บทความ » โมเดล ดูข้อเท็จจริงการจัดการฉีดวัคซีนและ การผลิตวัคซีนของจีน

โมเดล ดูข้อเท็จจริงการจัดการฉีดวัคซีนและ การผลิตวัคซีนของจีน

16 พฤษภาคม 2021
444   0

โมเดล ดูข้อเท็จจริงการจัดการฉีดวัคซีนและ การผลิตวัคซีนของจีน

โมเดล ดูข้อเท็จจริงการจัดการฉีดวัคซีนและ การผลิตวัคซีนของจีน ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้มากที่สุดในโลก 342 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรราว 11.6% โดยวัคซีนหลักที่ใช้คือ Sinopharm และ Sinovac 

จีนมีนโยบาย ‘ฉีดวัคซีนฟรี’ ให้ประชากรจีนทุกคน โดยแบ่งการจัดสรรวัคซีนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และผู้ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง กลุ่มประชากรผู้สูงวัยและผู้ที่มีโรคประจำตัว และกลุ่มประชากรทั่วไป

หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ข้อมูลด้าน Health Code ส่วนตัวจะอัปเดตข้อมูลทันที และเมื่อได้รับวัคซีนแล้วจะมีเลขประจำตัวลงทะเบียนผู้รับการฉีดและหมายเลขวัคซีนที่ได้รับการฉีดนั้นๆ

แม้จีนจะมีประชากรจำนวนมากหลักพันล้านคนและมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการจัดการเนื่องจากจีนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการจัดการด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ‘บิ๊กดาต้า’ และสร้างมาตรฐานในการบริหารจัดการวัคซีน มีการตั้งศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระดับชาติ ระดับมณฑล ระดับเทศบาล และกระจายไปยังระดับเขตพื้นที่

จนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2021 จีนเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้มากที่สุดในโลก โดยฉีดไปแล้ว 342 ล้านโดส ครอบคลุมประชากร ราว 11.6% สำหรับวัคซีนที่ฉีดในจีน คือ Sinopharm (รัฐวิสาหกิจจีน) และ Sinovac (เอกชนจีน) เราไปดูเป็นกรณีศึกษากันว่าจีนทำได้อย่างไร

การบริหารจัดการการฉีดวัคซีนในจีน

จีนตั้งเป้าหมายที่จะเร่งฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมสัดส่วนถึง 40% ของจำนวนประชากร (ประมาณ 560 ล้านคน) ภายในครึ่งปี 2021 นี้ และคาดว่าภายในปีหน้า 2022 การฉีดวัคซีนของจีนจะบรรลุมาตรฐานสากลในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ หรือ Herd Immunity นั่นคือตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ประชากรในจีนมากถึง 900-1,000 ล้านคน 

ในการบริหารจัดการด้านการฉีดวัคซีนนั้น ทางการจีนมีนโยบาย ‘ฉีดวัคซีนฟรี’ ให้แก่ประชากรจีนทุกคน โดยแบ่งการจัดสรรวัคซีนออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และผู้ประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง กลุ่มประชากรผู้สูงวัยและผู้ที่มีโรคประจำตัว และกลุ่มประชากรทั่วไป

ตั้งแต่ 3 มกราคม 2021 จีนเริ่มฉีดวัคซีนที่ผลิตเองให้ชาวจีนทั่วไปและรณรงค์ให้ประชาชนไปฉีดวัคซีน โดยกำหนดให้ต้อง ‘ลงทะเบียน’ ล่วงหน้าเพื่อการจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม และจีนจัดลำดับความสำคัญโดยเร่งฉีดให้เมืองชั้นหนึ่งก่อน เนื่องจากมีประชากรกระจุกตัวมาก และได้รับความร่วมมือจากประชาชนค่อนข้างดีพอสมควร

ทั้งนี้ในบางพื้นที่อาจมีชาวจีนที่ไม่ค่อยกระตือรือร้นจะไปฉีดวัคซีน รัฐบาลท้องถิ่นบางพื้นที่จึงสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้มารับการฉีดวัคซีน เช่น แจกไข่ ขนม นมสด คูปองลดราคาสินค้า

สำหรับขั้นตอนการ ‘ลงทะเบียน’ เพื่อเข้ารับการฉีดวัคซีนในจีนก็ไม่ยุ่งยาก ชาวจีนสามารถเลือกลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตามสะดวก โดยมี 2 ลักษณะหลัก คือ 1. การลงทะเบียนผ่านองค์กรที่สังกัด/บริษัทที่ทำงาน และ 2. การลงทะเบียนด้วยตัวเองในเขตพื้นที่ที่ตนพักอาศัยที่มีการติดประกาศเป็น QR Code ให้ลงทะเบียนออนไลน์จองคิว เพื่อไปรับบริการฉีดวัคซีนในสถานที่ใกล้ที่พักหรือที่ทำงานตามวันเวลาที่นัดหมาย และจะมีข้อความส่งมาเตือนในมือถือด้วยเมื่อถึงวันนัด

