงินค่าเลี้ยงดูที่ได้จากการหย่าร้างมาซื้อให้ ถึงปากจะบ่นว่ากังวล

แต่คุณย่าเองก็ได้รับน้ำหล่อเลี้ยงสายเล็กๆ จากคนรอบตัว จนสามารถกลับมาผลิบานในเวลาที่ใช่ได้อีกครั้ง หลังจากที่ต้องลู่ลมเพราะอุปสรรคด้านการมองเห็นมาหลายปี

“ฤดูใบไม้ร่วงแล้วนะ… เพราะเห็นคุณย่าผลิบานอย่างสวยงามเหมือนดอกคอสมอส” – ซอดัลมี 

EP.7: Burn-Rate 

“คุณย่าฉันบอกไว้ว่า การสร้างศัตรูหนึ่งคนเหมือนการสร้างหนี้ร้อยล้าน และการสร้างมิตรหนึ่งคนเหมือนการหาเงินได้ร้อยล้าน” – ซอดัลมี

หลังจากดัลมีตัดสินใจที่จะลองเขียนข้อเสนอเพื่อนำเทคโนโลยีของซัมซานเทคไปพูดคุยกับ Morning Group บริษัทของ วอนดูจอง (รับบทโดย ออมฮโยซอบ) ซึ่งทำให้ นัมโดซาน (รับบทโดย นัมจูฮยอก) เป็นห่วงความรู้สึกของดัลมีที่ไม่อยากข้องเกี่ยวกับครอบครัวใหม่ของแม่และพี่สาวมากนัก

แม้ดัลมีจะเกลียดวอนดูจองยิ่งกว่าแมลงสาบ แต่คำสอนหนึ่งของคุณย่าก็ทำให้เธอฉุกคิดได้ว่า การสร้างศัตรูจากความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่นำมาซึ่งผลประโยชน์ อาจทำให้เธอต้องสูญเสียอะไรมากมายเหมือนการสร้างหนี้ร้อยล้าน และ หากคิดบวกเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร สำหรับซัมซานเทคในตอนนั้นที่ กำลังก่อร่างสร้างตัวเ พื่อหาเงินทุนมาพัฒนาเทคโนโลยี ก็อาจเป็นการหาเงินได้ร้อยล้าน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความฝันของพวกเขาได้เหมือนกัน

เชื่อมโยงกับคำพูดของ ฮันจีพยอง (รับบทโดย คิมซอนโฮ) ในอีพี 12 ที่เขาพูดกับดัลมีหลังจากที่เธอขอคำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมา เมื่อซัมซานเทคต้องเจอกับทางแยกที่พวกเขายากจะเลือก 

“หากเป็นศัตรูที่เอาชนะไม่ได้ จงเป็นฝ่ายเดียวกัน… มีคำพูดแบบนั้นอยู่ครับ” – ฮันจีพยอง

ถึงจะไม่ทราบที่มาแน่ชัดว่าจีพยองจำคำพูดนี้มาจากไหน แต่ประโยคสั้นๆ ของจีพยองนั้นก็เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ทำให้ดัลมีฉุกคิดได้ถึงการ ‘ผูกมิตร’ มากกว่าที่จะสร้าง ‘ศัตรู’ ก่อนที่เธอจะก้าวข้ามความกลัวจาก การสูญเสียซัมซานเทค รวมถึงความหลังที่เคยมีกับอินแจ และเดินหน้าต่อ กับเส้นทาง ที่เธอไม่เคยเสียใจสักครั้งที่ ‘เลือก’

EP.11: Exit

“ถ้าเราจะตัดขาดจากทุกคนด้วยเหตุผลมากมาย สุดท้ายก็จะไม่เหลือใครเลย เพราะแบบนั้นในวัยฉันการให้อภัยเลยง่ายขึ้น” – ชเววอนด็อก

ในวันที่ดัลมีมีความสุข และ ตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ กับชัยชนะจาก Demo Day ความผิดแปลกจากคำพูดที่ดูใจดีเกินปกติของคุณย่าชวนให้ดัลมีสงสัยว่าจะต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น ก่อนที่เธอจะพบกับคำตอบนั้นเมื่อได้เห็นคุณแม่ผู้ทิ้งเธอไป 15 ปีอยู่ในบ้าน

ด้วยความโกรธหรืออะไรก็ตามที่ดัลมีเคยเก็บเอาไว้ จึงทำให้เธอระเบิดคำถามกับคุณย่าตรงๆ ว่า “ไม่มีจุดยืนบ้างเหรอ ไม่โกรธเลยหรือไง” กับสิ่งที่แม่ของเธอเคยทำในอดีต ซึ่งคำตอบของคุณย่าเองอาจไม่ได้ทำให้ดัลมีใจเย็นลงนัก แต่เมื่อได้ฟังการบอกเล่าว่าคุณแม่ของเธออาจไม่ได้มีชีวิตสุขสบายอย่างที่คิดจากปากคุณย่า ก็ทำให้ดัลมีได้หยุดคิดและเริ่มทบทวนถึง ‘การให้อภัย’ ที่คุณย่าเอ่ยถึง

