บทความ » สรุป 4 ข้อคิด จากหนังสือ Thinking Fast and Slow

สรุป 4 ข้อคิด จากหนังสือ Thinking Fast and Slow

16 มกราคม 2021
349   0

สรุป 4 ข้อคิด จากหนังสือ Thinking Fast and Slow 

สรุป 4 ข้อคิด จากหนังสือ Thinking Fast and Slow  หลายคนน่าจะรู้จักหนังสือชื่อดังอย่าง Thinking, Fast and Slow ซึ่งเขียนโดย Daniel Kahneman นักจิตวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเจ้าของรางวัลโนเบลในปี 2002โดยหนังสือเล่มนี้จะเจาะลึกถึงระบบความคิดที่จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของมนุษย์ ซึ่งหลายๆอย่างนั้นถือว่าใกล้ตัวมากทีเดียว

เล่าก่อนว่าตัวละครหลักในหนังสือเล่มนี้คือระบบ 1 และระบบ 2 ในสมอง (เป็นชื่อที่ผู้เขียนหนังสือตั้งขึ้นเอง ไม่ใช่ชื่อทางวิชาการ)ระบบทั้งคู่นั้นเกี่ยวข้องกับความคิดของเรา โดยระบบแรกนั้นจะเป็นการคิดแบบไวๆ ทำตามสัญชาตญาณ ไม่ต้องใช้สมาธิมาก เรียกได้ว่าทำไปตามธรรมชาติ ส่วนระบบที่สองนั้น จะเป็นการคิดช้าๆ แบบเพ่งพินิจ ใช้สมาธิ ใช้ต่อเมื่อต้องการโฟกัสในการทำอะไรสักอย่างที่ซับซ้อนหรือยาก

ยกตัวอย่าง หากเราเจอคนหน้าบึ้ง ระบบแรกก็จะประมวลผลทันทีเลยว่าคนนี้อารมณ์บูด หรือเวลาเราได้ยินเสียงอะไรดังๆ สมองก็จะสั่งให้เราหันไปหาต้นเสียงโดยอัตโนมัติ นี่คือการทำงานของระบบแรกกลับกัน หากเราเจอโจทย์เลขแบบ 394×39 ถ้าไม่มีเครื่องคิดเลขแล้วต้องคิดเอง เราก็คงใช้เวลากันพักหนึ่งในการเพ่งหาคำตอบ หรือเวลาเดินเขาที่มีเส้นทางน่าหวาดเสียวเสี่ยงตาย สมองเราก็จะโฟกัสโดยอัตโนมัติ นี่คือการทำงานของระบบสองสองระบบนี้ทำงานควบคู่กันไป เราไม่สามารถพึ่งพาอันไหนได้เพียงอันเดียว ระบบแรกนั้นมีข้อดีตรงที่ไม่กินแรง ทำให้การดำเนินชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่มีข้อเสียตรงที่อาจจะพ่ายแพ้ต่อกลลวง ภาพลวงตา หรืออคติทางจิตได้ ส่วนระบบที่สองนั้นดีตรงที่สามารถช่วยให้เราทำอะไรยากๆ ได้ แต่ข้อเสียก็คือมันกินแรงเหลือเกิน จะให้ใช้ระบบนี้ในชีวิตประจำวันตลอด ก็คงหมดแรงพอดี

ในการลงทุนนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางครั้งระบบ 1 ก็เข้ามามีบทบาทแทนที่ระบบ 2 (แม้ว่าจริงๆ ควรจะกลับกัน) และการที่ระบบ 1 ครอบงำการตัดสินใจของเรา ก็อาจส่งผลให้การลงทุนของเราไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

บทความนี้เลยอยากจะขอมาสรุป 6 ปรากฏการณ์ทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นได้จากระบบ 1 ซึ่งหากเรารู้ทัน เราก็จะได้เรียกระบบ 2 ของเราออกมาใช้ได้ทัน ช่วยให้การเงินการลงทุนเป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้ดีขึ้น

