บทความ » ศึก ฟู้ดเดลิเวอรีไทย เมื่อโจทย์ใหญ่ในจานอร่อยคือต้อง ทำเงิน ด้วย

ศึก ฟู้ดเดลิเวอรีไทย เมื่อโจทย์ใหญ่ในจานอร่อยคือต้อง ทำเงิน ด้วย

2 ตุลาคม 2020
385   0

ศึก ฟู้ดเดลิเวอรีไทย เมื่อโจทย์ใหญ่ในจานอร่อยคือต้อง ทำเงิน ด้วย

ศึก ฟู้ดเดลิเวอรีไทย เมื่อโจทย์ใหญ่ในจานอร่อยคือต้อง ทำเงิน ด้วย ต้องยอมรับว่า ความรุนแรงของสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดมาตรการล็อกดาวน์ นโยบายการ Work from Home

ไปจนถึงการที่ร้านอาหารจำเป็นต้องยุติการให้บริการนั่งทานภายในร้าน ล้วนแล้วแต่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเชิงจำนวนผู้ใช้บริการ, ร้านอาหารที่เพิ่มขึ้นมาในระบบ, จำนวนคนขับ หรือแม้แต่ค่า GP ที่ถูกปรับอัตราขึ้นเองก็ดี

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อความต้องการใช้บริการของผู้บริโภคมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นและเติบโตอย่างต่อเนื่องแล้ว ‘ผู้เล่นหน้าใหม่’ ใน ‘อุตสาหกรรมใหม่’ ก็เริ่มมองเห็นถึงโอกาสและความเป็นไปได้ในการเข้ามาร่วมแบ่งเค้กก้อนโตชิ้นนี้ด้วย ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมา เราจึงเห็นผู้ให้บริการทางการเงินอย่างไทยพาณิชย์และกสิกรไทยเปิดตัว Robinhood และ Eatable ตามลำดับ

แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ยิ่งมีคู่แข่งในตลาดเยอะ ผู้ให้บริการแต่ละเจ้าก็ต้องงัดกลยุทธ์และไม้เด็ดออกมาเชือดเฉือนกันดุเดือดทุกกระบวนท่า แถมก็ต้องไม่ลืมว่า รายได้จากธุรกิจการให้บริการรูปแบบนี้ส่วนใหญ่หมดไปกับการใช้จ่ายงบ ‘ด้านการตลาด’ การทำโปรโมชันเพื่อดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ นั่นจึงทำให้โจทย์การแข่งขันและการทำเงินในสังเวียนนี้ ‘ยากยิ่งขึ้นกว่าเดิม’ 

THE STANDARD สรุปภาพรวมการแข่งขันของศึกแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ในประเทศไทยมากางดูกันให้เห็นชัดๆ ว่าผู้เล่นแต่ละเจ้ากำลังขยับตัวเองในจังหวะไหน ด้วยกลยุทธ์แบบใด แล้วสถานการณ์การแข่งขันต่อจากนี้จะมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

‘โควิด-19 เป็นเหตุ’ ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีไทยปี 63 มีแนวโน้มโตระเบิด 200% 

แม้จะยังไม่มีหน่วยงานใดจัดทำข้อมูลภาพรวมตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในไทยอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม แต่จากการเปิดเผยของ ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท LINE MAN Wongnai ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็พบว่า ตลาดอาหารประเทศไทยมีขนาดที่ใหญ่มาก โดยมีมูลค่าตลาดโดยรวมถึงประมาณ 7 แสนล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2-4% ต่อปี

ขณะที่เมื่อจำแนกลงมาเจาะเฉพาะตลาดฟู้ดเดลิเวอรีก็จะพบว่า มูลค่าของตลาดนี้ในปี 2562 ที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีก่อนหน้าที่ราว 9% (เทียบเคียงกับชุดข้อมูลการประเมินมูลค่าตลาดโดยเว็บไซต์ Statista)

ส่วนในปี 2563 นี้ที่เดิมทีมีการประเมินในตอนต้นกันไว้ว่า ตลาดฟู้ดเดลิเวอรีไทยอาจจะเติบโตจากปีก่อนที่ประมาณ 84% อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้ทวีคูณความรุนแรงมากขึ้น ก็เท่ากับเป็นการบีบทางอ้อมให้ผู้บริโภคจำนวนมากต้องหันมาพึ่งพาทางเลือกของบริการการสั่งอาหารรูปแบบนี้มากขึ้นไปด้วย จนส่งผลให้มีการปรับการประเมินอัตราการเติบโตของตลาดนี้ในปี 2563 ว่าน่าจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 100-200% เลยทีเดียว

ทั้งหมดจึงเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ให้เห็นถึงเทรนด์แนวโน้มความคึกคักของตลาดฟู้ดเดลิเวอร์ไทยในปีนี้ได้อย่างชัดเจน 

LINE MAN Wongnai รุกหนัก Foodpanda เพิ่มความหลากหลายพอร์ตธุรกิจ และการเกิดใหม่ของ GoJek

หลังข่าวการควบรวมกิจ การระหว่าง LINE MAN และแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์รีวิวอาหารอย่าง Wongnai ถูกประกาศออกมาพร้อมๆ กับการแต่งตั้ง ยอด ชินสุภัคกุล เข้าดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้า ที่บริหารของบริษัท เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สังเวียนฟู้ดเดลิเวอรีไทยก็ดูเหมือนว่าจะถูกอุ่นเครื่องความดุเดือดขึ้นมาทันที

