บทความ » ไม่มีศาสนา แล้วถูกคนอื่นตัดสิน

ไม่มีศาสนา แล้วถูกคนอื่นตัดสิน

13 พฤษภาคม 2021
73   0

ไม่มีศาสนา แล้วถูกคนอื่นตัดสิน

ไม่มีศาสนา แล้วถูกคนอื่นตัดสิน น่าจะเป็นตอนทำบัตรประชาชนครั้งที่ 2 ที่ฉันบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าขอไม่ระบุศาสนาลงไปบนบัตร  

ฉันเตรียมเหตุผลไปอย่างดี เพราะการทำบัตรครั้งแรกตอนอายุ 15 (ในยุคนั้น) ฉันเคยขอแบบเดียวกันนี้แต่ไม่สำเร็จ เรื่องมันเริ่มต้น เมื่อเจ้าหน้าที่ สะดุดไปหนึ่งจังหวะ ลอบยิ้มบางๆ แล้วถามว่าครอบครัว นับถือศาสนาอะไร

จากนั้นก็แนะนำฉันว่าให้ใส่ไว้ดีกว่า เพราะ ถ้าประสบอุบัติเหตุ หรือ เสียชีวิต เขาจะได้รู้ว่าต้องจัดการร่างภายใน 24 ชั่วโมง ตามหลักศาสนา ซึ่งเมื่อแม่ ได้ยินอย่างนั้น ก็ขอร้องแกมบังคับให้ฉันทำตามที่เจ้าหน้าที่บอก

ฉันไม่ใช่เ ด็กดื้ออะไร แค่โพล่งว่า จะไม่ใส่ศาสนาลงไปก็เป็นเรื่องน่าตกใจมากแล้วสำหรับแม่ จำไม่ได้แล้ว ว่าต้องคุย หรือเคลียร์ กันต่อไหม แต่สุดท้ายเมื่อได้เวลาทำบัตรประชาชนครั้งใหม่ ฉันก็ยัง ตั้งใจทำอย่างเดิม

ฉันโตมาในบ้านสองวัฒนธรรม ครอบครัวฝั่ง พ่อเป็นมุสลิม ส่วนครอบครัวแม่เป็นชาวพุทธถ้วนหน้า แม่เข้ารีตเป็นมุสลิม เมื่อเข้าพิธีแต่งงาน ฉันจึงเป็นเด็กที่มี ‘ชื่อแขก’ ที่ครูสอนศาสนาคนหนึ่งตั้งให้ ฉันเรียนอ่านเขียน

ภาษาอาหรับ (แต่ไม่จริงจังนัก–เพราะทั้งแม่และพ่อไม่ อยากตื่นไปส่ง ที่โรงเรียน แต่เช้า ก่อนเข้าเรียนวิชาปกติ) ฉันตามป้าๆ และพี่ๆ ไปละหมาดที่สุเหร่าเป็นบางที (ด้วยเหตุผลว่าพื้นหิน อ่อนที่สุเหร่านั้นสวยและเย็นดีจัง) ฉันถูกสั่งห้ามไม่ให้กินหมู ไม่ให้เล่นกับหมา และห้ามชี้นิ้วไ ปที่กุโบร์ (สุสาน) นอกจากนั้นไม่ได้มีความเข้าใจอะไรจริงจัง

ขณะเดียวกัน ฉันก็ถูกกะเ ตงไปร่วมงานสวดศพญาติผู้ใหญ่ฝั่งแม่บ่อยมาก ยายก็ชอบจ้างให้อ่านบทสวดมนต์ให้ฟัง โรงเรียน มีชั่วโมงพุทธศาสนาที่ต้องสวดมนต์และนั่งสมาธิยาวนาน แม้จะไม่ได้พนมมือ ก้มกราบ แต่ดูเหมือนฉันจะจำบทสวดบาลีได้คล่องกว่าซูเราะห์ภาษาอาหรับ ท่องเป็น นกแก้วนกขุน ทองได้โดยไม่เข้าใจคำแปลสักตัว

แต่นั่นก็ทำให้ ฉันใน วัยประถมมีคำถาม มากมาย เรามีสวรรค์หลากแบบใช่ไหม นรกมีรุ่นเฉพาะของใคร ของ มันใช่หรือเปล่า พระเจ้าได้ยินพรที่ ทุกคนขอจริงเหรอ ทำไมไม่ให้แม่กับน้าคืนดีกันอย่างที่ขอ ไปซะที มีศาสนา ไหนไม่มีนรกไหม ถ้าเรานับถือแล้วตายไปจะได้ไม่ตกนรก (เป็นเด็กที่มั่นใจมา แต่ไหนแต่ ไรว่าคงไม่ได้ขึ้นสวรรค์!) 

