บทความ » เอาชนะ ‘Imposter Syndrome’ กับแนวคิดที่ทำให้เรากลับมองเห็นคุณค่าในตัวเอง

เอาชนะ ‘Imposter Syndrome’ กับแนวคิดที่ทำให้เรากลับมองเห็นคุณค่าในตัวเอง

19 มีนาคม 2021
487   0

เอาชนะ ‘Imposter Syndrome’ กับแนวคิดที่ทำให้เรากลับมองเห็นคุณค่าในตัวเอง

เอาชนะ ‘Imposter Syndrome’ กับแนวคิดที่ทำให้เรากลับมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ในสังคมที่นิยมการแข่งขัน การเปรียบเทียบ และ ความสำเร็จ ‘ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ’ จึงเป็นหนึ่งแนวคิดที่มาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนเกิดเป็นกระแส ทักษะเป็ดชนะทุกสิ่งชีวิตไม่หยุดเรียนรู้ หรือ

ล่าสุด อย่างการ ใช้เวลาช่วงโควิด-19 ในการพัฒนาตนเอง ทั้งยังมีกระแสจากแนวคิด ตรงข้ามที่วิพากษ์ กระแสการใช้เวลาอย่างเข้มงวดพัฒนาตนเองช่วงโควิด-19 และ ล็อกดาวน์ว่า “ชีวิตคนจำ เป็นแค่ไหน ที่ต้องพัฒนาตลอดเวลา และเก่งในสายตาคนอื่น” จนกลาย เป็นเรื่องราวดราม่าบนโลกออนไลน์

ไม่เพียงกระแสนิยมความเก่งจากโลกภายนอกเท่านั้น การนิยมความเก่ง การชื่นชมตนเอง การรู้สึกดีกับคุณค่าเชิงความสามารถของตนเองของโลกภายใน ผ่านการตัดสินจากเกณฑ์ที่เข้มงวดของตนเอง ก็ส่งผลต่อมุมมองที่มีต่อตนเอง ทำให้เกิดอารมณ์เชิงลบ และอาจกระทบการแสดงความสามารถที่แท้จริง 

รู้จัก Imposter Syndrome

เมื่อไรก็ตามที่คุณเริ่ม เกิดความคิดวนไปมาต่อ ความสามารถ เกิดความรู้สึกสงสัยในตนเอง ได้ยินคำชมเชย หรือ มีผลงานที่ประจักษ์ แต่ ไม่สามารถรู้สึกยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่สามารถเห็นข้อดี

และ มักคิดว่าตนไร้ซึ่ง ความสามารถ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หรือมักมีความคิดว่าความสำเร็จ ในอดีต ที่ผ่านมาได้ มาจากโชค หรือ การเอื้ออำนวยจากคนอื่นมากกว่าความสามารถของตนเอง จน มักกังวลอ ยู่เสมอ

ว่า คนอื่นจะจับได้ ว่า ตนไม่มีความสามารถหรือไม่ดีพอในงาน หากมี ลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นกับคุณบ่อยครั้ง และ ควบคุมความคิดได้ยาก คุณอาจมีอาการของ Imposter Syndrome อาการที่มักคิดว่า ตัวเองไม่เก่ง ไม่มีค่าในสายตา ‘ตัวเอง’

ซึ่งหากความรู้สึกเหล่านี้สะสมเป็นระยะเวลานาน และไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม อาจพัฒนาไปสู่โรคทางอารมณ์อื่นๆ เช่น วิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้ เราจึงอยากชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จัก พร้อมทั้งเรียนรู้แนวความคิดรับมือไปพร้อมๆ กัน 

กลุ่มบุคคลที่สุ่มเสี่ยงต่อโรค Imposter Syndrome

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการนี้ พบได้ กับทุกคน แต่มักพบในบุคคลที่ได้รับการเลี้ยงดูปกป้องช่วยเหลือมากเกินไป จนสงสัยใน ความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง หรือได้รับการให้มุมมองถึงความสมบูรณ์แบบในชีวิตมา อย่างเข้มงวด ทำให้มักมีรูปแบบความคิดนิยมความสมบูรณ์แบบทั้งผลงาน

และ ภาพลักษณ์ ได้รับ ความคาดหวังจากบริบท กังวลและมีมุมมองแง่ลบต่อความผิดพลาด จนอาจมองไปว่า ไม่อาจยอมรับความผิดพลาดในงานได้แม้แต่เล็กน้อย ทำให้ มักกดดันตนเองให้ทำงาน อย่างหนัก

เพื่อความสำเร็จและสมบูรณ์ รวมทั้งการปฏิเสธที่ จะร่วมงาน กับคนอื่น หากประเมินแล้ว มีความเสี่ยงที่จะทำให้งานมีคุณภาพที่ต่ำลง กระตุ้นตนเองให้มีการเรียนรู้ และ พัฒนาตนเองตลอดเวลา  