ดีลการควบรวมกิจการของ LINE MAN และ Wongnai นั้นเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของทั้งสองบริษัท ซึ่งผ่านการทำงานร่วมกันในฐานะพาร์ตเนอร์มายาวนาน 4 ปีเต็ม โดยทั้งคู่มองว่าถึงเวลาแล้วที่จะ ‘ต้องบุใยเหล็ก’ เสริมแกร่งและพัฒนาการให้บริการส่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มอาหารออนไลน์ของตัวเองให้ดีมากยิ่งขึ้น สามารถต่อกรกับแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้อย่างดุดัน

ทั้งหมดจึงนำไปสู่การจัดตั้งบริษัท ‘LINE MAN Wongnai’ โดยที่ได้รับเงินลงทุนมูลค่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.3 พันล้านบาท จากบริษัท BRV Capital Management (BRV) เพื่อนำมาเป็นงบการพัฒนาแพลตฟอร์มอีกด้วย

จากการเปิดเผยของยอดพบว่า เป้าหมายของเขาในการคุมหัวเรือ LINE MAN Wongnai คือการผลักดันตัวเองสู่ ‘แพลตฟอร์มอาหารอันดับ 1 ของไทย’ แบบ End-to-End ที่มีระบบนิเวศด้านอาหารครอบคลุมรอบด้านแบบจบในที่เดียวให้ได้ภายในระยะเวลา 3 ปี 

ครอบคลุมตั้งแต่การเป็นทั้งแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์สำหรับลูกค้า, การมีฮาร์ดแวร์โซลูชัน และบริการซอฟต์แวร์โซลูชันสำหรับพาร์ตเนอร์ Merchant ร้านอาหาร (เครื่อง POS และ Merchant App) และการดูแลพาร์ตเนอร์ Fleet คนขับจาก Lalamove ให้ได้

แม้การทำเช่นนั้นจะฟังดู ‘ไม่ง่ายเลย’ แต่หากมองจากปัจจัยและคุณสมบัติเบื้องต้นที่ LINE MAN Wongnai มีอยู่ ณ ตอนนี้ ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ฝันของพวกเขาไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจริงแม้แต่น้อย โดยปัจจุบัน LINE MAN มียอดผู้ใช้งานรายเดือนมากกว่า 3 ล้านราย มีร้านอาหารให้บริการบนแพลตฟอร์มสูงกว่า 2 แสนร้าน 

ส่วน Wongnai เองก็ มีผู้ใช้งานมากกว่า 10 ล้านรายต่อเดือน และถือเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ข้อมูล ร้านอาหารยอดนิยมด้วยจำนวนข้อมูลร้านอาหารในระบบมากกว่า 4.3 แสนร้าน (ยอดเข้าชมแพลต ฟอร์มสูงกว่า 21 ล้านครั้งต่อเดือน) นั่นจึงทำให้ยอดและฝั่ง LINE กล้าตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานเช่นนี้

ยอดยังได้พูด ถึงภาพรวมศึกฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยอีกด้วยว่า การแข่งขันในปัจจุบันค่อนข้างเข้มข้น ดุเดือดพอสมควร และยังจะคงระดับการแข่งขันที่เข้มข้นเช่นนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปีต่อ จากนี้ อย่างไรก็ดี LINE MAN Wongnai ยังคงยืดเป้าหมายของตัวเองในการทำตลาด โดยเน้นกลยุทธ์การ ‘เพิ่มจำนวนร้านอาหาร’ และพัฒนาระบบนิเวศแพลตฟอร์มอาหารให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ฟาก Foodpanda ที่เป็นผู้บุกเบิกตลาดก่อนใครเพื่อน (เริ่มให้บริการแพลตฟอร์มสั่งอาหารออนไลน์ ในไทยตั้งแต่ปี 2555) ล่าสุดก็เพิ่งเปิดตัวบริการใหม่ที่เพิ่งแกะออกจากกล่องอย่าง ‘pandamart’ โดยเป็นบริการจัด

ส่งสินค้ากลุ่มอุปโภคและบริโภคแบบ 24 ชั่วโมง ครอบคลุมจุดตั้ง สโตร์สต๊อกสินค้าใน 7 พื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ประกอบด้วย ลาดพร้าว, วัฒนา, สาทร, สุทธิสาร, งามวงศ์วาน, บางนา และธนบุรี

คอนเซปต์การให้บริการ pandamart คือตั้งตัวเป็นเหมือนเจ้าของร้านขายของชำออนไลน์แบบ Virtual ให้บริการสั่งสินค้าบนแอปพลิเคชัน (สั่งสินค้าจากแบรนด์มาสต๊อกด้วยตัวเอง) แล้วใช้สายส่งของตัวเอง ในการตระเวนขี่รถออกส่งสินค้า 

โมเดลการทำเงินของ pandamart จะแบ่ง ออกเป็น 2 ส่วน คือ เก็บรายได้จากการจำหน่ายสินค้าด้วยตัวเองในโมเดลค้า ปลีกเต็มตัว

และ การหักค่าคอมมิชชัน จากพาร์ตเนอร์ค้าปลีก (CP Freshmart, Gourmet Market, Tesco, Lawson, Beauty Buffet ฯลฯ รวมอีกมากกว่า 2,700 ราย) 

บทความอื่นๆ 5 สิ่งที่ได้เรียนรู้ สู่เส้นทางการเป็นช่างแต่งหน้ามืออาชีพจากซีรีส์ Record of Youth