หลังจากลงทะเบียนเสร็จ ข้อมูลด้าน Health Code ส่วนตัวจะอัปเดตทันที และเมื่อได้รับวัคซีนแล้วจะมีเลขประจำตัวลงทะเบียนผู้รับการฉีดและหมายเลขวัคซีนที่ได้รับการฉีดนั้นๆ

แม้จีนจะมีประชากรจำนวนมากหลักพันล้านคนและมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการจัดการ เนื่องจากจีนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการจัดการด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ‘บิ๊กดาต้า’ และสร้างมาตรฐานในการบริหารจัดการวัคซีน มีการตั้งศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระดับชาติ ระดับมณฑล ระดับเทศบาลและกระจายไปยังระดับเขตพื้นที่ มีสถาบันทางการแพทย์ และหน่วยฉีดวัคซีนที่ให้ความสำคัญกับระบบข้อมูล มีการสร้างระบบข้อมูล Data Platform ตั้งแต่การจัดเก็บวัคซีน การลงทะเบียนเข้าออกของวัคซีน การขนส่งวัคซีน รวมไปถึงการสร้างระบบการตรวจสอบย้อนหลังที่สมบูรณ์แบบ

ที่สำคัญจีนใช้การจัดการดาต้าเพื่อบริหารจัดการด้านอุปสงค์และอุปทานของวัคซีน ให้เป็นไปตามแผนความต้องการวัคซีนของแต่ละมณฑล/เขต/ท้องที่ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนเพื่อผลิต จัดหาวัคซีน และจัดส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ตามความต้องการโดยใช้วิธีการที่แตกต่างหลากหลาย เพื่อให้สอดคล้องกับแต่ละกรณีของความต้องการ มีการเร่งการหมุนเวียน และตอบสนองต่ออุปสงค์ความต้องการกับอุปทานการผลิต เพื่อให้แน่ใจว่ามีการจัดสรรวัคซีนให้ได้อย่างเพียงพอ

การผลิตวัคซีนของจีน

จีนให้ความสำคัญกับการคิดค้นผลิตวัคซีนเพื่อใช้เป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ฟาดฟันกับไวรัสร้ายเพื่อเอาชนะวิกฤตครั้งใหญ่นี้ จนถึงขณะนี้ วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่จีนผลิตได้เองมี 5 ราย ที่ได้รับการอนุมัติออกสู่ตลาดโดยมีเงื่อนไขหรือใช้ในกรณีฉุกเฉิน แบ่งเป็น

  • วัคซีนชนิดเชื้อตาย 3 ชนิด
  • วัคซีนเวกเตอร์อะดีโนไวรัส (Vector Adenovirus) 1 ชนิดที่ได้รับการอนุมัติออกสู่ตลาดโดยมีเงื่อนไข
  • วัคซีนป้องกันโควิด-19 (เซลล์ CHO) 1 ชนิด ที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

ในกรณีของ Sinopharm เป็นวัคซีนเชื้อตายที่ได้ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้ว และเป็นวัคซีนของรัฐวิสาหกิจจีน คือ China National Biotec Group (CNBG)

ซึ่ง CNBG ได้มอบหมายให้ 2 บริษัทจีนไปทำการผลิต คือ Wuhan Institute of Biological Products ในอู่ฮั่นและBeijing Institute of Biological Products ในปักกิ่ง เพื่อผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ภายใต้ชื่อ Sinopharm

สำหรับวัคซีนเชื้อตาย Sinovacจะเป็นการผลิตจากบริษัทเอกชนจีนและมีการส่งออกไปหลายประเทศ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 20 เมษายน ประธานบริษัท Sinovac ได้กล่าวในงาน Boao Forum

ว่า “ทางบริษัทได้ผลิตวัคซีนทั้งหมด 260 ล้านโดส ส่วนใหญ่เพื่อการส่งออกในสัดส่วน 60% และอีก 40% ของการผลิตSinovacใช้เพื่อฉีดให้ชาวจีน (ประมาณ 104 ล้านโดส)

จีนยังคงคุมเข้ม ‘ขาเข้า’

