บทความ » โปรดรักฉันแม้ในส่วนที่มืดมิดและบิดเบี้ยว Words on Bathroom Walls

โปรดรักฉันแม้ในส่วนที่มืดมิดและบิดเบี้ยว Words on Bathroom Walls

3 มิถุนายน 2021
414   0

โปรดรักฉันแม้ในส่วนที่มืดมิดและบิดเบี้ยว Words on Bathroom Walls

โปรดรักฉันแม้ในส่วนที่มืดมิดและบิดเบี้ยว Words on Bathroom Walls ครั้งแรกที่ฉันบอกแม่ที่เป็นคนเจนฯ เอกซ์ว่าฉันเป็นโรคซึมเศร้า แม่ตอบรับฉันด้วยประโยคที่ว่า“ถ้าเป็นบ้านักก็ไปอยู่หลังคาแดงไป” 

ดังนั้นคงไม่แปลกนักที่ฉันจะร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อดูภาพยนตร์เรื่อง Words on Bathroom Walls (2020) มาถึงฉากที่ผู้เป็นแม่ปลอบลูกชายที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยโรคจิตเภท (schizophrenia) ว่า

“ฟังเสียงของแม่ เสียงของแม่เป็นสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดตอนนี้ และแม่กำลังบอกว่าลูกคือโลกทั้งใบของแม่” 

เด็กน้อยในตัวฉันแค่อยากได้ยินอะไรทำนองนี้ในชีวิตจริง แต่โชคไม่ดีพอ

ดังนั้นคงไม่แปลกอีกเช่นกันที่ฉันจะอิจฉา Adam (Charlie Plummer) หนุ่มน้อยตัวเอกของเรื่องจากก้นบึ้งของหัวใจ ตอนที่เขาค้นพบว่าเงาสีดำในดวงตาหาใช่ความบกพร่องของจอประสาทตา หากแต่เป็นภาพหลอนที่โรคจิตเภทสร้างขึ้น Beth (Molly Parker) แม่ของเขาขับรถพาอดัมไปหาหมอคนแล้วคนเล่า แล้วยังพาเขาสมัครเข้าร่วมโครงการทดสอบยาตัวใหม่เมื่อพบว่าไม่มีหมอคนไหนช่วยลูกของเธอได้

การเล่าเรื่องช่วงนี้เป็น montage สั้นๆ แล้วจบลงด้วยโครงการทดสอบยาคล้ายบอกว่าเบธสิ้นหวังจนพร้อมทำทุกอย่าง แต่ในสายตาของฉัน ซีนนี้เป็นซีนที่ประกายความหวังของเธอเจิดจ้าที่สุด 

ยิ่งคลิเช่ ยิ่งดี

Words on Bathroom Walls ดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อเดียวกันของนักเขียน Julia Walton หากคุณเป็นเหมือนฉันที่คิดว่า ตัวเองแก่เกิน จะร้องไห้ให้กับหนังที่มาจากวรรณกรรมเยาวชนแล้วล่ะก็​ จงทำใจไว้ เลยว่า คุณจะได้ลิ้มรสทุก ‘สูตร’ ที่หนังหรือหนังสือประเภทนี้กุลีกุจอเสิร์ฟให้ ทั้งเรื่องไฟ ฝันอันลุกโชน ของวัยหนุ่มสาว รักแรกและจูบแรกในโมเมนต์ต้องมนตร์ ความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ คลี่คลายอย่าง อบอุ่นหัวใจ หรือกระทั่งงานพรอมที่มาพร้อมกับฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง 

ภาพจาก paperfury.com

แต่ก็เป็นความคลิเช่ทั้งหมดนี้แหละ ที่เป็นดั่งแคปซูลเคลือบประเด็นสำคัญที่เป็นดั่งยาขมเอาไว้ นั่นคือตราบาป (stigma) ที่สังคมมอบให้ผู้ป่วยจิตเวช นอกจากครอบครัวที่ย่อมรู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อดัมพยายาม ปิดบังเรื่องอาการป่วย ของตัวเองไม่ให้ใครรู้เห็น ด้วยกลัวเหลือเกินว่าชื่อของตนจะไป ปรากฏบนผนังห้องน้ำ โรงเรียนในประโยคทำนองว่า ‘อดัมเป็นบ้า’ แม้กระทั่งในจังหวะ ที่อาการกำเริบหนัก อดัมยัง ไม่กล้าบอก Maya (Taylor Russell) เด็กสาวพราวเสน่ห์ และ เฉลียวฉลาดที่เขาตกหลุมรัก เขาทำได้เพียงผลักไสเธอออกไป สร้างระยะห่างในความสัมพันธ์ ที่กำลังไปได้สวยเสียอย่างนั้น

