บทความ » สงกรานต์ 2564 กับโควิด-19 ต้องไปต่อหรือพอแค่นี้?

สงกรานต์ 2564 กับโควิด-19 ต้องไปต่อหรือพอแค่นี้?

11 เมษายน 2021
77   0

สงกรานต์ 2564 กับโควิด-19 ต้องไปต่อหรือพอแค่นี้?

สงกรานต์ 2564 กับโควิด-19 ต้องไปต่อหรือพอแค่นี้? อีกเพียง 1 สัปดาห์ก็จะถึงวันหยุดสงกรานต์ 2564 ซึ่งปีนี้จะได้หยุดติดต่อกันอย่างน้อย 6 วัน หลายคนเตรียมกลับภูมิลำเนาไปเจอญาติสนิทมิตรสหายที่ไม่ได้เจอกันมานาน บางคนอาจร่วม 2 ปี เพราะปีที่แล้วไม่มีวันหยุดสงกรานต์ ส่วนปีใหม่ปีนี้ก็เพิ่งมีการระบาดที่สมุทรสาคร

หลายคนเตรียมจองที่พักและวางแผนที่เที่ยวกันไว้แล้ว แต่กลับเกิด ‘คลัสเตอร์สถานบันเทิง’ ในกรุงเทพฯ ขึ้นมาก่อน จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นวันละหลักร้อยราย และกระจายไปหลายจังหวัดอีกครั้ง ความโกรธและความท้อแท้เกิดขึ้นในใจ หลายคนกำลังคิดอยู่ว่าต้องไปต่อหรือพอแค่นี้?

โรคจาก ‘ไวรัส’ อาจไม่น่ากังวลเท่ามาตรการจาก ‘มนุษย์’

ความกังวลของมนุษย์ที่มีต่อโควิด-19 มี 2 อย่างคือ ความสามารถในการติดต่อกันได้ง่าย ผู้ป่วย 1 รายสามารถแพร่เชื้อต่อได้ 2-3 คน และในสถานที่ที่ระบายอากาศได้ไม่ดีอาจทำให้เกิดเหตุการณ์การแพร่กระจายเชื้อมากเป็นพิเศษ (Superspreading Event) เช่น สถานบันเทิง สนามมวย

และอีกอย่างคือความรุนแรง ตัวเลขในช่วงแรกที่จีนคือ 80-15-5 หมายถึง 80% อาการไม่รุนแรง 15% อาการหนัก และ 5% อาการวิกฤตถึงขั้นเสียชีวิต แต่จากกรณีเรือสำราญที่ญี่ปุ่นคือ 95-4-1 หมายถึง 95% อาการไม่รุนแรง (เกินครึ่งหนึ่งไม่แสดงอาการ) 4% อาการรุนแรง และเสียชีวิตเพียง 1% 

ในช่วงหลังความรุนแรงของโรคยังมีแนวโน้มลดลง โดยอัตราป่วยเสียชีวิตทั่วโลกลดลงเหลือประมาณ 2% ส่วนไทยในการระบาดระลอกสอง ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย ทำให้อัตราป่วยเสียชีวิตลดลงเหลือ 0.3% โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัว

ดังนั้นถ้าผู้ป่วยไม่ได้เพิ่มขึ้นจนเกินขีดความสามารถของระบบสาธารณสุข และโรงพยาบาลยังมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือ รวมถึงบุคลากรเพียงพอกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยทุกรายก็จะได้รับการดูแลรักษาจนหายจากโรคได้ ส่วนการเสียชีวิตเป็นธรรมชาติของการดำเนินโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้

ในขณะที่มาตรการจาก ‘มนุษย์’ อาจมีความน่ากังวลมากกว่า เพราะจีนเริ่มต้นด้วยการล็อกดาวน์ ปิดเมืองไม่ให้คนเดินทางเข้าออก หลายประเทศใช้เป็นต้นแบบ ซึ่งบางที่ควบคุมการระบาดได้ดี แต่บางที่ก็ทำได้เพียงชะลอการระบาดออกไป แลกกับกิจการ/กิจกรรมที่ต้องหยุดชะงักลงไปด้วย

ไทยเคยประกาศเคอร์ฟิวทั้งประเทศ ห้ามออกนอกบ้าน 22.00-04.00 น. ในช่วงเมษายนปีที่แล้ว กว่าจะค่อยๆ ลดเวลาลงจนเลิกประกาศก็อีก 2 เดือนถัดมา (3 เมษายน ถึง 15 มิถุนายน 2563) การระบาดของโควิด-19 ได้ถูกผูกเงื่อนไขไว้กับมาตรการที่รุนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนับตั้งแต่ตอนนั้น 

ถึงแม้ในการระบาดระลอกใหม่ที่สมุทรสาคร ศบค. จะใช้ ‘มาตรการควบคุมแบบบูรณาการ’ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 สี ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แต่ก็ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อทั้งผู้ที่จำเป็นต้องเดินทาง เช่น ผู้ที่มีที่พักอยู่คนละจังหวัดกับที่ทำงาน พ่อค้า/แม่ค้าคนกลาง ผู้ป่วยที่ต้องเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และทั้งผู้ที่ประกอบอาชีพค้าขายหรือการท่องเที่ยวภายในจังหวัด เพราะไม่มีผู้เดินทางเข้ามา อย่างไรก็ตาม ศบค. ได้ผ่อนคลายมาตรการไปทั้งหมด 4 รอบในวันที่ 1, 22 กุมภาพันธ์ และ1, 17 มีนาคม

