บทความ » สิงคโปร์ สู้วิกฤตโควิด-19 ด้วยการพัฒนาศักยภาพประชาชน

สิงคโปร์ สู้วิกฤตโควิด-19 ด้วยการพัฒนาศักยภาพประชาชน

29 กันยายน 2020
776   0

สิงคโปร์ สู้วิกฤตโควิด-19 ด้วยการพัฒนาศักยภาพประชาชน

สิงคโปร์ สู้วิกฤตโควิด-19 ด้วยการพัฒนาศักยภาพประชาชน “ศักยภาพของประชาชนคือสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุด” คือประโยคอมตะนิรันดร์กาลของ ลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีและบิดาแห่งชาติของสิงคโปร์ที่ได้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาชาวโลกแล้วว่าเป็นความจริง

เพราะภารกิจพัฒนาคุณภาพประชาชนที่รัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญมาโดยตลอดได้ทำให้คนสิงคโปร์มีศักยภาพสูงในระดับแนวหน้าของโลก

และยังเป็นบันไดให้ชาติเล็กๆ ที่ขาดแคลนทรัพยากรแห่งนี้ไต่ขึ้นเป็นประเทศโลกที่หนึ่งในเวลาอันรวดเร็ว แต่ฉับพลันเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ขึ้น รัฐบาลสิงคโปร์ก็ตระหนักขึ้นมาว่าแนวทางการพัฒนาคนที่ทำอยู่นั้นไม่เพียงพออีกต่อไป 



ก่อนอื่นรัฐบาลสิงคโปร์เลือกที่จะยอมรับความจริงว่าสถานการณ์ของประเทศกำลังย่ำแย่หนัก และสื่อสารกับประชาชนอย่างไม่ปิดบังว่าพวกเขากำลังจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากและการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในโลกหลังโควิด-19

นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงกล่าวว่า “เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคตที่จะไม่เหมือนเดิม บริษัทห้างร้านทั้งขนาดเล็กและใหญ่กำลังเจ็บหนัก

หลายอุตสาหกรรมกำลังจะเปลี่ยนโฉมไปตลอดกาลและต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดให้ได้ แรงงานก็กำลังสาหัสเช่นกัน การว่างงานกำลังพุ่งขึ้น บางอาชีพกำลังจะหายไปและไม่มีวันกลับมาอีก”

อย่างไรก็ตาม ลีเซียนลุงไม่ได้ตั้งใจจะพูดเพียงเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับคนสิงคโปร์ ในหลายๆ ถ้อยแถลงต่อประชาชน เขาได้ชี้ให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หนึ่งในนั้นคือการย้ำเตือนว่าประชาชนจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ต้องพัฒนาทักษะตัวเองจึงจะอยู่รอดได้และมีงานทำในโลกหลังโควิด-19

รัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้เพียงพร่ำบอกให้คนสิงคโปร์ไปหาหนทางพัฒนาตัวเองเพียงลำพัง แต่ยังเข็นมาตรการเป็นโหลออกมาช่วยส่งเสริมประชาชนอย่างทั่วถึงทุกกลุ่ม

ตั้งแต่วัยเรียน วัยแรงงาน ไปจนถึงวัยเกษียณ เนื่องจากรัฐบาลเดินหน้านโยบายพัฒนาคนมายาวนานแล้ว การดำเนินมาตรการชุดล่าสุดท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 จึงเป็นไปอย่างคล่องตัว โดยเน้นเอาโครงการที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาต่อยอด

สิงคโปร์ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่วางยุทธศาสตร์ระยะยาวชัดเจนที่มองไกลไปถึงโลกหลังโควิด-19 นอกเหนือไปจากมาตรการเยียวยาช่วยเหลือและจัดการโรคระยะสั้นแล้วยังมองการพัฒนาทรัพยากรคนเป็นยุทธวิธีสำคัญ

การดำเนินงานพัฒนาคนเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ที่โควิด-19 เพิ่งระบาดใหม่ๆ ตามที่ ชานชุนซิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรม พูดไว้ว่า “เราจะทำอย่างเต็มที่ที่จะเตรียมความพร้อมประชาชนของเรา เราจะไม่รอจนกว่าวิกฤตโควิด-19 จะคลี่คลาย เราต้องเริ่มทันที”