ซึ่งบุคลิกภาพและการใช้ชีวิต ดังกล่าวยิ่งจะส่งผลต่อความรู้สึกที่มีต่อตนเอง และประสิทธิภาพในการทำงานซ้ำ แล้วซ้ำอีก เกิดเป็นวงจรของความคิดและพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาวะ

วิธีรับมือกับวงจรความคิดและพฤติกรรม “ฉันไม่เก่ง” 

1. รู้ทันความคิดอัตโนมัติที่ ผ่านเข้ามา โดยเฉพาะความคิดอัตโนมัติเชิงลบที่เกี่ยวกับตนเองและคุณค่าในงาน โดยการรู้ เท่าทันความคิด เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ผ่านการทบทวนและจดบันทึก

2. ทบทวนความคิด เพราะความคิดว่า ฉันไม่เก่งเกิดจาก ความขัดแย้งกับความเชื่อในตัวเองและการวางเงื่อนไขที่ ไม่สมเหตุสมผล เช่น หากฉัน ได้รางวัลแสดงว่ากรรมการตัดสินผิด, ที่ฉันทำได้ดีเพราะโชคช่วย ฯลฯ

ให้ลองทำตาราง แล้วเขียนสิ่ง ที่เป็นข้อเท็จจริงแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ว่าส่วนไหนของ ความคิดเป็นส่วน ที่เป็นจริง ส่วนไหน ไม่เป็นจริง หลังจากทบทวนความคิดตามความเป็นจริงแล้ว กลับมา สังเกตความรู้สึก ต่อตนเองว่าเปลี่ยนไปอย่างไร

3. จากการทบทวนความคิดที่มี ต่อตนเองอาจพบได้ว่า มีความคิดบางส่วนไม่เป็นความจริง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความผ่อนคลาย ทางอารมณ์ได้ ระดับหนึ่ง ในส่วนความจริงที่ อาจจะเป็นจริงว่า “ฉันมีส่วนไม่เก่ง” อันเกิดจาก

ความผิดพลาด อาจฝึกการยอมรับว่า ความสมบูรณ์แบบไม่มีจริง แม้จะ ตั้งใจทำอย่าง ดีที่สุด การเกิด ข้อผิดพลาดบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ความผิดพลาดคือการเรียนรู้ และ การยอมรับใน ความผิดพลาดเป็นหนึ่งวิธีในการพัฒนาตนเอง 

4. นอกเหนือจากความสุขในผลงาน มองหาความสุขจากการลงมือทำ ความตั้งใจ ความรู้สึกดีในความพยายามและความสำเร็จทางใจจาก การทำงานหรือการเรียนที่ยุ่งยากและมีอุปสรรค ความร่วมมือกับตนเอง ความช่วยเหลือ และ เอื้ออำนวยจากผู้อื่น ล้วนแล้วแต่เป็นมุมมองความรู้สึกดีที่อาจถูกละเลยไป   

5. ความสำเร็จไม่ได้ มาจาก ‘เรา’ เท่านั้น เพราะปัจจัยของความสำเร็จอาจประกอบด้วยหลายอย่าง ทั้งความสามารถ ทีมงาน หรือ จังหวะเวลา การมองปัจจัยของความสำเร็จได้ตามความเป็นจริงจะ ช่วยลดความกังวล ต่อความสามารถตนเองได้

6. สื่อสารความต้องการ อุปสรรค และ ความผิดพลาด ที่ได้เรียนรู้กับผู้ร่วมงาน เพื่อเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะ ในบาง งานปัจจัย ของ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับทั้งตนเองและผู้อื่น การสื่อสารระหว่างกันเป็น ระยะก่อนการต้อง แสดงผลงานอาจช่วยให้เราเกิดประสบการณ์ทางความคิดต่อ เรื่องความสำเร็จ ในรูปแบบใหม่ 

7. ลดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ เพราะในโลกออนไลน์ที่คนมักแสดงความสำเร็จให้ผู้อื่นเห็น อาจมีที่มาที่ไปที่ยากลำบากโดยที่เราไม่เข้าใจทั้งหมด ความสำเร็จที่เรามองเห็นอาจไม่จริงเสมอไปในแบบที่เรากำลังรับรู้ 

8.ในฐานะพ่อแม่ ควรให้คำชม และ ตำหนิลูกตามความเป็นจริง ไม่พร่ำเพรื่อ ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ควรระมัดระวัง การตีตราลูก และ ลดการเปรียบเทียบ เพราะมนุษย์แต่ละคนมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน และ ความสำเร็จ ไม่ใช่ ปัจจัยเดียวที่ จะทำให้คนเรามีความสุข

บทความอื่นๆ ฟีโรโมนคืออะไร? ทำไมกลิ่นนี้ถึงได้ดึงดูดทั้งเพศหญิงและชาย