แต่ไม่นานหลังจากที่สมุทรสาครได้รับการลดระดับลงเป็นพื้นที่สีส้ม ก็เกิดการระบาดใหญ่ขึ้นอีกครั้งในสถานบันเทิงย่านทองหล่อ ซึ่ง ณ วันที่ 7 เมษายน 2564 พบผู้ติดเชื้อกว่า 300 รายแล้ว และ ศบค. ยังสงวนท่าทีที่จะใช้ ‘ยาแรง’ โดยคงระดับสีของแต่ละจังหวัดเหมือนเดิมไปก่อน 

ทว่ากระทรวงสาธารณสุขได้แถลงการปรับสีพื้นที่ไปก่อนหน้านั้นแล้วในวันที่ 5 เมษายน ส่วนต่างจังหวัด เช่น บุรีรัมย์ สกลนคร ก็เริ่มทยอยประกาศให้ผู้ที่เดินทางมาจาก ‘พื้นที่สีแดง’ (ซึ่งยังไม่ประกาศใช้จริง) ต้องกักตัว 14 วัน ยกเว้นมีผลการตรวจ Rapid Test เป็นลบ

ส่วนจังหวัดนครราชสีมา (รูปที่ 1) และประจวบคีรีขันธ์ ถ้าเข้าไปอ่านประกาศของจังหวัดจะพบว่า ไม่ได้กักตัวผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่สีแดงทุกคน แต่ให้เจ้าหน้าที่ซักประวัติว่ามีความเสี่ยงจากการเดินทางไปในสถานที่และเวลาเดียวกับผู้ป่วยหรือไม่ หากไม่มีก็ไม่จำเป็นต้องกักตัว

โควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่เมื่อปีที่แล้ว เกิดจาก ‘ไวรัส’ ที่มีความสามารถในการแพร่เชื้อและความรุนแรง แต่เมื่อผ่านไป 1 ปีโรคนี้ก็ยังคงระบาดอยู่ ‘มนุษย์’ จึงต้องปรับตัวให้เข้ากับไวรัสมากขึ้น และมากกว่าที่จะกำหนดมาตรการอย่างเข้มข้นจนส่งผลกระทบต่อมนุษย์ด้วยกันเอง

ทั้งนี้ องค์ความรู้ทางด้านการแพทย์ก็พัฒนามากขึ้นด้วยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มียาต้านไวรัสที่เฉพาะเจาะจงกับไวรัสชนิดนี้ แต่ก็มีแนวทางการรักษาที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตลงได้ อีกทั้งการพัฒนาวัคซีนก็มีความรวดเร็วมากกว่าการคิดค้นวัคซีนอื่นที่ผ่านมา

สงกรานต์ 2564 กับโควิด-19

รูปที่ 1 แนวทางคัดกรองและกักตัวผู้เดินทางมาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลของจังหวัดนครราชสีมา *ผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปจังหวัดใดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ต้องตรวจสอบมาตรการกับจังหวัดปลายทางก่อน

สงกรานต์ 2564 ต้องไปต่อ…

ผมสังเกตว่านโยบายของ ศบค. มีทิศทางไปในเชิงผ่อนคลายมากขึ้น ตั้งการ์ด-ฟุตเวิร์กหยั่งเชิงกับคลัสเตอร์ใหม่อยู่ หมัดแย็บที่ออกมาในวันที่ 5 เมษายน คือแนวทางการปิดสถานบันเทิงตามสถานการณ์ คือปิดเฉพาะร้านที่พบผู้ป่วย, ปิดเป็นโซนถ้าพบผู้ป่วยหลายร้าน และปิดทั้งจังหวัดถ้าควบคุมไม่อยู่

“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 7 เมษายน “เพราะเป็นเรื่องของคนจำนวนมาก ซึ่งต้องหาทางแก้ไข และเป็นช่วงของการกลับภูมิลำเนา แต่ละจังหวัดก็มีมาตรการคัดกรอง กักตัว ซึ่งรัฐบาลพยายามดำเนินการ”

ขณะเดียวกันเพจศูนย์ข้อมูล COVID-19 ก็ยังคงประชาสัมพันธ์แนวคิดการจัดประเพณีสงกรานต์แบบ New Normal ‘ริน รด พรม ใส่หน้ากาก ไม่สาดน้ำ’ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอยู่ พร้อมกับขอความร่วมมือให้ประชาชนเคร่งครัดมาตรการ DMHTT 

ล่าสุดวันที่ 8 เมษายน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ได้แถลงว่า ศบค. จะไม่มีการเปลี่ยนระดับสีของพื้นที่ แต่จะปิดสถานบันเทิง ได้แก่ ผับ บาร์ คาราโอเกะ อาบอบนวด ใน 41 จังหวัด ซึ่งมีรายงานผู้ป่วยหรือมีความเสี่ยงจากลักษณะเมืองทางผ่านหรือเมืองใหญ่ เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วันแทน 

ส่วนกิจกรรมที่สามารถจัดได้ คือ 

(1) การจัดพิธีสรงน้ำพระ รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ ทางศาสนา 

(2) การจัดพิธีรดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ ตามประเพณีนิยมหรือรูปแบบที่กระทรวงวัฒนธรรมกำหนด 

(3) การเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด สามารถดำเนินการได้ทุกที่


บทความอื่นๆ 9 ช่อง Youtube พัฒนาตนเอง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้ชีวิต