ในการจัดการควบคุมการระบาดของไวรัสร้ายนี้ จีนใช้กลยุทธ์การป้องกันและควบคุมที่มุ่งเน้น “ป้องกันการนำเข้ามาจากภายนอก และป้องกันการระบาดระลอกใหม่จากภายใน” ดังนั้นทางการจีนยังคงระมัดระวัง ‘ขาเข้า’ จากการเดินทางมาจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด จนถึงขณะนี้ (พฤษภาคม 2021) จีนยังไม่อนุญาตให้ต่างชาติเดินทางเข้าจีน ยกเว้นกรณีจำเป็นตามเงื่อนไข และเมื่อเดินทางมาถึงจีนต้องกักตัวในสถานกักกันที่รัฐกำหนดประมาณ 14-21 วัน (ขึ้นอยู่กับแต่ละเมือง) และต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง (รัฐบาลจีนไม่จ่ายให้)

ทั้งนี้จีนได้จัดฉีดวัคซีนให้ชาวต่างชาติที่ทำงานในจีนตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2021 รัฐบาลจีนได้เริ่มเปิดให้ต่างชาติที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายในจีน และมีการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานต่างๆ ได้รับการฉีดวัคซีนด้วย

และหากมีประกันสังคมในจีน จะได้รับการฉีดฟรี (ในกรณีต่างชาติที่ไม่มีประกันสังคมจีนและต้องจ่ายเองประมาณเข็มละ 90 กว่าหยวน) โดยต้องลงทะเบียนนัดล่วงหน้าผ่านองค์กรที่ตนสังกัด/ทำงานด้วยตัวอย่างชาวต่างชาติในจีนที่รับการฉีดวัคซีนแล้ว เช่น ไทย แอฟริกา เกาหลี ญี่ปุ่นรวมถึงชาวตะวันตกที่ทำงานในจีน ศูนย์ฉีดวัคซีนให้คนต่างชาติอาจจะไปตั้งในโรงพยาบาลเอกชนของจีน เนื่องจากมีทีมงานที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้และสะดวกกับการให้บริการ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้นและประชาชนสามารถกลับมาทำกิจกรรมต่างๆ ได้มากขึ้นแล้ว หากแต่รัฐบาลจีนก็ยังคงเน้นให้ทุกคนยังต้องปฏิบัติตัวตามกฎการควบคุมโรคอย่างจริงจังต่อไป

ไทม์ไลน์ จีนจัดการวิกฤตโควิด-19   

23 มกราคม 2020 – จีนใช้ความเฉียบขาดในการประกาศล็อกดาวน์ ปิดเมืองอู่ฮั่นที่มีประชากร 11 ล้านคน เน้น ‘คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า’ อย่างเด็ดขาด 

14 มีนาคม 2020 –  เพื่อควบคุมการระบาด จีนประกาศห้ามเดินทางข้ามมณฑล

รอจนสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว จีนค่อยๆคลายทีละปม ทยอยผ่อนคลาย เปิดให้เดินทางทีละจุด อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

8 เมษายน 2020 – ยกเลิกการล็อกดาวน์เมืองอู่ฮั่นที่ถูกปิดเมืองมานานถึง 76 วัน 

14 กรกฏาคม 2020 – เริ่มอนุญาตให้เดินทางข้ามมณฑลได้

3 มกราคม 2021 – จีนเริ่มฉีดวัคซีนที่ผลิตเองให้ชาวจีนทั่วไปกว่า 73,000 คนในสถานที่ฉีดวัคซีนกว่า 220 แห่งในกรุงปักกิ่งและเร่งฉีดวัคซีนให้ชาวจีนในเมืองอื่นๆ ตามมา รวมทั้งฉีดให้ชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยและทำงานในจีน 

1 พฤษภาคม 2021 – วันที่ชาวอู่ฮั่นถอดหน้ากากชาวอู่ฮั่นกว่าหมื่นคนสามารถไปร่วมงานเทศกาลดนตรี เข้าชมคอนเสิร์ตได้โดยไม่ต้องสวมใส่หน้ากาก 

11 พฤษภาคม 2021 – จีนเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนโควิด-19ได้มากที่สุดในโลก โดยฉีดไปแล้ว 342 ล้านโดส ครอบคลุมประชากรราว 11.6% โดยวัคซีนที่ฉีดในจีนคือ Sinopharm (รัฐวิสาหกิจจีน) และ Sinovac (เอกชนจีน)

ผลสำเร็จเชิงประจักษ์ในการพิชิตโควิด-19 คนจีนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติและเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศได้เต็มที่และด้านเศรษฐกิจ จีนสามารถเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้น และสามารถเป็นเศรษฐกิจหลักของโลกเพียงรายเดียวที่เติบโตเป็นบวกได้ 2.3 %ในปี 2020ในขณะที่เศรษฐกิจของมหาอำนาจประเทศอื่นล้วนเติบโตติดลบ

บทความอื่นๆ Mine ซีรีส์เกาหลีเจาะลึก ในชีวิตคนรวย