Words on Bathroom Walls

ในบทสนทนาหนึ่งระหว่างอดัมกับจิตแพทย์ ที่เราไม่เคยเห็นหน้า เขาตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างเด็กที่ป่วยด้วย โรคทางกาย และ เด็กที่ป่วยด้วยโรคจิตเวช

“ถ้าคุณเป็นเด็กที่ป่วยด้วย โรคมะเร็ง ทุกคนล้วนรุมล้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ กระตือรือร้นที่จะทำให้ ฝันคุณเป็นจริง ก่อนคุณตาย แต่ถ้าคุณเป็นเด็กที่ป่วยด้วยโรคจิตเภท ทุกคนผลักให้คุณเป็นปัญหาของ คนอื่น เราถึงลงเอยที่ริมถนน ร้องตะโกนอย่างไม่มีเหตุผล รอวันที่จะตาย”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วรรณกรรมเยาวชน พูดถึง เรื่องสุขภาพจิต ยิ่งในเวอร์ชั่นหนังสือที่ผู้เขียนเลือกเล่าเรื่องผ่านจดหมายที่อดัม เขียนหาจิตแพทย์ ก็ยิ่งทำให้นึกถึงงานโมเดิร์นคลาสสิกที่หลายคนยกขึ้นหิ้งไปแล้วอย่าง The Perks of Being a Wallflower (1999) ที่ตัวเอกผู้มีปัญหาสุขภาพจิตก็เขียนจดหมาย หาตัวละครนิรนามเช่นกัน

ผู้เขียนอย่างวอลตันเคยให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Young Entertainment Mag ไว้ว่า ช่วงวัยรุ่นเธอเองก็มีปัญหาสุขภาพจิต นั่นคืออาการวิตกกังวล (anxiety) เธอจึงอยากสื่อสารเรื่องสุขภาพจิตกับวัยรุ่น “ทุกเรื่องที่ถูกบอกเล่าเป็นโอกาสที่จะเรียนรู้ว่าในชีวิตประจำวันผู้คนต้องแบกอะไรที่เรามองไม่เห็นเอาไว้บ้าง เรื่องเล่าจะค่อยๆ กะเทาะตราบาปที่เกาะติดประเด็นเรื่องสุขภาพจิตออกไป คนจะได้เลิกมองสุขภาพจิตด้วยความหวาดกลัว และมีโอกาสที่คนจะเห็นอกเห็นใจกันและกันมากขึ้น”​

นั่นแหละสาเหตุที่ฉันมองข้ามทุกความคลิเช่หรือความซ้ำเดิม แถมพอดูจบยังจะหาทำเขียนบทความถึงมันอีก ยิ่งเรื่องสุขภาพจิตถูกพูดถึงในวงกว้างขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่เด็กๆ เจนฯ นี้จะไม่เติบโตไปเป็นแม่แบบแม่ฉันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

เรียกได้ว่า ยิ่งคลิเช่ก็ยิ่งดีเลยล่ะ

ไม่มีใครอยากป่วย ไม่มีใครอยากให้คนที่รักป่วย

แม้จะมีจุดคล้ายคลึงกับหนังและหนังสือ coming-of-age เรื่องอื่นๆ ที่แตะประเด็นสุขภาพจิตเหมือนกันอย่างที่บอกไป แต่สิ่ง (ที่ฉันคิดว่า) ใหม่ที่ Words on Bathrooms Walls มอบให้คนอ่านและคนดู คือการสำรวจ ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ดูแลหรือคนชิดใกล้ ฉันรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอก ไม่ถูกในฉากที่ อดัมถกเถียงกับแม่เรื่องแนวทางการรักษา แล้วต่างฝ่ายต่างระบายความ รู้สึกอัดอั้นคับข้อง จากการรับมืออาการป่วยไข้ที่ไม่ยอมหายไปง่ายๆ สักที 

“ลูกไม่ใช่คนเดียวในบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ลูกคิดเหรอว่าแม่อยากให้ลูกมีชีวิตแบบนี้ หรือให้ตัวเองมีชีวิตแบบนี้” แม่ของอดัมขึ้นเสียง แน่นอนว่าคำถามของเธอไม่ต้องการคำตอบ

ประโยคนั้นชวนให้นึกถึงเมื่อครั้งที่ฉันมีปากเสียงกับแฟนในช่วงที่จมดิ่ง แล้วมันจบลงด้วยน้ำตาของเราทั้งคู่ แฟนฉันบอกว่า “เธอไม่ได้อยากเป็นโรคซึมเศร้า และฉันก็ไม่ได้อยากมีแฟนเป็นโรคซึมเศร้า เธอจะหาย เธอจะต้องหาย” 