บวกกับการถูกจับจ้อง ว่าแตกต่างอยู่ ตลอดเวลา เป็นคนเดียวใน ห้องเรียนที่ ไม่นับถือศาสนาพุทธ เป็นเด็กใ นซอยคนเดียวที่ ไม่ไปเรียนศาสนาที่สุเหร่า ผลลัพธ์คือ การไม่รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศาสนาไหน แล้วจู่ๆ ความคิดว่าไม่ต้อง มีศาสนาก็ได้ กลายเป็นคำตอบ

นอกจาก การกระทำเชิงรูปธรรมว่ าไม่ระบุศาสนาลงในบัตรประชาชน (พบสายตาตัดสินหลากหลายรูปแบบ เข้มข้นบ้าง เจือจางบ้าง ต่างวาระไป) ก็ดูเหมือนว่าการไม่มีศาสนาก็ไม่มีพิธีกรรมอะไรที่ต้อง ทำขนาดนั้น แต่ที่ จริงแล้วมันกลายเป็นความยุ่งยากอยู่ไม่น้อย ฉันต้องคอยตอบคำถาม เพื่อนซ้ำๆ ว่าทำไม กินหมูแล้วล่ะ ที่ไม่อยากมีศาสนาเพราะ อยากกินหมูเท่าไหร่ก็ได้ใช่ไหม หรือ ต้องระวังว่าจะไม่

พูดอะไรให้ เพื่อนมุสลิมรู้สึกว่า ถูกลบหลู่ ขณะเดียวกันเราก็ต้องพยายามไม่ให้ญาติฝั่งพ่อรู้ว่า ฉันไม่อยู่ในรูปใ นรอยที่เขา เชื่ออีกต่อไป การเป็นอื่นในศรัทธาที่เหนียวแน่นเป็นเรื่องยาก สิ่งที่เห็นชัดๆ คือ ทุกครั้งที่เข้าไปเยี่ยมหลุมศพพ่อในสุสาน ฉันจะถูกปรายตามองว่าทำไมไม่สวมฮิญาบ หรือบางคนก็แสดงออกว่าไม่อยากสุงสิงด้วยอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งฉันก็เข้าใจดีว่าหลายคนคง ไม่สบายใจในความเป็นอื่นนี้ แต่บางอากัปที่ได้รับก็ยากจะเฉยชา

หรือกับสังคมในวงที่ กว้างออกมา คนไม่มีศาสนา ก็ยังถูกมอง เป็นพวกต่อต้านสังคม หนักกว่านั้นคือเป็นพวก ไม่มีศีลธรรมในใจ ใช้ชีวิตเลวทราม ไร้หลักยึด หรือถูกค่อนขอดว่าแค่อยากจะทำตัวเท่ แปลกแยก ไปวันๆ ซึ่งหากจะขอโอกาสอธิบาย สักครั้ง ฉันก็แค่คิดว่าฉันไม่จำเป็นต้อง ใช้วิธีแบบศาสนา (ไม่ว่าจะศาสนาใด) มาบอกว่าฉันควรใช้ชีวิตอย่างไร และก็เชื่อว่าฉันสามารถ เป็นคนที่ ไม่เอาเปรียบใคร และรู้จักแบ่งปันตามสมควรได้ โดยไม่ต้องมีเครื่องมืออย่างบุญ หรือบาปมาชั่งตวง

เท่านั้น, เท่านั้นจริงๆ  

และแน่นอน ฉันก็ไม่เห็นด้วย กับคนที่ บอกว่าไม่ศรัทธาศาสนา ไหนแต่ตั้งป้อมโจมตีศรัทธาของใครอื่น ไม่อินกับมีม หรือแก๊ก ที่เอาพิธีกรรมมาเสียดสี เสียหาย ไม่ซื้อความหยาบคายด้อยค่าใคร แม้จะเลือก ไม่ใส่ฮิญาบ แต่ฉันก็ยังเศร้าใจเมื่อรู้ว่า นักเรียนต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ใส่ฮิญาบไปโรงเรียนทั้งที่ มันควรจะเป็นสิทธิพื้นฐาน  

สิ่งที่สังคมนี้ควรมีพอๆ กับการมีศาสนา คือการเคารพในความเป็นมนุษย์ของกันและกัน 

เพราะเราล้วนต้องการการเคารพกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ศาสนิกชนของศาสนาหนึ่งศาสนาใด, ไม่ใช่หรือ  

บทความอื่นๆ เด็กใหม่ ซีซั่น 2 ลงทัณฑ์บัญชาให้สมอุรา