บทความ » 3 คำถามที่นักลงทุน ต้องรู้เพื่อปรับพอร์ตรับความผันผวน

3 คำถามที่นักลงทุน ต้องรู้เพื่อปรับพอร์ตรับความผันผวน

5 กุมภาพันธ์ 2021
277   0

3 คำถามที่นักลงทุน ต้องรู้เพื่อปรับพอร์ตรับความผันผวน

3 คำถามที่นักลงทุน ต้องรู้เพื่อปรับพอร์ตรับความผันผวน “ตลาดหุ้นมีขึ้นก็ต้องมีลง แต่ลงด้วยเหตุผล อะไรคือปัญหาที่แท้จริง”เข้าสู่เดือนที่สองของปี 2021 ตลาดก็ผันผวนน่าสนใจมากขึ้น เพราะเริ่มมี Correction แรงๆ ครั้งแรกของปีมาให้นักลงทุนได้เห็นกัน

ประเด็นเรื่องการ Correction หรือ ‘ปรับฐาน’ ของ ตลาด ที่จริงไม่ควรเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของนักลงทุน เพราะดัชนี หลักทรัพย์ แทบทุกตลาดปรับตัวขึ้นมาเร็ว แรง แตะ All-Time High การเก็งกำไร ของ นักลงทุนรายย่อย ก็สูง การใช้ Margin ในการซื้อขายก็มาก Position ส่วนใหญ่อยู่ ในหุ้นแทบทั้งหมด ขณะเดียว กัน Policy ก็ผ่อนคลายเกินปกติไปแล้ว เหลือเพียงนโยบาย การคลังซึ่งก็อาจทำได้ แค่เพียงเท่ากับที่ตลาดคาด

สิ่งที่ทำให้นักลงทุนสับสนจริงๆ น่าจะ เป็นฝั่ง Profit ที่ข้อมูลเศรษฐกิจส่งสัญญาณว่าการบริโภคกำลังฟื้นตัวขึ้น เงินเฟ้อยังต่ำ วัคซีนรอการผลิตและแจกจ่าย และรายได้บริษัทช่วงปลายปีที่ผ่านมาสูงกว่าที่ ตลาดคาดไว้ ฉายภาพว่าเป็นแค่ ‘ช่วงเริ่มต้น’ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เราจึงควร มองความเสี่ยงนี้แยกเป็นสองคำถาม 

Question 1: โอกาสในการปรับฐานจากจุดนี้มีเท่าไร?

Answer: ในระยะสั้น การเดาจังหวะปรับฐานมีโอกาสใกล้เคียงกับการทายหัวก้อย

Goldman Sachs ทำดัชนีชื่อว่า Bull/Bear Market Indication ด้วยข้อมูลของ MSCI World ตั้งแต่ช่วงปี 1970 ถึงปัจจุบัน คำนวณว่าความน่าจะเป็นของการ Correction ในช่วงลบ 10-20% ภายใน 1 ปีและ 5 ปีข้างหน้าตอนนี้อยู่ที่ 45% และ 78% ตามลำดับ หมายความว่า จากสถิติแล้ว

โอกาสที่ ตลาดจะปรับตัวลงไม่ได้สูงมากอย่างที่หลายคนกังวล เพราะมีเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวรอเราอยู่ ส่วน จะน่ากลัวจริง ควรเป็นระยะยาวหรือเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงกลาง ของ การขยายตัวรอบใหม่ ไปแล้วมากกว่า

Question 2: ถึงอย่างนั้น ถ้ารู้ว่าจะมี Correction เราควรรอตลาดปรับลงก่อนหรือไม่?

Answer: ‘ควร’ ถ้ารู้จะเกิดแน่ๆ เมื่อไร แต่แท้จริงแล้วการ ‘พลาดขาขึ้น’ เป็นสิ่งที่เสียหายกว่า

เพราะไม่ใช่ทุกครั้งที่ตลาดทำจุดสูงสุดแล้วต้องปรับฐาน Bank of America เก็บสถิติ S&P 500 ย้อนกลับตั้งแต่ปี 1871 ถึงปลายปี 2020 พบว่าการลงทุนในปีต่อจากดัชนีปิดที่จุดสูงสุดใหม่ ให้ ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 15% ในปีถัดมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยของปีที่เหลือที่แค่ 10% ส่วนใหญ่เป็น เพราะตลาดจะแตะ All-Time High เมื่อเศรษฐกิจดีมากหรือมีเรื่องดีรออยู่