ทุกครั้งที่ใครสักคนล้มป่วย ไม่ว่าจะด้วยอาการทางกายหรือทางใจ ไม่ใช่แค่ผู้ป่วยเท่านั้นที่เจ็บปวด แต่ผู้ดูแลก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดไม่ต่างกัน 

ในอีกครั้งที่อดัมคุยกับจิตแพทย์นิรนาม เขาเปิดใจว่า “มันอาจเจ็บปวดที่จะยอมให้ใครคนหนึ่งเห็นคุณในส่วนที่มืดมิดและบิดเบี้ยว แต่คุณต้องหวังว่าพวกเขาจะเห็น เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง แต่การยอมให้มายารักผมแบบที่ผมเป็นมันเหมือนการยอมให้เธอติดโรคด้วย เธอไม่สมควรถูกรักโดยคนที่ไม่สามารถมองโลกอย่างที่เป็นจริงได้ ถูกไหม”

ถึงอดัมจะพูดอย่างนั้น แต่ในฐานะคนที่เคยผลักไสคนอื่นมาก่อนเหมือนกัน ฉันตีความสายตารวดร้าวของเขาเป็นอีกความหมายหนึ่งโดยสิ้นเชิง 

“โปรดรักผมในแบบที่ผมเป็น รักผมแม้ในส่วนที่มืดมิดและบิดเบี้ยว” สายตาเขาเหมือนจะพูดอย่างนั้น

และเมื่อฉากสุดท้ายมาถึง ตอนที่มายารู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคจิตเภท เธอก็ยังเลือกที่จะอยู่กับเขาอยู่ดี 

“นายไม่ยอมให้ฉันเลือกสักนิด นายไม่ให้โอกาสฉันอยู่ด้วยเลย” เธอต่อว่าเด็กหนุ่มที่ปิดบังเรื่องนี้จากเธอมาเนิ่นนาน

“แล้วเธอจะอยู่เหรอ” เขาถาม

บทสนทนาจบลงแค่นี้ เพราะอ้อมกอดของทั้งคู่เป็นคำตอบในตัวมันเอง

เราไม่ใช่โรคนี้ เราคือเรา

วอลตันบอกว่าตอนลงมือเขียนหนังสือเล่มนี้ เธอได้ค้นคว้าเรื่อง ราวเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคจิตเภทอย่างละเอียด รวมทั้งได้ให้ผู้มีประสบการณ์ตรงกับ โรคจิตเภททดลองอ่านและวิจารณ์เพื่อ ปรับปรุงแก้ไข แม้ฉันจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับ โรคจิตเภทมากพอจะประเมินได้ว่ากลุ่มควันสีดำ และตัวละครเพี้ยนๆ 3 ตัวที่เห็นใน เรื่องนั้นสมจริงหรือไม่ แต่ในฐานะผู้ประสบปัญหาสุขภาพจิตคนหนึ่ง ฉันคิดว่า วอลตันค้นพบ อินไซต์สำคัญที่เหล่าผู้ป่วยจิตเวชไม่ว่าโรคไหนๆ ล้วนเชื่อมโยงได้

ในฉากท้ายๆ ของเรื่อง อดัมกึ่งนั่งกึ่ง นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล แม่ของเขานั่งอยู่ข้างๆ

Words on Bathroom Walls

“แม่เคยบอกให้ผมมองตัวเองว่าเป็น คนที่เผชิญกับโรค แต่ไม่ใช่โรคซะเอง แต่ดูผมสิ” อดัมว่า พยักพเยิดไปที่ตัวเขาซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

“แม่กำลังดูลูกอยู่ แม่เห็น ลูกชายของแม่ คนที่แม่รักเหนือสิ่งอื่นใด”  

บนเส้นทางลุ่มๆ ดอนๆ ของ การต่อสู้กับโรค มันง่ายมากที่เราจะหลงลืมไปว่าเราคือเรา คนที่มีความฝันและความหวัง คนที่มีความรักและอยากถูกรัก 

ขอแค่ใครสักคนที่บอกว่า เห็นเรา และรักเราแม้ในส่วนที่มืดมิดและบิดเบี้ยว แค่นั้นก็เพียงพอให้สู้ต่อแล้วล่ะ

บทความอื่นๆ ความโอหังของวิทยาศาสตร์ใน GHOST LAB – Netflix Original