บทความ » เศรษฐกิจไทยของประเทศไทย จะเป็นยังไง

เศรษฐกิจไทยของประเทศไทย จะเป็นยังไง

8 มีนาคม 2021
555   0

เศรษฐกิจไทยของประเทศไทย จะเป็นยังไง

เศรษฐกิจไทยของประเทศไทย จะเป็นยังไง เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์กึ่งละครเพลงเรื่อง Les Misérables หรือที่มีชื่อไทยว่า เหยื่ออธรรม ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมชั้นครูที่แต่งโดยวิกตอร์ อูโก นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส เหยื่ออธรรม เล่าเรื่องราวของประชาชนชาวฝรั่งเศสที่ถูกกดขี่ข่มเหงโดยชนชั้นสูงและระบบการปกครองจนนำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789-1832 โดยบอกเล่าผ่านตัวละครเอกที่เป็นเหยื่อของระบบการปกครอง สังคมและวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยว

หนึ่งในตัวละครที่สะท้อนถึงการขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมคือ ฟองทีน (Fantine) เธอเคยเป็นเด็กสาวที่มีความฝันและเชื่อว่าโลกนั้นน่าอยู่ แต่เมื่อเติบโตขึ้น ฟองทีนกลับต้องเผชิญกับชะตากรรมที่น่าสงสาร เธอพบรักกับ โธโลมิเย (Tholomyès) นักศึกษาจากครอบครัวชั้นสูงและให้กำเนิดลูกสาว แต่โธโลมิเยปฏิเสธความรับผิดชอบและทิ้งเธอไป ฟองทีนจึงต้องเลี้ยงลูกสาวเพียงลำพัง

หลังจากนั้นฟองทีนก็มีชีวิตที่ยากลำบาก เธอฝากลูกสาวไว้กับครอบครัวเดนาร์ติเยร์ (The Thénardiers) เพื่อออกมาหางาน แต่งานก็หายากและให้ผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย เพราะสังคมฝรั่งเศสในสมัยนั้นไม่ยอมรับหญิงที่ท้องโดยไม่มีสามี ซ้ำร้ายยังถูกครอบครัวเดนาร์ติเยร์เอาเปรียบโดยโกหกว่าลูกสาวของเธอป่วยและขอเงินค่ารักษา ในที่สุดฟองทีนจึงจำใจต้องขายผมกับฟันหน้าและกลายมาเป็นโสเภณี ฟองทีนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิตเธอก็ยังห่วงลูกสาวและรู้สึกคับแค้นต่อโชคชะตาและสังคมรอบข้าง

ฟองทีนเป็นตัวแทนของประชาชนชาวฝรั่งเศสที่ตกเป็นเหยื่อของ ‘กรอบ’ หรือ ‘กฎเกณฑ์’ ที่กำหนดรูปแบบการดำเนินชีวิตของประชาชนในยุคสมัยนั้น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกกรอบหรือกฎเกณฑ์นี้ว่า ‘โครงสร้างเชิงสถาบัน’ ชีวิตของเธอทำให้เราเห็นว่าโครงสร้างเชิงสถาบันสามารถกำหนดชะตาชีวิตของประชาชนได้ เช่นเดียวกับชะตาของเศรษฐกิจและสังคม

จากบทความฉบับที่แล้ว ผมทิ้งคำถามไว้ว่า เราจะเปลี่ยนระบบสถาบันการเงินไทยอย่างไรเพื่อให้สถาบันการเงินมีบทบาทในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น การจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้สัมฤทธิ์ผลจำเป็นต้องเปลี่ยนที่รากของปัญหานั่นคือ ‘โครงสร้างเชิงสถาบัน’ ที่กำหนดรูปแบบการดำเนินกิจการของสถาบันทางการเงิน ในบทความฉบับนี้ ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับโครงสร้างเชิงสถาบันของระบบสถาบันการเงินที่ดี และหาคำตอบร่วมกันว่าโครงสร้างเชิงสถาบันของระบบสถาบันการเงินไทยเป็นอย่างไร

เรียนรู้จากระบบสถาบันการเงินฝรั่งเศส

นอกจากมีวรรณกรรมที่ดีแล้ว ฝรั่งเศสยังมีระบบสถาบันการเงินที่ดีด้วย โดยระบบสถาบันการเงินฝรั่งเศสประสบความสำเร็จทั้งในมิติของ 1. บทบาทในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินอย่างทั่วถึง 2. การแข่งขันภายในระบบสถาบันการเงิน และ 3. การบริหารจัดการความเสี่ยง

ในมิติของบทบาทในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินอย่างทั่วถึง ข้อมูลจาก Bank for International Settlements (BIS) ระบุว่า ในปี 2019 ฝรั่งเศสมีสัดส่วนของสินเชื่อธุรกิจต่อมูลค่า GDP สูงถึง 150.1% ซึ่งเป็นอันดับที่ 6 จาก 48 ประเทศในถังข้อมูล นอกจากนี้ระบบสถาบันการเงินฝรั่งเศสยังสนับสนุนธุรกิจ SMEs ได้ดีอีกด้วย โดยข้อมูลจาก European Banking Federation (EBF) ระบุว่า สินเชื่อใหม่ที่ให้กับธุรกิจ SMEs คิดเป็นถึง 42% สินเชื่อปล่อยใหม่ทั้งหมดในเดือนธันวาคม 2019 นอกจากนี้คำขอสินเชื่อเพื่อการลงทุนของ SMEs ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 ก็ได้รับการยินยอมให้กู้ถึง 97%

ในมิติของการแข่งขันภายในระบบสถาบันการเงิน ข้อมูลจาก EBF ระบุว่า ฝรั่งเศสมีธนาคารจดทะเบียน ณ สิ้นเดือนมกราคม 2020 สูงถึง 340 บริษัท ขณะที่ธนาคารโลกระบุว่าระบบสถาบันการเงินฝรั่งเศสมีการแข่งขันสูงเป็นอันดับที่ 55 จาก 160 ประเทศ

การแข่งขันที่ดีส่งผลให้สถาบันการเงินฝรั่งเศสมี Overhead Cost ต่อสินทรัพย์รวมต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 31 จาก 186 ประเทศ และสามารถคิดอัตราเงินกู้และเงินฝากที่เหมาะสมสะท้อนจาก Net Interest Margin ที่ต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 13 จาก 184 ประเทศทั่วโลก[i]

นอกจากนี้ระบบสถาบันการเงินของฝรั่งเศสยังสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี สะท้อนจากสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL) ที่ต่ำกว่า 3% นอกจากนี้สถาบันการเงินฝรั่งเศสยังมีความน่าจะเป็นที่จะล้มละลายน้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 17 จาก 183 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย

1985 Banking Act กฎหมายพลิกชะตาของระบบสถาบันการเงินฝรั่งเศส

อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ฝรั่งเศสมีระบบสถาบันการเงินที่ดี? ประวัติศาสตร์มีคำตอบครับ

ก่อนหน้าที่สถาบันการเงินฝรั่งเศสจะเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเหมือนทุกวันนี้ สถาบันการเงินฝรั่งเศสก็เคยมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก่อน โดยหากย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สถาบันการเงินทั้งหมดถูกรวมศูนย์เข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกระทรวงการคลัง (The Treasury) ซึ่งทำให้ภาครัฐสามารถแทรกแซงกลไกการทำงานของระบบสถาบันการเงินได้ถึง 2 ต่อ

ต่อแรก กระทรวงการคลังได้ก่อตั้ง Deposit Network ซึ่งเป็นเครือข่ายของสถาบันการเงินและสหกรณ์ขนาดใหญ่ โดยสถาบันการเงินที่อยู่ในเครือข่ายนี้จะสามารถเข้าถึงเงินฝากต้นทุนต่ำและได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงการคลัง สิทธิประโยชน์ดังกล่าวทำให้สมาชิกของ Deposit Network กลายเป็นผู้มีอิทธิพลในระบบสถาบันการเงินของฝรั่งเศสไปโดยปริยาย โดยกระทรวงการคลังก่อตั้ง Deposit Network

มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สถาบันการเงินในเครือข่ายเป็นเครื่องมือในการให้สินเชื่อกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ภาครัฐต้องการสนับสนุน (Subsidized Loan) ซึ่งธุรกิจบางรายมีผลการดำเนินงานที่แย่ ดังนั้นการให้สินเชื่อกับธุรกิจเหล่านี้จะเข้าข่าย Zombie Lending

ต่อที่สอง ในช่วงปี 1970 ภาครัฐพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการให้สินเชื่อผ่านสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของ Deposit Network อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังต้องจัดการกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น แทนที่จะยอมปรับอัตราดอกเบี้ยกลางให้สูงขึ้น กระทรวงการคลังกลับออกโปรแกรม Encadrement du crédit

เพื่อตั้งเพดานการให้สินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงินที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ Deposit Network เพื่อจำกัดปริมาณเงินในระบบ ขณะเดียวกันก็อัดฉีดเงินให้สถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของ Deposit Network นำไปปล่อยกู้ให้กับธุรกิจที่ภาครัฐต้องการอุ้ม

การแทรกแซงดังกล่าวเป็นการบิดเบือนกลไกการตลาดอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทรัพยากรทางการเงินไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ไม่ได้สะท้อนถึงผลิตภาพการผลิตของธุรกิจหรือความต้องการสินเชื่ออย่างที่ควรจะเป็น

