บทความ » เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ลงทัณฑ์บัญชาให้สมอุรา

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ลงทัณฑ์บัญชาให้สมอุรา

12 พฤษภาคม 2021
106   0

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ลงทัณฑ์บัญชาให้สมอุรา

เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ลงทัณฑ์บัญชาให้สมอุรา หลังออกมาสร้างความปั่นป่วนและมอบผลกรรมให้กับเหล่านักเรียนและคณาจารย์ ไปพอหอมปากหอมคอ ในซีซั่นแรก เด็กสาวปริศนาผู้ไว้ผมทรงหน้าม้าและมีชื่อประหลาด อย่าง ‘แนนโน๊ะ’

(ที่ในตัวเรื่องเลือกสะกดอย่างมีอรรถรส) ก็กลับมาสานต่อภารกิจสุดสยองของ เธออีกครั้งกับซีซั่น 2 ของ Girl from Nowhere หรือ เด็กใหม่–ซีรีส์ไทย ที่กำลังได้รับ การพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้

เด็กใหม่ เป็นซีรีส์ แบบจบใน ตอน (anthology) ที่ในแต่ละตอนจะพาแนนโน๊ะไปเผชิญกับสังคมของ แต่ละโรงเรียน โดยเนื้อหาหรือ ประเด็นหลักที่ต่างกันออกไป ซึ่งแนนโน๊ะก็มักจะนำพา เอาความวายป่วงไป ยังแต่ละที่ที่เธอไปเยือน ผลักดันให้บรรดาตัวละครเผยความชั่วร้ายที่เก็บงำไว้ออกมา และ สะท้อนให้เรา เห็นความรุนแรงในระบบการศึกษาไทยไปด้วยในตัวอยู่เสมอ

สำหรับซีซั่นที่ 2 นี้ เด็กใหม่ ได้เลื่อนยศ มาเป็นซีรีส์ออริจินัลของ Netflix อย่างเต็มตัว จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นงานโปรดักชั่น และ งานกำกับภาพที่เต็มไปด้วยลูกเล่นแพรวพราวทั้งยังดูเนี้ยบมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ การคุมประเด็นของทั้งซีซั่นก็มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น แม้ในแต่ละ ตอนจะยังคงความ ‘จบในตอน’ ไว้อยู่ในระดับหนึ่งก็ตาม

กระแสพูดคุยถึง เด็กใหม่ มีมาให้เห็นตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ก่อนที่ซีซั่นใหม่จะปล่อยฉาย เห็นได้จากการค่อยๆ ไต่อันดับ ขึ้นมาเรื่อยๆ บนแถบ 10 อันดับผลงานที่ได้รับชมมากที่สุดบน Netflix จนกระทั่ง ยึดครองอันดับ 1

ไปได้ตั้งแต่ตอนปล่อยฉายใหม่ๆ มาจนถึงตอนที่ผู้เขียนกำลังเขียน บทความชิ้นนี้ เราอาจกล่าวได้ว่า กระแสตอบรับของผู้ชมส่วนใหญ่นั้นเรียกได้ว่า ‘เสียงแตก’ เพราะจะเห็นได้ว่ามีทั้งฝั่งที่ ชอบซีรีส์เอามากๆ และ ฝั่งที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ท่าทีหรือทัศนคติบางอย่างของตัวซีรีส์

ตัวผู้เขียนเองเอนเอียงไป ทางฝ่ายหลัง เพราะแม้จะชื่นชมการแสดงชนิดระเบิดลงของทีมนักแสดง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงในบทรุ่นพี่ที่ถูกเอาคืน ของ เอม–ภูมิภัทร ถาวรศิริ) ทั้งยังชอบไอเดียแรก เริ่มของซีรีส์ รวมไปถึง

งานคราฟต์ต่างๆ ของ ซีซั่นนี้อยู่พอสมควร (ปฏิเสธไม่ได้ว่าการซูมเข้าซูม ออกแบบ ไม่เกรงใจคนดูในตอน 5 และ งานภาพขาว-ดำในตอน 6 นั้นถือว่าแปลกใหม่ สำหรับซีรีส์ไทยจริงๆ) แต่ผู้เขียนกลับ พบว่า ตัวเองผิดหวัง กับทัศนคติ หรือ ทางเลือกที่ตัว ซีรีส์พาคนดูไป(ไม่)ถึงอยู่ในหลายๆ ตอน

