บทความ » รัสเซียกับ ท่าทีที่สวนทางประชาคมโลก

รัสเซียกับ ท่าทีที่สวนทางประชาคมโลก

30 มีนาคม 2021
93   0

รัสเซียกับ ท่าทีที่สวนทางประชาคมโลก

รัสเซียกับ ท่าทีที่สวนทางประชาคมโลก รัสเซียเป็นเพียงประเทศเดียวที่ส่งผู้แทนระดับรัฐบาลเข้าร่วมพิธีวันก่อตั้งกองทัพเมียนมา ที่ กรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม สะท้อนนัยของ ‘การให้ความชอบธรรมต่อ ความเป็น รัฏฐาธิปัตย์ของกองทัพเมียนมาที่ยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน’ 

ท่าทีของรัสเซียครั้งนี้สะท้อน ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในฐานะที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกันแบบ ‘เงียบๆ’ มานานกว่า ครึ่งศตวรรษ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัสเซียให้ความสำคัญกับเมียนมาเป็นอย่างมาก

แต่พลังของคนยุคใหม่ที่ ไม่สยบยอม ต่อระบอบทหารดังเช่นยุคก่อนๆ สร้างแรงกระเพื่อมของความเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจทำให้ ภาพลักษณ์รัสเซีย ติดลบในมุมมองของประชาชนเมียนมา เพราะไม่มีคำบรรยายใดที่ จะอธิบายความชอบธรรม จากท่าทีเช่นนี้ของรัสเซีย

รัสเซียจัดว่าท็อปฟอร์ม มากที่สุดในบรรดา 8 ประเทศที่ส่งผู้แทนทางทหารไปเข้าร่วมพิธีวันก่อตั้งตั๊ดมาดอว์ (กองทัพเมียนมา) ถึง กรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ท็อปฟอร์มมากถึงขนาดที่ ว่าสถานทูตรัสเซีย ในย่างกุ้ง อาจตกเป็นเป้าของผู้ชุมนุมในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากกระแส ความไม่พอใจ ของ ประชาชนชาวเมียนมาผู้สนับสนุนประชาธิปไตย

ทำไมถึงจะ เป็นเช่นนั้น? เพราะรัสเซีย เป็น เพียงประเทศเดียวที่ส่งผู้แทนระดับรัฐบาลมาร่วมคือ พล.อ. อเล็กซานเดอร์ โฟมิน (Gen. Col. Alexander Fomin) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ซึ่งถือว่า เป็นการส่ง บุคคลระดับสูงมาเข้าร่วมพิธี สะท้อนนัยของ ‘การให้ ความชอบธรรมต่อความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ของ กองทัพเมียนมา ที่ยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือน’ 

อีกทั้งยังออกแถลงการณ์ ร่วมยกเครดิตให้เมียนมาว่าเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) จน พล.อ. อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพเมียนมาและผู้นำรัฐประหารกล่าวชม ว่า ‘รัสเซียคือมิตรแท้’ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วแถลงการณ์ในลักษณะดังกล่าวจะ เป็น ระเบียบวิธีปฏิบัติ ของ รัสเซียอยู่แล้ว ไม่ว่า จะเดินทางไปเยือนประเทศไหนก็ตาม 

ในขณะที่อีก 7 ประเทศ โดยเฉพาะจีน ที่เป็นพันธมิตร ที่มี ส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด (Potential Partner) ยังดูเหมือ นจะสงวนท่าที และ ไม่ทำอะไรให้เป็นจุดเด่นมากนัก ไม่นับที่เหลือที่ ต่างส่งผู้ แทน ไปเข้าร่วมพิธีอย่างเงียบๆ เมื่อเปรียบเทียบ กันแล้ว รัสเซียจึงดูท็อปฟอร์มมากที่สุดในเหตุการณ์นี้

เราจะเห็นได้ว่าใน ช่วงแรกทั้งรัสเซียและจีน ถึงแม้จะวีโต้ (Veto) คัดค้านการคว่ำบาตรเมียนมาในฐานะ 2 ใน 5 ประเทศสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แต่ทั้ง สองประเทศต่างก็ สงวนท่าทีไม่ได้ให้การรับรองรัฐบาลใหม่ที่มาจากการรัฐประหารในทันที ท่าที ของ ผู้แทนรัสเซียในวันกองทัพเมียน มาที่ผ่านมาจึงดูเป็นสิ่งที่เกินคาดพอควรและเผยไต๋ชัดเจนว่าตนอยู่ข้างใคร