การทำงานที่ผิดปกติของระบบสถาบันการเงินส่งผลให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสขาดความสมดุล สะท้อนจากการขาดดุลการชำระเงินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การแทรกแซงของภาครัฐกลายเป็นภาระทางการคลังมูลค่ามหาศาลจนภาครัฐไม่สามารถรองรับได้

ในที่สุดจึงเกิดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินในปลายปี 1984 โดยกระทรวงการคลังออกกฎหมาย 1985 Banking Act ที่ช่วยวางโครงสร้างเชิงสถาบันของระบบสถาบันการเงินฝรั่งเศสเสียใหม่

ภายใต้ 1985 Banking Act กระทรวงการคลังได้ประกาศยกเลิกการให้เงินอุดหนุนกับสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของ Deposit Network และยกเลิกการควบคุมเพดานการให้สินเชื่อภายใต้โปรแกรม Encadrement du crédit นอกจากนี้ภาครัฐยังยอมแปรรูปกิจการธนาคารขนาดใหญ่ให้เอกชนเข้ามาเป็นเจ้าของ (Privatization) ซึ่งธนาคารขนาดใหญ่เหล่านี้มีสัดส่วนสินทรัพย์สูงถึง 20% ของระบบธนาคารทั้งหมด

การบังคับใช้กฎหมาย 1985 Banking Act ส่งผลดีต่อระบบสถาบันการเงินอย่างมีนัยสำคัญ โดยสถาบันการเงินเริ่มกลับมาให้สินเชื่อโดยพิจารณาจากผลประกอบการและความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจ

นอกจากนี้กฎหมายใหม่ยังช่วยลดบทบาทของสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของ Deposit Network และช่วยให้การแข่งขันภายในระบบสถาบันการเงินเพิ่มสูงขึ้น

โครงสร้างเชิงสถาบันที่ดีเอื้อให้สถาบันการเงินฝรั่งเศสก้าวขึ้นมามีบทบาทในการสนับสนุนภาคเศรษฐกิจจริงได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและมีประสิทธิภาพสูง โดยงานศึกษาของ Bertrand, Schoar, and Thesmar (2007)[ii] 

พบว่า การปฏิรูประบบสถาบันการเงินของฝรั่งเศสเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เร่งให้เกิดกระบวนการทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์ที่ปลดล็อกศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจฝรั่งเศส และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ฝรั่งเศสก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ทำความเข้าใจโครงสร้างเชิงสถาบัน Inclusive Institution vs. Extractive Institution

เรื่องราวของกฎหมาย 1985 Banking Act ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างเชิงสถาบันมีความสำคัญต่อ ‘ชะตา’ ของระบบสถาบันการเงินและระบบเศรษฐกิจโดยรวมมากเพียงใด เรามาทำความเข้าใจโครงสร้างเชิงสถาบันให้มากขึ้นกันครับ

ในหนังสือ Why Nations Fail (2012) ของ Daron Acemoglu และ James A. Robinson นักเศรษฐศาสตร์สถาบันชื่อดังแบ่งโครงสร้างเชิงสถาบันออกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้เห็นภาพ เราสามารถเทียบโครงสร้างเชิงสถาบันทั้งสองประเภทกับเนื้อเพลง I Dreamed a Dream ได้ดังนี้ครับ

โครงสร้างเชิงสถาบันที่ดีเรียกว่า Inclusive Institution อันหมายถึงโครงสร้างเชิงสถาบันที่สนับสนุนการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น มีกฎหมายที่เอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม โดยประชาชนควรได้โอกาสในการเข้าสู่ตลาดและเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำ

เช่น การถูกเอารัดเอาเปรียบหรือกดขี่ข่มเหง และหากดำเนินธุรกิจแล้ว ล้มเหลวก็ควรได้รับโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดอย่างเท่าเทียมกัน สำหรับระบบสถาบันการเงิน Inclusive Institution จะเอื้อให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินอย่างเท่าเทียม ณ ต้นทุนที่เหมาะสม คล้ายกับระบบสถาบันการเงินของฝรั่งเศสในปัจจุบัน

โครงสร้างเชิงสถาบันที่ไม่ดีเรียกว่า Extractive Institution ซึ่งหมายถึงโครงสร้างเชิงสถาบันที่กีดกันการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้อำนาจกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มผลประโยชน์ (Vested Interest Group) ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของผู้มีอำนาจทางการเมืองหรือธุรกิจขนาดใหญ่

ในประเทศที่มีโครงสร้างเชิงสถาบันแบบ Extractive Institutions กลุ่มผลประโยชน์จะแทรกแซงรูปแบบการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เช่น การพยายามกีดกันไม่ให้ธุรกิจรายใหม่เข้าสู่ตลาด หรือการใช้อำนาจฉกชิงทรัพยากรทางเศรษฐกิจจากคู่แข่งผ่านการใช้อำนาจโน้มน้าวให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาซื้อสินค้าหรือบริการจากบริษัทของตน