การมาถึงของแนนโน๊ะดูเหมือนจะสร้างความคาดหวังว่า สารพันปัญหาที่ถูกหมักหมมอยู่ในโรงเรียนจะได้รับ การขุดคุ้ยขึ้นมา สะสางไม่ว่า มันจะเป็น ความรุนแรงในหมู่นักเรียนด้วยกันเอง หรือ ความรุนแรงจากครูบาอาจารย์ก็ตาม ปัญหาหลัก ที่ถูกหยิบขึ้นมาพูดในซีซั่นนี้ ทั้ง เรื่องของการท้องในวัยเรียน อำนาจนิยม

ระบบอาวุโส ความรุนแรงทางเพศ ไปจนถึง ความขัดแย้ง ทางชนชั้นใน โรงเรียนนั้น โดยสรุปรวบ ย่อมันก็คือปัญหาที่มาจากความคิด ที่ล้าหลัง แต่เรากลับพบว่า การชำระบาป ของแนนโน๊ะ ส่วนมากกลับไม่ได้ทำไปเพื่อความก้าวหน้า (ไม่ว่าคนทำจะคิดว่าตนก้าวหน้า หรือไม่ก็ตาม) หรือเพื่อ ‘แก้ปัญหา’ แต่อย่างใด

ไม่ว่ามันจะเป็นการแก้เผ็ด ผู้ชายนักล่าแต้ม ที่ชอบทำผู้หญิงท้อง (จนน่าสงสัยว่าไอ้การชอบทำผู้หญิงท้องนี่มันเป็น fetish อย่างหนึ่งหรือไร) ด้วยการทำให้ ตัวผู้ชายท้องซะเอง การลงโทษลูกเศรษฐีที่ขับรถชนคนตายหลายศพ ด้วยการฆ่าเธอ ให้ตายแล้วทำให้เธอฟื้นขึ้นมาโดนฆ่าซ้ำๆ หรือการแก้แค้นรุ่นพี่นักว้าก

ด้วยการให้เขาถูก ‘รับน้อง’ อย่างโหดร้ายเสียเอง ทำให้เราอาจพอสรุปได้ว่า ‘ความยุติธรรม’ ในสายตาของแนนโน๊ะคือ การแก้แค้น แบบตาต่อตาฟันต่อฟันที่เน้นความสาแก่ใจเป็นหลัก เหมือนที่คิทตี้–ชิชา อมาตยกุล นักแสดงผู้รับบท แนนโน๊ะชี้ไว้ว่า “เรื่องความสะใจ แนนโน๊ะมีให้แน่นอน” 

แต่ทำไมการแก้แค้นแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หรือการทำเพื่อความสะใจถึงมีปัญหาล่ะ–การจะตอบคำถามนี้ได้ เราอาจต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ที่ว่าตาต่อตาฟันต่อฟันนั้นเป้าหมายอยู่ที่ใคร และที่ว่าสะใจนั้นสะใจใครกันแน่ (หรือกระทั่งว่ามันสะใจจริงๆ หรือเปล่าด้วยซ้ำ)

แน่นอนว่าแนนโน๊ะเผย ให้เราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างภายในโรงเรียน ทว่าเป้าหมายของแนนโน๊ะนั้นไม่เคยไปไกลกว่าตัวบุคคล นั่นคือคนที่ทำผิดจะได้รับผลกรรมในสิ่งที่ตนได้ทำไป แต่สุดท้ายโครงสร้าง ที่เอื้ออำนวยให้เขาทำผิด มาโดยตลอดก็จะยัง คงดำรงอยู่ต่อไป ส่วนคนที่สะใจในท้ายที่สุด หากไม่ใช่ตัวแนนโน๊ะเอง ก็เห็นจะเป็นตัวผู้สร้าง คนเขียนบท และตัวคนดู ที่สามารถแยกตัวเองออกมา จากสถานการณ์ ในเรื่อง ได้อย่างสมบูรณ์

กล่าวคือ กระบวนการสร้างความสะใจนั้นอาศัยการผลักให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่อยู่นอกตัวตนของเรา เพราะผู้ถูกกระทำไม่ใช่เรา หรือไม่ใช่คนในแบบที่เราจะเป็น เราจึงสามารถสะใจกับผลกรรมที่เขาโดนได้เนื่อง จากผลกรรมที่ว่าไม่มีทางเกิดขึ้นกับเรา คนดูจึงถูกผลักออกมาให้อยู่ในระนาบของผู้สังเกต สังกา ไม่ต่างจากผู้สร้างที่สามารถ ‘ลอยตัว’ ในเชิงศีลธรรมเพื่อบรรเลงบทลงโทษแก่คนเลว