ซึ่งนิสัยพร้อมที่จะให้อภัยคนรอบตัวของคุณย่านี้เอง ที่ทำให้เรานึกถึง ‘การให้อภัย’ หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะนอกจากดัลมีแล้ว จีพยองเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เคยพูดคุยอย่างตรงไปตรงมากับคุณย่าหลายครั้ง และทุกครั้งที่การพูดคุยนั้นดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง คุณย่าก็พร้อมที่จะใช้ความอบอุ่นและอ่อนโยนเข้าไปปลอบประโลมให้จิตใจของเขาสงบขึ้น และพร้อมที่จะ ‘ให้อภัย’ เด็กดีคนนี้เสมอไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

เพราะสำหรับคุณย่าแล้ว หากต้องตัดขาดกับจีพยองด้วยเหตุผลมากมายเหล่านี้ สุดท้ายแล้วเด็กดีของคุณย่าก็จะกลับไปโดดเดี่ยวเหมือนกับวันแรกที่เจอกันอีกครั้ง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่คุณย่าไม่มีวันให้เกิดขึ้น และเพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนั้นต้องเกิดขึ้นกับใครเพียงเพราะเหตุผลมากมายเหล่านั้น การให้อภัยจึงเป็นทางออกที่จะทำให้รอบตัวของพวกเขายังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างต่อไป

EP.14: Elevator Speech

“มันก็เหมือนกับแกขายฮอตด็อกแล้วถามลูกค้าว่า ‘กินของไม่อร่อยนี่ทำไมคะ’ นั่นแหละ… ถ้าเกิดความคิดของประธานเป็นแบบนี้ บริษัทคงไปได้ไกลแย่เลย บุคลากรน่ะเป็นผู้กำหนดทุกสิ่ง ถ้าแค่นั้นยังทำไม่ได้ แกก็ไม่ใช่ประธานแล้ว” – ชเววอนด็อก

หลังจากได้รับโจทย์จากอินแจให้พาสามหนุ่มซัมซานเทค นัมโดซาน อีชอลซาน (รับบทโดย ยูซูบิน) และคิมยงซาน (รับบทโดย คิมโดวาน) มาร่วมงานในฐานะนักพัฒนาที่กำลังว่างอยู่ของบริษัทชองมยองคอมปานีให้ได้ แต่ดัลมีกลับบอกว่าการทำแบบนั้นจะทำให้เธอกลับไป ‘ถ่วง’ ชีวิตของพวกเขาอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อ 3 ปีก่อนเธอเคยรู้สึกแบบนั้น

ในมุมของอินแจ การที่ดัลมีบอกว่าตัวเองกำลังถ่วงชีวิตของคนอื่นนั้นเป็นเรื่องที่เธอยอมรับไม่ได้ เพราะความรู้สึกส่วนตัวเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลดีต่อ TARZAN (รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ) ที่พวกเธอลงทุนลงแรงไปเป็นพันล้านเลยแม้แต่น้อย

รวมถึงหากดัลมีดึงดันที่จะหานักพัฒนาคนอื่นที่ไม่รู้ว่าจะสามารถพาเทคโนโลยีของพวกเธอไปต่อได้ดีแค่ไหนมาสานต่อโปรเจกต์ที่กำลังต้องเจอกับบททดสอบสำคัญในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ก็นับเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงต่อบริษัทสตาร์ทอัพของพวกเธอที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้น

ดังนั้นเมื่อคุณย่าและคุณแม่ได้ยินเรื่องนี้จากดัลมี ทั้งสองจึงมีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน ด้วยตัวคุณย่าเองก็เคยทำธุรกิจร้านฮอตด็อกมาหลายสิบปี

ในวันที่ต้องจ้างพนักงานใหม่เพื่อแบ่งเบาภาระ แต่คนที่มาสมัครกลับเป็นคุณแม่ของดัลมี ที่ก็ทำให้คุณย่ารู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ไม่น้อย แต่แล้วอย่างไรล่ะ? การจ้างคนใกล้ตัวที่ไว้ใจได้ไม่ใช่สิ่งที่ดีกว่าหรอกหรือ? และการลดทิฐิลงเพื่อเดินต่อไปข้างหน้าไม่ใช่เรื่องสำคัญกว่าหรอกหรือ?

รวมถึงประโยค “บุคลากรน่ะเป็นผู้กำหนดทุกสิ่ง” ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้ดัลมีต้องหยุดคิดและวางทุกอย่างที่ถ่วงให้เธอจมกับความรู้สึกในอดีตลง

เพราะในความเป็นจริงแล้วบริษัทที่อาศัยเพียงประธานบริษัทอย่างเดียวคงไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เป็นแน่ และประธานบริษัทที่ดูถูกผลงานของตัวเองก็ไม่ควรค่าที่จะเป็นประธานบริษัทเช่นกัน

บทความอื่นๆ ผ่าสงครามน้ำดื่มวิตามิน แบรนด์ใหญ่ลงสนามดุเดือด