ติดปีกแรงงานด้วยทักษะที่หลากหลาย โกอินเตอร์และตอบโจทย์โลกยุคใหม่รัฐบาลสิงคโปร์ทุ่มงบประมาณกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 46,000 ล้านบาท) ออกมาตรการ SGUnited Jobs and Skills Package

ที่นอกจากจะสร้างงานใหม่ๆ ให้กับแรงงานสิงคโปร์ทดแทนตำแหน่งงานที่กำลังขาดแคลน ยังขยายโอกาสให้ประชาชนได้พัฒนาทักษะตัวเองให้สอดรับกับรูปแบบความต้องการแรงงานในโลกหลังโควิด-19 

ในปี 2559 รัฐบาลสิงคโปร์ริเริ่มโครงการ SkillsFuture ซึ่งได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและบริษัทต่างๆ สร้างหลักสูตรระยะสั้นในสาขาอาชีพต่างๆ กว่า 1 หมื่นหลักสูตร ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชาวสิงคโปร์

โดยรัฐบาลให้เงินเครดิตตั้งต้นแก่ประชาชนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไปคนละ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 11,500 บาท) เป็นทุนไปสมัครเรียนหลักสูตรที่ตัวเองสนใจ และภาครัฐก็ยังคอยเติมเงินให้เป็นระยะด้วย

เมื่อเกิดโควิด-19 ขึ้น รัฐบาลก็นำ SkillsFuture ที่มีอยู่แล้วนี้เองมาใช้ โดยเพิ่มเงินเครดิตให้คนสิงคโปร์อีกเป็นเท่าตัว แถมยังออกเงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนให้อีกจำนวนมากเพื่อกระตุ้นให้คนสิงคโปร์ไปเรียนกันมากขึ้น

นอกจากนี้รัฐบาลยังเปิดโครงการฝึกงานในหลายสาขาอาชีพให้กับประชาชนทั้งที่เพิ่งเรียนจบใหม่และมีงานทำอยู่แล้ว โดยให้เงินเบี้ยเลี้ยงคนละ 1,200 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 27,600 บาท) ต่อเดือนตลอดโปรแกรมการฝึกงานด้วย

รัฐบาลยังมีแผนที่จะกระชับความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและบริษัทต่างๆ รวมทั้งหาพันธมิตรเพิ่มขึ้นอีก เพื่อสร้างหลักสูตรการเรียนรู้และโปรแกรมฝึกงานรองรับจำนวนคนและสาขาอาชีพที่มากขึ้น  

เป้าหมายหลักของรัฐบาลสิงคโปร์ก็คือต้องการให้ประชาชนได้อัปเดตทักษะความรู้ของตัวเองให้ทันโลกสมัยใหม่ โดยเน้นให้ศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากเป็นพิเศษ แม้รัฐบาลจะส่งเสริมเรื่องนี้มาพักใหญ่แล้ว แต่โควิด-19 ก็ทำให้การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเร่งไวขึ้นไปอีก รัฐบาลจึงเน้นส่งเสริมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเทคโนโลยีโดยเฉพาะ

เช่น หลักสูตรที่สอนเกี่ยวกับระบบหุ่นยนต์, AI, การเขียนโปรแกรม, ความปลอดภัยทางไซเบอร์, ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ, ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง, บล็อกเชน, อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์, การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ

รวมไปถึงหลักสูตรเฉพาะสาขาอาชีพ เช่น การใช้เทคโนโลยีเสมือนในธุรกิจการนำเที่ยว, การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในธุรกิจการรับส่งผู้โดยสาร,

การใช้สื่อดิจิทัลสร้างงานศิลปะและการแสดง, การทำการค้าและการตลาดบนแพลตฟอร์มดิจิทัล, เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และอีกมากมาย รัฐบาลยังสร้างโอกาสฝึกงานสำหรับแรงงานที่เพิ่งเรียนจบใหม่ในภาคไอที วิศวกรรม ซอฟต์แวร์ และ AI มากเป็นพิเศษด้วย

นอกจากจะให้อัปเดตทักษะ ใน สายงานของตัวเอง รัฐบาลสิงคโปร์ยังกระตุ้นให้ประชาชนฝึกทักษะที่หลากหลายข้ามสายงานด้วย แม้จะ ไม่เคยมีพื้นฐานในสายงานนั้นๆ มาก่อนเลยก็ตาม เพราะวิกฤตโควิด-19 ทำให้งาน บางอย่าง