ในตัวเรื่องได้อย่างเต็มที่ นั่นทำให้ผู้สร้างสามารถยัดบทพูดลวกๆ อย่าง “เราตัดสินใคร ได้จริงเหรอในโลกสีเทาๆ ใบนี้” ให้แนนโน๊ะพูด ทั้งๆ ที่ตัวผู้สร้าง (และตัวแนนโน๊ะเอง) ทำการตัดสิน คนอื่นมาตลอด โดยที่ ‘การตัดสิน’ ที่ว่านี้ก็ถือเป็นกระดูกสันหลังของตัวซีรีส์นี้เลยด้วยซ้ำ นี่ยัง ไม่พูดถึงความเฉยเมยทางการเมืองที่สะท้อนออกมาจากบทพูดนี้อีก เพราะในตอนที่ ปรากฏบทพูดนี้คือตอนที่มีการพาดพึงถึงการเมืองนอกซีรีส์อย่างชัดเจนที่สุด

อีกหนึ่งปัญหาที่หนักหนาเอาการสำหรับซีซั่นนี้ เห็นจะเป็นการพยายามพูดถึงปัญหาของผู้หญิงอย่างประดักประเดิดด้วยมุมมอง ของผู้ชาย (ผู้กำกับในซีซั่นนี้เป็นผู้ชายทุกคน) ทั้งๆ ที่หลายต่อหลายตอนมีการพูดถึง ปัญหาทางเพศ (ทั้งพูดอ้อมๆ และตรงไปตรงมา) ดังเช่นในตอนที่ 1 ผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบกับ การมีเพศสัมพันธ์จนทำผู้หญิงท้องไปหลายรายนั้นอาจได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากการที่ ตนตั้งท้องขึ้นมาเองบ้าง แต่ผู้เขียน (ที่ก็เป็นผู้ชาย) ไม่แน่ใจนักว่าผู้หญิงจะรู้สึกได้รับความยุติธรรม อะไรขึ้นมาจากสิ่งนี้ (หรือกระทั่งรู้สึกสะใจบ้างหรือเปล่า)

ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า เนื้อเรื่องในซีซั่น 2 มีความเชื่อมโยงถึงกันในแต่ละตอนมากขึ้น ตัวเชื่อมโยงที่ว่านั้นก็คือ ตัวละคร อย่างยูริ (รับบทโดย นิ้ง–ชัญญา แม็คคลอรี่ย์) ที่ผันตัวจากผู้ถูกกระทำ มาเป็น ผู้แจกจ่ายผลกรรมได้สมน้ำสมเนื้อกับแนนโน๊ะ เราได้เห็นการปรากฏตัวแบบผลุบๆ โผล่ๆ ของยูริมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งเธอมี บทเด่นขึ้นมาในช่วงกลางซีซั่น และในท้ายซีซั่นนี่เองที่เราได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของ ตัวละครตัวนี้ ในฐานะผู้ที่ จะก้าวขึ้นมาเป็น ‘ศาลเตี้ย’ ในแบบที่เลวร้ายยิ่งกว่าแนนโน๊ะ ขณะที่ ตัวแนนโน๊ะเองกลับเริ่มกังขาสิทธิ ในการลงทัณฑ์ผู้คนของเธอ

คงจะดีไม่น้อย หากการตั้งคำถามดังกล่าวนั้น ครอบคลุมกว้างไกล ไปถึงตัวซีรีส์และผู้สร้างเองด้วย เพราะตลอดทั้งหมด 21 ตอนของ เด็กใหม่ การตั้งคำถามเชิงศีลธรรม ดังกล่าวกลับเริ่มมาโผล่ในช่วงท้ายๆ นี้เอง

แน่นอนว่าผู้เขียน จะยังตั้งตารอดูซีซั่น ต่อไป โดยได้แต่ หวังว่าตัวเนื้อหาจะ ข้ามพ้นเพดาน ทางทัศนคติที่ คอยฉุดรั้งซีรีส์เรื่องนี้ไว้ ก้าวทันบทสนทนาในสังคมและ หยุดผลิตซ้ำวิธีการพูดถึง ความอยุติธรรม ในแบบเดิมๆ เสียที

บทความอื่นๆ True mothers หนังญี่ปุ่น