ดังนั้นระบบเศรษฐกิจใดที่มีโครงสร้างเชิงสถาบันแบบ Extractive คนในระบบเศรษฐกิจนั้นจะถูกฉกชิงทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปอย่างช้าๆ โดยไม่รู้ตัว เพราะรู้สึกคุ้นชินจนเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบี้ยวไปแล้ว คล้ายกับที่ครอบครัวเดนาร์ติเยร์เอารัดเอาเปรียบฟองทีน ท้ายที่สุดกลไกการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบี้ยวจะฉีกความฝันของเราเป็นชิ้นๆ จนเราอายที่จะฝันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

ชะตาของเศรษฐกิจไทยอาจถูกแขวนไว้บน Extractive Institution

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงสงสัยว่า ระบบสถาบันการเงินไทยและระบบเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีโครงสร้างเชิงสถาบันแบบใด ผมขอตอบคำถามด้วยข้อสังเกตสองประการ

ข้อสังเกตที่ 1 ข้อมูลระบุว่า เศรษฐกิจไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Extractive Institutions การระบุว่าระบบเศรษฐกิจหนึ่งมีโครงสร้างเชิงสถาบันแบบใด สามารถวัดจากบทบาทของกลุ่มผลประโยชน์

หากกลุ่มผลประโยชน์มีบทบาทมากก็มีแนวโน้มที่ระบบเศรษฐกิจนั้นจะมีโครงสร้างเชิงสถาบันแบบ Extractive ผมใช้วิธีวิจัยของ Knack (2003) ในการวัดอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ในไทย โดยนับว่าคนไทย

1 คนมีส่วนร่วมกับกลุ่มผลประโยชน์กี่จำพวก[iii] ผลปรากฏว่าในปี 2017 คนไทยมีส่วนร่วมในกลุ่มผลประโยชน์เฉลี่ยคนละ 0.44 จำพวกซึ่งสูงเป็นอันดับสองของกลุ่มตัวอย่าง (อันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา)

ข้อสังเกตที่ 2 สถาบันการเงินไทยเองก็อาจเป็นหนึ่งในกลุ่มผลประโยชน์เช่นกัน ผมอยากชวนท่านผู้อ่านมองระบบสถาบันการเงินไทยผ่านมุมมองของ Buttonwood คอลัมนิสต์ชื่อดังแห่ง The Economist

ซึ่งเคยเขียนบทความเรื่อง ‘The question of extractive elites’ ไว้เมื่อเดือนเมษายน 2012 คอลัมนิสต์ท่านนี้ตั้งข้อสังเกตว่า สถาบันการเงินขนาดใหญ่ก็เข้าข่ายที่จะเป็นกลุ่มผลประโยชน์เช่นกัน เพราะสถาบันการเงินเป็นเจ้าของเงินทุนมหาศาล

ประกอบกับมีบทบาทในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงินของประชาชน อีกทั้งยังมีบทบาทในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของภาครัฐและธนาคารกลาง ยิ่งสถาบันการเงินผูกขาดมากเท่าไรก็ยิ่งสามารถเอาเปรียบประชาชนและมีอิทธิพลกับภาครัฐมากตามไปด้วย

นอกจากนี้กฎระเบียบในการกำกับสถาบันการเงินต่างๆ ยังถูกออกแบบมาเพื่อ ‘ปกป้อง’ สถาบันการเงินจากผลกระทบเชิงลบทางเศรษฐกิจ เช่น นโยบาย Too Big Too Failed ซึ่งปกป้องไม่ให้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจสร้างรอยขีดข่วนบนงบทางการเงินของสถาบันการเงินได้

การปกป้องสถาบันการเงินเป็นเรื่องจำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน แต่ต้องไม่ลืมว่าหากปกป้องมากเกินไปสถาบันการเงินจะช่วยรองรับหรือบรรเทาผลกระทบของวิกฤตที่มีต่อภาคเศรษฐกิจจริงได้น้อยลง ทั้งที่เป็นหน้าที่อันดับแรกที่สถาบันการเงินพึงกระทำ นอกจากนี้เมื่อสถาบันการเงินล้มไม่ได้ก็จะยิ่งส่งผลให้การแข่งขันภายในสถาบันการเงินมีน้อยลง ปล่อยให้สถาบันการเงินบางรายมีอำนาจตลาดมากเกินไปคล้ายกับสถาบันการเงินชั้นอภิสิทธิ์ที่เป็นสมาชิกของ Deposit Network ในฝรั่งเศสก่อนการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

บทความอื่นๆ กองทุนรวมทริกเกอร์ ฟันด์… ทางเลือกการลงทุนระยะสั้น