กำลังหมดความสำคัญหรืออาจสูญหายไป หากประชาชนมีทักษะ ในสาขาอาชีพอื่น ด้วย ก็จะ ช่วยให้หางานใหม่ง่ายขึ้นในสายงานที่อยู่รอดหรือกำลังจะเป็นที่ ต้องการสูง รัฐบาลยังมีโครงการ Professional Conversion Program

ช่วยให้บรรดาแรงงานทักษะสูงสามารถเปลี่ยนงานไปสู่สายงานที่กำลังมาแรงในโลกหลังโควิด-19 ได้อย่างง่ายดาย เช่น วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์, อิเล็กทรอนิกส์, เทคโนโลยีดิจิทัล, วิศวกรรมหุ่นยนต์, การศึกษา, การวิเคราะห์ข้อมูล, การค้า รวมถึงการดูแลเด็กเล็ก คนสูงวัย และผู้ป่วย โดยที่ไม่จำเป็นต้องเรียนจบหรือมีประสบการณ์ในสายงานนั้นๆ มาก่อน เพียงแค่ผ่านหลักสูตรหรือโปรแกรมฝึกงานที่รัฐบาลจัดให้เท่านั้น  

วิกฤตโควิด-19 ยังทำให้รัฐบาลสิงคโปร์มองเห็นว่าตลาดและโอกาสงานในประเทศกำลังเล็กลงไป ขณะที่แรงงานสิงคโปร์เองก็จะต้องแข่งขันกับแรงงานต่างชาติดุเดือดขึ้น ทำให้คนสิงคโปร์และธุรกิจต่างๆ จะต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ

ในตลาดต่างประเทศมากขึ้น รัฐบาลก็ได้มีวิสัยทัศน์เพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งคือการส่งเสริมให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีศักยภาพที่จะแข่งขันบนเวทีต่างประเทศได้แบบเข้มแข็งขึ้นไปอีก โดยเลือกขยับขยายโครงการที่รัฐบาลทำไว้อยู่แล้วอย่าง

Scale-up SG ที่ส่งเสริมทักษะให้ผู้ประกอบการพากิจการตัวเองก้าวไกลไประดับโลก และ Global Ready Talent Program ที่ให้โอกาสแรงงานสิงคโปร์รุ่นใหม่ได้ฝึกงานเก็บเกี่ยวทักษะในต่างประเทศ



เตรียมความพร้อมตั้งแต่วัยเรียนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับการศึกษาแยกจากกันไม่ขาด รัฐบาลสิงคโปร์เองก็ให้ความสำคัญกับการศึกษามาโดยตลอด และกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นอีกหลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ขึ้น

รัฐบาลสิงคโปร์เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างความเท่าเทียมทางโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ รัฐบาลมองเห็นว่าวิกฤตโควิด-19

ทำให้ความเหลื่อมล้ำตรงนี้ถ่างกว้างขึ้น เพราะเด็กที่มาจากครอบครัวรายได้น้อยเจอความยากลำบากในการเรียนมากกว่ากลุ่มอื่นเมื่อไม่สามารถไปเรียน ที่โรงเรียนได้เหมือนเดิม และครอบครัวของเด็กกลุ่มนี้ก็ยังส่งเสียค่าเทอมลำบากขึ้น

เพราะ รายได้ลดลงไปอีก รัฐบาลสิงคโปร์ตัดสินใจแก้ปัญหานี้ด้วยการหยิบโครงการที่มีอยู่อย่าง KidStart และ UPLIFT ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยเหลือเด็กที่ด้อยโอกาสกว่าเด็กกลุ่มอื่นในหลายรูปแบบให้มีโอกาสในการศึกษาและพัฒนาตัวเองเทียบเท่ากับเด็กที่มาจากพื้นฐาน ครอบครัวที่ดี

รัฐบาลเอาโครงการพวกนี้มาขยับขยายจนครอบคลุมหลายพื้นที่ชุมชนบนเกาะ สิงคโปร์มากขึ้นเ พื่อ เข้าถึงเด็กกลุ่มใหญ่ขึ้น และเพิ่มรูปแบบการช่วยเหลือให้มากขึ้นอีก กระทรวงศึกษาธิการ ของ สิงคโปร์ยังทุ่มงบประมาณพัฒนาคุณภาพโรงเรียน

