รีวิวหนัง » รีวิวหนัง Peninsula : ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

รีวิวหนัง Peninsula : ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

8 สิงหาคม 2020
221   0

รีวิวหนัง Peninsula : ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

รีวิวหนัง Peninsula : ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

รีวิวหนัง Peninsula : ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

หลังจาก Train to busan ในปี 2016 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ไปอย่างบ้าคลั่ง กวาดรายได้ ทั่วโลกแบบ ถล่มทลาย
และกวาดคำวิจารณ์ คำชื่นชม สร้างความประทับใจ แก่คนดู อย่างล้นหลามไปแล้ว ก็ถึงเวลาแล้ว ที่ผู้กำกับอย่าง ยอน ซังโฮ จะสานต่อความสำเร็จนั้น
ออกมาเป็น หนังภาคต่ออีกเรื่อง นั่นคือ peninsula นี่แหละค่ะ ก็อย่างที่รู้กัน ว่าหนังซอมบี้ จะมีภาคต่อ ค่อนข้างยาก บางเรื่อง ค้างเต่อ ไม่ได้ทำต่อ ก็มีเยอะแยะไป
แต่เรื่องนี้ ได้ออกมาฉาย ก็น่าดีใจ แทนคนเอเชีย และแฟนหนังซอมบี้ หนังเรื่องนี้ นับว่าเป็นเรื่อง 3 ในจักรวาลซอมบี้ ของยอน ซังโฮ แล้วด้วย
ต่อจาก Train to Busan Seoul station ที่เป็นหนัง animation เป็นเรื่องราวก่อน Train to busan และถ้าภาคนี้
มีกระแสตอบรับดี ก็น่าจะได้ดูต่อ กันอีกยาว เพื่อเป็นการไม่เสียเวลา เราไปเล่าเรื่องย่อ กันก่อนค่ะ

ในหนังภาคนี้ จะดำเนินเรื่อง 4 ปีให้หลัง จากไฟนรก เชื้อซอมบี้ระบาด กวาดล้างประเทศ วิโยกไปทั้ง คาบสมุทรเกาหลี จนกลายเป็น ดินแดนรกร้าง ที่เต็มไปด้วย ฝูงซอมบี้ กระหายเลือด
และเหลือจำนวน ผู้รอดชีวิต เพียงหยิบมือ จองซอก ที่ต้องกลับมา เหยียบคาบสมุทรเกาหลี อีกครั้ง เพื่อทำภารกิจของเขา คือการกู้ซาก รถทรรทุก ที่จอดทิ้งอยู่ กลางกรุงโซล
ให้ได้ในเวลาจำกัด แต่แล้ว เขากลับถูก กองกำลัง ไม่ทราบฝ่าย ที่เรียกตัวเองว่า หน่วยวิเศษ 631 เข้าจู่โจม พร้อมกับที่้ต้อง รับมือฝูงซอมบี้ ที่จำนวนมหาศาล
จนเกือบต้อง สังเสยชีวิต มีเพียง มินจอง และครอบครัว ที่ช่วยชีวิต เขาไว้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป จะเข้มข้น สนุกสนาน ขนาดไหนก็ต้องไปดูกันเองแล้วค่ะ กับ Peninsula ฝ่านรกซอมบี้คลั่ง

ความรู้สึกส่วนตัว หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้

ต้องบอกว่า พูดได้ยาก ว่าคุณนั้น เข้าโรงไปดู ด้วยความรู้สึก คาดหวังแบบไหน ถ้าคาดหวัง ว่าจะสนุก สุดมันส์ เหมือน Train to busan หรือเข้าโรงไปดู เพื่อบรรเทิง ในรูปแบบใหม่
ซึ่งเราได้รู้อยู่แล้ว ว่าในภาคนี้ ตั้งแต่ตัวอย่าง แล้วว่า มันจะออกไปในทาง หนัง Action และก็บู้แหลก กว่าภาคแรกแน่นอน จึงบอกตามตรง เราคิดแบบหลัง ที่ว่า
เข้าไปเสพความบรรเทิง แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่เอาความมันส์ อะไรแบบนี้ มันจะให้ดีแบบเดิมทุกอย่าง มันก็คงยาก แต่ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกัน ด้วยความที่เรา เห็นชื่อผู้กำกับ
อย่าง ยอน ซังโฮ กลับมารับ หน้าที่ผู้กำกับ และคนเขียนบทเลย มันก็ต้องมี ความคาดหวังอยู่แล้ว ว่ามันจะดีมากๆ ในแนวของมัน แม้ว่าเรื่องราว ในภาคนี้ จะโฟกัสมาในแนว Action แล้วก็ตาม
ก็คงจะดี ในแบบฉบับหนัง Action ใช่ไหมล่ะ ? หลังจากดูจบ ถึงได้รู้ว่า คิดถูกจริงๆ ภาคที่แล้ว มันทำไว้ดีมากจริงๆ ยากที่จะ ทำได้ดีเท่า หรือดีกว่า ซึ่งน่าเห็นใจ เราว่าเขียนบทภาคต่อ ในรูปแบบไหน
ก็ยาก จะเขียนแบบเดิม ก็ไม่ได้ จะเขียนแหวกแนวเกิน ก็ไม่ได้ ต้องออกมา ในรูปแบบ ที่แบบว่า ยังคงเค้าความเดิม ทำให้้คนดู แฟนๆจากภาคแรก ประทับใจด้วย
ซึ่งดูเหมือน ยอน ซังโฮ จะทำแบบนั้น เราจะเห็น กลิ่นอาย จากภาคแรก เยอะพอสมตวร แม้ว่าหนัง จะเปลี่ยนเป็น Action จ๋าก็ตาม ถามว่าสนุกไหม เราตอบได้เลยว่า สนุก ดูเพลิน
ถามว่า เสียดายตังค์ไหม ตอบเลยว่า ไม่เลย ดูได้ คุ้มค่าตั๋ว ข้อดีที่สุด ของมันก็คือ ใครอยากรู้อะไร ว่าหลังเรื่องราว ใน Train to Busan จะเป็นมาอย่างไร เกาหลีจะเกิดอะไรขึ้น
ประเทศเกาหลี จะล่มสลายขนาดไหน เราจะได้คำตอบ จากตอนจบของ Train to Busan เป็นเหมือน mission เสริม เป็นภารกิจ ของตัวละคร แม้ว่ามัน จะเป็นตัวละครอื่น แล้วก็ตาม
แต่ก็ดู ได้เพลินๆเลยล่ะ

See Also : #saveทนายอานนท์ ถูกจับเพราะอะไร ?