1. อย่าเผลอยึดผลลัพธ์

Outcome Bias คือชื่อเรียกของความลำเอียงประเภทหนึ่ง เกิดขึ้นเมื่อเราตัดสินใจโดยอ้างอิงจากผลลัพธ์ล้วนๆ ไม่ได้ดูลึกลงไปว่าอะไรทำให้เกิดผลลัพธ์นั้นๆ เช่น หากเราขาดทุนจากการลงทุน เราอาจจะมองว่ากลยุทธ์การลงทุนที่ผ่านมานั้นผันผวน เสี่ยงสูงเกินไป หรือสินทรัพย์ที่เราลงทุนนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ ‘แย่’ ในขณะเดียวกันหากเราได้กำไร เราก็จะมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ดี เหมาะกับตัวเรา มองว่าสินทรัพย์ที่ลงทุนไปนั้น ‘ดีเยี่ยม’ความลำเอียงนี้จะส่งผลกับการตัดสินใจต่อๆ ไปของเรา หากเราเคยขาดทุน เราก็จะระมัดระวังมากขึ้น (จนเผลอมองข้ามโอกาสดีๆ อื่นๆ) และหากเราเคยกำไร เราก็จะยิ่งบู๊มากขึ้น (จนไม่ทันระวังตัวก็มี) ซึ่งถามว่าการตัดสินใจของเรามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลตอบแทนไหม ก็ต้องตอบว่ามีบางส่วน แต่สิ่งที่เราคาดคะเนไม่ได้เลยคือปัจจัยอื่นๆ ที่จะมาพร้อมกับโชค (ใช่…หนังสือยอมรับว่า ‘โชค’ หรือ ‘ดวง’ มีอยู่จริง และส่งผลมากกว่าที่หลายคนคิด)

ทางที่ดีคือ เราควรมองหลายๆ ปัจจัย ไม่ใช่แค่ตัวเลขเงินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างเดียว แล้วยึดว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปตลอด แต่ควรดูว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ช่วยส่งให้การลงทุนที่ผ่านมาของเรานั้นดี/แย่ บางทีอาจจะเป็นปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้เลย เช่น บางปีอสังหาฯ ให้ผลตอบแทนดีมากเพราะดอกเบี้ยต่ำ หรือ ปีที่แล้วทองให้ผลตอบแทนดีมาก เพราะโลกเจอวิกฤตโควิด-19 เป็นต้น

2. อย่าซื้อขายระยะสั้น ถ้าใจไม่ถึง

มนุษย์เรานั้นเวลาตัดสินใจก็มักจะมองเป็นอย่างๆ ไป หรือที่เรียกว่า Narrow Framing เพราะมันง่ายกว่า แต่ถ้ามองอีกแบบ มองแบบภาพรวม (Broad Framing) ก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไป

การพนันด้วยการทอยเหรียญเพียงครั้งเดียว แล้วเสี่ยงดวงเอาครึ่งต่อครึ่งว่าจะเสียเงินหรือได้เงิน ฟังๆ แล้วอาจจะดูไม่น่าสนใจ ฟังดูเสี่ยงเกินไป (โอกาสเสียตั้ง 50% แน่ะ!) โดยเฉพาะสำหรับคนที่กลัวความเสี่ยง แม้ว่าจะเป็นจำนวนเท่าๆ กัน แต่การเสียนั้นจะทำให้รู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับความรู้สึกดีใจจากการได้ในจำนวนเท่าๆ กันเสียอีก (ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Loss Aversion)

กลับมาที่การพนันข้างต้น ถ้าเป็นการพนันหลายๆ ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งก็คงจะชนะบ้างแพ้บ้าง จะดูน่าสนใจขึ้นทันทีหากเรามองภาพรวม โอกาสการสูญเสียถูกลดทอนน้ำหนักลงไป ส่วนโอกาสการชนะก็ถูกเน้นย้ำมากขึ้น

จุดนี้มีการเปรียบเทียบกับการลงทุน หนังสือบอกว่าคนที่มองการลงทุนเป็นภาพรวม เป็น ‘พอร์ตโฟลิโอ’ ระยะยาวจะสามารถบริหารการลงทุน (และสภาพจิตใจ) ได้ดีกว่าคนที่มองว่าการลงทุนคือการซื้อๆ ขายๆ ระยะสั้นในแต่ละครั้ง ตรงกับวลีที่ว่าเวลาคือเพื่อนของนักลงทุน

3. ‘บัญชีในใจ’ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

โดยปกติแล้ว ‘เงิน’ ก็คือ ‘เงิน’ เงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนมีค่าเท่ากัน และสามารถใช้แทนกันได้หมด แต่ปรากฏการณ์ Mental Accounting ไม่ทำให้เราคิดแบบนั้น