ดังนั้น ถ้าตลาดจะปรับฐานรอบนี้ แทนที่จะถือแค่สินทรัพย์ปลอดภัย อาจเลือกกลับเข้าลงทุนทีละน้อย ส่วนใคร ที่ลงทุนอยู่แล้ว แค่ต้องถามตัวเองว่ากลัวอะไรกันแน่ 

ถ้ากลัวว่าการลงทุนที่ มีอยู่แพงเกินไป ทางที่ สามารถทำได้ก็มีแค่สลับไปเป็นการลงทุนแนวมูลค่า (Value) ส่วนถ้า ใครกังวล กับ เรื่องเศรษฐกิจ ก็ควรเน้นการลงทุนแนวเติบโต (Growth) ที่แสดง ให้เราเห็นแล้วว่า ต่อให้ลงแรงก็ สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา 

Question 3: จากนี้ไปอะไรคือสิ่งที่จะทำให้ตลาด ‘ลงหรือขึ้น’ ได้ในอนาคต?

Answer: ‘ขาขึ้น’ สำคัญที่สุดคือ เศรษฐกิจฟื้นตัว พ่วงด้วยนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนจะ ‘ปรับฐาน’ หรือ ไม่อยู่ที่ ระดับความผันผวน

เพราะ ในฝั่งนโยบาย ยังไม่ได้มีความแน่นอนว่าอะไรจะถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นหารือต่อจาก COVID-19 Stimulus 

1. ประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำหรือแก้ปัญหาสังคม ดูจะเป็นประเด็นที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด แต่อาจส่งผลบวกกับตลาดน้อยที่สุด 

2. ภาษีและการลงทุนโครงสร้างฟื้นฐานเป็นสองสิ่งที่น่าจะมาคู่กัน ทำให้มีทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ต้องติดตาม 

3. ประเด็นที่ ต้องระวังมากที่สุดคือ เรื่องการกำกับควบคุมธุรกรรมในตลาด หลังความผันผวนปรับขึ้นสูง จากแรงเก็งกำไรของ นักลงทุนรายย่อยในช่วงนี้ รวมไปถึงการกำกับควบคุมบริษัทผู้ให้บริการรายใหญ่ในธุรกิจต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วทั้งตลาด

เราเชื่อว่าประเด็นความผันผวนที่ สูงขึ้นจากการเก็งกำไรหุ้น เช่นในกรณีของ GameStop ในสหรัฐฯ นั้นเป็นสิ่งที่ นักลงทุนทั่วโลกต้อง ติดตาม เพราะเป็น ผลข้างเคียงจากนโยบายล็อกดาวน์และนโยบายการคลัง ทำให้มี นักลงทุนรายย่อยเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ขณะที่นโยบายการเงินผ่อนคลายก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้เกิดการเก็งกำไรทั่วทั้งตลาด 

ดังนั้นแม้จะจบกรณี GameStop ตลาดก็อาจมี ความผันผวนสูงต่อเนื่อง ซึ่งถ้ามีการขาดทุนมากขึ้น หรือผู้กำหนดนโยบายเข้า ควบคุมมากเกินไป ก็คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดปรับฐานในระยะสั้นด้วยเช่นกัน

โดยสรุป เราแนะนำลงทุน ในสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่องในเดือนนี้ และมองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นประเด็น ที่สำคัญที่สุด โดยปรับกลยุทธ์จาก Value and Growth มาเน้นการลงทุนแนวเติบโต (Growth) ที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้เร็วในกรณีที่ตลาดปรับฐานเป็นหลัก 

ส่วนนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่ เหมาะสม และสม่ำเสมอ เรายังคงแนะนำลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (Multi-Asset Portfolio) แทนที่ การถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนการลงทุนไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แค่ซื้อเมื่อถูก และขายเมื่อแพง แต่ความยากอยู่ที่จังหวะ ‘ถูกหรือแพง’ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสถานการณ์

จึงเป็นหน้าที่ ของเราที่มองให้ทะลุว่าอะไร คือ ‘เหตุผล’ ที่ตลาดใช้ซื้อขาย และเหตุผลเหล่านี้กระทบกับแนวโน้มการลงทุนระยะยาว ของการลงทุนหรือไม่นั่นเอง

บทความอื่นๆ เริ่มต้นลงทุนระยะยาวอย่างรอบด้าน