ท่าทีของรัสเซียครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในฐานะที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกันแบบ ‘เงียบๆ’ มานานกว่าครึ่งศตวรรษ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมารัสเซียให้ความสำคัญกับเมียนมาเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จาก การที่ทูตรัสเซียประจำย่างกุ้ง นิโคลัย ลิสโตปาดอฟ (Nikolai Listopadov) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาอย่างแท้จริง สามารถฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาเมียนมาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง 

ในบริบททางประวัติศาสตร์ เมียนมา ถือเป็นหนึ่งในป ระเทศกำลังพัฒนาที่เพิ่งจะเป็นเอกราชจากจักรวรรดินิยมและเป็นเป้าหมาย ของมหาอำนาจ ใหม่สองขั้วอำนาจทั้งสหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาในการสร้างกลุ่มพันธมิตรของตน

สหภาพโซเวียตและสหภาพเมียนมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1948 ทันทีที่เป็นเอกราชจากอังกฤษ และ ผู้นำหมายเลขหนึ่งของสหภาพโซเวียตอย่างเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ แห่ง สหภาพโซเวียต ควบตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอย่าง นิกิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ก็เคยเดินทาง มาเยือนเมียนมาด้วยตนเอง พร้อมกับสนับสนุนการลงทุนด้าน โครงสร้างขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) ต่างๆ ทั้งวิทยาลัยเทคนิค โรงแรม โรงพยาบาล ฯลฯ โดยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพล เรือนของอูนุ

ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยิ่งใกล้ชิดขึ้น หลัง พล.อ. เนวิน ยึดอำนาจ พร้อมสถาปนาระบอบ BSPP (Burma Socialist Program Party) ประหนึ่งระบอบทหารที่สวมเสื้อคลุมสังคมนิยม โดยระบอบนี้ไ ด้ปิดประเทศ และ เนรเทศชาวตะวันตกออกไปจากเมียนมา เปิดโอกาสให้มหามิตรใหม่ หลังยุคอาณานิคมอย่างสหภาพโซเวียตเข้ามามีอิทธิพลจนถึงปัจจุบัน แน่นอนว่าหนึ่งใน วาระ สำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการค้าขายอาวุธ

จากมุมมองโซเวียต-รัสเซีย ผ่าน ภูมิรัฐศาสตร์เมียนมาที่ตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อภูมิภาคและมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น ก็เลือกให้เมียนมา เป็นอีก จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่เอาไว้ปิดล้อมจีนได้จากทางใต้ และ เป็นจุดยุทธศาสตร์ใน การขยายอิทธิพลมา สู่มหาสมุทรอินเดีย

แต่อย่างไรก็ตาม พลังของคนยุคใหม่ที่ ไม่สยบยอมต่อระบอบทหารดังเช่นยุคก่อนๆ สร้างแรงกระเพื่อมของความเปลี่ยนแปลง เป็น อย่างมากจากการใช้กรอบมุมมองแบบสภาพจริงนิยม (Realism) ในแง่ของ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มักจะให้ความสำคัญกับตัวแสดงที่เป็นรัฐ

รวมไปถึงรัฏฐาธิปัตย์นั้นๆ และไม่ได้มองในมุมภาคประชาสังคม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปฏิกิริยา การต่อต้านอำนาจใหม่ในเมียนมานั้นขยายเป็น วงกว้างอย่างมาก ตั้งแต่ ระดับประชาชน ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง และ การต่อต้านจากคนทุกระดับก็มีความเป็น เอกภาพกัน อย่างมาก แม้แต่สื่อของรัฐบาลรัสเซีย เองก็ยังรายงานว่าประชาชนชาวเมียนมาเสียชีวิต จากการใช้กำลังความรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐทุกวัน 

หากรัสเซียยังคงแสดงท่าทีในทำนองนี้ต่อไป ก็คงไม่แคล้วที่เครดิตประเทศในมุมมองของประชาชนชาวเมียนมาจะติดลบ เพราะไม่มีคำบรรยายใดที่จะอธิบายความชอบธรรมจากท่าทีเช่นนี้ของรัสเซียและชาวเมียนมา รวมถึง ประชาคมโลกเองก็คงอดไม่ได้ที่จะมองและตั้งข้อสังเกตว่ารัสเซียคือหนึ่งในผู้ให้ความร่วมมือทางอ้อม กับ การปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงในลักษณะที่เป็นการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ (State Crime) หรือการก่อการร้ายโดยรัฐ (State Terrorism) ซึ่งก็ ดูเหมือนจะ พูดไม่เกินความเป็นจริงไปนัก

บทความอื่นๆ โจซึงอู นักแสดงที่เป็นต้นแบบ กับ 21 ปีในวงการ