มองในแง่ดี Mental Accounting ช่วยให้เราแบ่งเงินออกตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้ เช่น เงินก้อนนี้สำหรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เงินก้อนนี้เป็นเงินลงทุนระยะยาว เงินก้อนนี้ไว้สำหรับไปเที่ยว ฯลฯ ซึ่งนี่ก็คือลักษณะของ Narrow Framing ช่วยให้บริหารจัดการเงินได้ดีขึ้น

ถามว่าแล้วผลเสียของ Mental Accounting ล่ะมีไหม? ก็ต้องบอกว่ามีเหมือนกัน เพราะบางครั้งมันอาจจะส่งผลให้เราตัดสินใจ ‘ใช้เงินเยอะ’ ในส่วนที่เป็นเงินโบนัส หรือเงินจากการถูกหวย ทั้งที่จริงๆ แล้วมันก็คือเงินเหมือนกัน เหมือนกับเงินเดือนที่เราขวนขวายหามา หรือเงินทุนที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อหุ้น นั่นก็เพราะพอเป็นเงินที่หามาได้จากความพยายาม เราอาจจะไม่กล้าใช้มันเท่าไร แต่พอเป็นเงินลาภลอย ก็จะกล้าใช้มากขึ้น ทั้งที่จริงๆ เราสามารถนำลาภลอยไปเก็บออม ไปลงทุนต่อก็ได้

4. อะไรที่ไปสูงมาก หรือตกต่ำมาก สุดท้ายก็จะกลับคืนสู่จุดสามัญ

Regression to the Mean คือแนวคิดที่ว่าอะไรที่สุดโต่งมากๆ สุดท้ายก็จะค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่จุดค่าเฉลี่ยของมันเอง เด็กที่เคยสอบได้คะแนนสูงมากๆ ในครั้งแรก มักจะทำได้ไม่ดีเท่าเดิมในครั้งที่สอง เพราะครั้งแรกเขาอาจจะโชคดีมากๆ และโอกาสที่จะโชคดีเท่าเดิมนั้นก็ไม่เยอะ (ในเชิงจิตใจ เด็กอาจจะกดดันในครั้งที่สอง ทำให้ทำข้อสอบได้ไม่ดีเท่าครั้งแรก) ในขณะที่เด็กซึ่งทำผลสอบได้ไม่ดีในครั้งแรก ก็ไม่ได้หมายความว่าครั้งต่อไปจะไม่ดีเช่นกัน เสร็จจากครั้งนั้นเขาอาจจะไปติวมากขึ้น ทำให้รอบต่อไปผลสอบดีขึ้นได้

ในฝั่งของการลงทุน เราอาจจะได้เห็นผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์ที่เหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลง บางปีก็ขึ้นสูงมาก บางปีก็ตกต่ำมาก แต่แน่นอนว่าไม่มีสินทรัพย์ไหนเลยที่จะขึ้นไปตลอด หรือลงไปตลอด สุดท้ายทุกๆ สินทรัพย์ย่อมกลับมาสู่จุดค่าเฉลี่ยระยะยาว

นี่ก็ส่งผลต่อระยะเวลาการลงทุนด้วยเช่นกัน หากลงทุนสั้นๆ ซื้อขายไวๆ เราก็จะพบกับความเสี่ยงที่มากกว่า เพราะเราอาจจะเจอปีที่ ‘โชคดีเป็นพิเศษ’ หรือ ‘โชคร้ายเป็นพิเศษ’ ก็ได้ แต่ถ้าเราลงทุนยาวๆ ไป ความเสี่ยงหรือโชคระยะสั้นจะไม่มีผลมากนัก ผลตอบแทนก็จะได้เป็นค่าเฉลี่ยระยะยาวไป

อีกวิธีที่จะช่วยให้เรารับมือกับสถานการณ์นี้ได้คือ การจัดพอร์ตให้มีหลายๆ สินทรัพย์ นั่นเพราะในช่วงเวลา ณ ขณะหนึ่ง ไม่มีทางที่ทุกสินทรัพย์จะพร้อมใจกันทำผลงานได้ดีสุดๆ หรือแย่สุดๆ จะต้องมีสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งที่ดี หรือไม่ดี ปะปนกันไป การจัดพอร์ตให้ครอบคลุมทุกๆ สินทรัพย์ จะช่วยพยุงการลงทุนระยะยาวของเราไปได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

บทความอื่นๆ หลายชาติในยุโรปไม่พอใจ Pfizer ส่งมอบวัคซีนล่าช้า