พัฒนาครู จ้างบุคลากร และจัดหาทรัพยากรการศึกษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะโรงเรียนระดับล่างที่มีนักเรียนมาจากพื้นฐานครอบครัวขาดโอกาส เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กเหล่านี้จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับเด็กคนอื่นๆ

สิงคโปร์ก็เจอปัญหาเหมือนประเทศอื่นๆ คือเด็กนักเรียนบางกลุ่มเจอความลำบากในการเรียนออนไลน์ในช่วงล็อกดาวน์เพราะขาดแคลนอุปกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์จึงเร่งแจกแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อปให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาทุกคน

อันที่จริงนโยบายนี้ได้มีมาระยะหนึ่งก่อนที่จะมีโควิด-19 แล้ว แต่พอเกิดวิกฤตขึ้น กระทรวงก็เร่งรัดแจกจ่ายเร็วขึ้นโดยตั้งเป้าว่าจะต้องถึงมือนักเรียนมัธยมทุกคนให้ได้ในปี 2564 เร็วกว่ากำหนดเดิมที่เคยตั้งเป้าไว้อยู่ถึง 7 ปี

และยังให้เครดิตเพิ่มอีกคนละ 200 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 4,600 บาท) สำหรับซื้ออุปกรณ์เสริม ส่วนนักเรียนที่มาจากครอบครัวรายได้ต่ำก็จะได้เงินอุดหนุนซื้ออุปกรณ์เพิ่มไปอีก

นโยบายเร่งแจกแท็บเล็ตหรือแล็ปท็อปให้นักเรียนเร็วขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ National Digital Literacy Program ที่มุ่งให้ประชาชนในวัยเรียนมีทักษะความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่แข็งแรงขึ้น

ตอบโจทย์โลกที่กำลังพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้นทั้งในเรื่องการทำงานและชีวิตประจำวันในโลกหลังโควิด-19 แต่การแจกอุปกรณ์อย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอ กระทรวงศึกษาธิการยังปรับหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานให้สอดรับด้วย

โดยเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อหาการเรียนเกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) การเขียนโปรแกรม (Coding) วิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computing Sciences) รวมไปถึงทักษะการใช้เทคโนโลยีไซเบอร์อย่างมั่นคงปลอดภัย (Cyber Wellness Education) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา 

กระทรวงศึกษาธิการยังมีแนวคิดที่จะเติมเต็มทักษะความรู้ทางด้านการเงินให้นักเรียนควบคู่ไปกับทักษะทางเทคโนโลยีด้วย เพราะเล็งเห็นว่าหลังโควิด-19 การทำธุรกรรมการเงินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนช่องทางอิเล็กทรอนิกส์กำลังเป็นที่นิยมแทนที่เงินสด

ทักษะด้านเทคโนโลยีกับด้านการเงินจึงแยกจากกันไม่ขาด นอกจากจะให้ความรู้เรื่องการเงินในหลักสูตรแล้ว กระทรวงยังจะส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนมีสมุดบัญชีตั้งแต่อยู่ชั้นประถมเพื่อฝึกการใช้จ่ายเงินแบบไม่ใช้เงินสด และฝึกให้รู้จักบริหารเงินของตัวเองเป็นตั้งแต่เด็กด้วย

ในระดับอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็กำลังเร่งติดปีกทักษะทางเทคโนโลยีให้นักศึกษาเหมือนกัน สำหรับนักศึกษาที่เรียนในสาขาที่กำลังข้องเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI มากขึ้น เช่น สาขาความมั่นคงไซเบอร์ การขนส่ง

อุตสาหกรรมและการเงินการธนาคาร กระทรวงได้เพิ่มความเข้มข้นของเนื้อหาด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เชิงลึกลงไปในหลักสูตร ขณะที่นักศึกษาในสาขาอื่นๆ ก็จะได้เรียนความรู้พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

สถาบันการศึกษาหลายแห่งยังเริ่มนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนในบางสาขามากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality Technology) เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ และ AI เพื่อเตรียมพร้อมทักษะนักศึกษาให้รองรับโลกการทำงานในหลายสาขาอาชีพที่กำลังจะข้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้มากขึ้น  

บทความอื่นๆ ตำนาน 9 นักสู้ผู้เปิดประตูแห่งความฝันให้แก่นักเทนนิสหญิงทั้งโลก