บทความ » 5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19

5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19

21 มกราคม 2021
483   0

5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19

5 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ก่อนจะพูดถึงวัคซีนโควิด-19 ผมขอเท้าความถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สักเล็กน้อย บางท่านอาจเคยฉีดเพราะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ เป็นกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว

จึงได้รับการฉีดฟรี บางท่านไม่เคยฉีดเพราะกลัวติดเชื้อจากวัคซีน (เป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ) กลัวเข็มฉีดยา กลัวผลข้างเคียง บางท่านคิดว่าไม่จำเป็นต้องฉีด เพราะวัคซีนป้องกันเฉพาะอาการรุนแรง หรือบางท่านก็ไม่สามารถจ่ายได้ เพราะต้องไปฉีดที่คลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชน 

จะเห็นว่าลำพังแค่ตัว ‘วัคซีน’ ที่ฉีดกันเป็นประจำทุกปีอย่างวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก็มีข้อกังวลมากอยู่แล้ว ทั้งเรื่องความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความเชื่อ แต่เมื่อวัคซีนโควิด-19 เป็น ‘นโยบาย’ ของรัฐบาลที่จะต้องจัดหาให้กับประชาชนอย่างเพียงพอก็ย่อมหนีไม่พ้นการตรวจสอบจากฝ่ายค้านหรือกลุ่มการเมือง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้ชี้แจงให้ตรงประเด็น ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการผลิตวัคซีน และสร้างข้อกังวลใหม่ให้กับวัคซีนด้วย

1. ความปลอดภัยของวัคซีนมีความสำคัญสูงสุด
ปัจจุบันองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) อนุมัติการใช้ในกรณีฉุกเฉิน (Emergency Use Authorizations: EUA) ให้กับวัคซีน 2 ยี่ห้อ ได้แก่ Pfizer-BioNTech และ Moderna

เมื่อวันที่ 11 และ 18 ธันวาคม 2563 ตามลำดับ ทั้งคู่เป็นวัคซีนชนิด mRNA (สารพันธุกรรมของไวรัสบางส่วนที่สังเคราะห์ขึ้นมา) โดยบริษัทยาจะต้องยื่นข้อมูลประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนจากการวิจัยในระยะที่ 3 ให้คณะกรรมการตรวจสอบก่อนอนุมัติ 

ส่วนในประเทศไทย บริษัท AstraZeneca ได้ยื่นขึ้นทะเบียนวัคซีนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว คาดว่าจะได้รับการอนุมัติแบบ EUA ภายใน 1 สัปดาห์ (เป็นบริษัทที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ด้วย แต่ครั้งนี้เป็นล็อตที่ผลิตในต่างประเทศ)

ส่วนวัคซีน Sinovac ที่รัฐบาลจัดซื้อเร่งด่วนจำนวน 2 ล้านโดสยังรอการขึ้นทะเบียนในประเทศจีนอยู่ แต่คาดว่าจะได้รับการอนุมัติในประเทศไทยภายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564

ความเร่งรีบในการอนุมัติวัคซีนนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน หากไม่มีการสื่อสารกับประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์อย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ วัคซีนที่น่าจะผ่านการอนุมัติเป็นวัคซีนที่ผ่านมาถึง การวิจัยระยะที่ 3 แล้ว ประเด็นด้านความปลอดภัยจะถูกประเมินมาตั้งแต่ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการทดสอบความปลอดภัย และในทุกระยะต่อมา แต่เนื่องจากต้องแข่งกับเวลา ผลการวิเคราะห์ในขณะนี้จึงเป็นการติดตามในระยะสั้น

2. การฉีดวัคซีนป้องกันการป่วยเป็นโควิด-19 แต่ต้องฉีด 2 โดส
ประโยชน์ของการฉีดวัคซีน 3 ข้อคือ ป้องกันการป่วย, เป็นวิธีสร้างภูมิคุ้มกันที่ปลอดภัยกว่าการติดเชื้อจริง (เพราะอาจ เกิดภาวะแทรกซ้อนที่คาดเดาไม่ได้) และหยุดการระบาดได้ แต่จำเป็นต้องฉีดทั้งหมด 2 โดส

ห่างกัน 3-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ผลการวิจัยในขณะนี้ส่วนใหญ่วัดผลลัพธ์เป็น ‘ผู้ป่วยที่มีอาการ’ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าวัคซีนป้องกันอาการป่วยรุนแรง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ 

3. กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้วางแผนว่าใครควรได้รับการฉีดวัคซีนก่อน ในเมื่อช่วงแรกจำนวนวัคซีนมีจำกัด
ในสหรัฐอเมริกาแบ่งการกระจายวัคซีนออกเป็น 4 ระยะ โดย CDC และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวัคซีน (ACIP) เป็นผู้กำหนดแนวทางว่าประชากรกลุ่มใดควรได้รับการฉีดวัคซีนก่อน-หลัง ดังนี้

  • ระยะ 1a: บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักคนชรา 
  • ระยะ 1b: ผู้มีอายุมากกว่า 75 ปีขึ้นไป และผู้ประกอบอาชีพที่จำเป็น เช่น พนักงานดับเพลิง ตำรวจ เรือนจำ การเกษตร ไปรษณีย์ โรงงาน ร้านขายของชำ ขนส่งสาธารณะ และการศึกษา 
  • ระยะ 1c: ผู้มีอายุระหว่าง 65-74 ปี หรือ 16-64 ปีที่มีโรคประจำตัว และผู้ประกอบอาชีพที่จำเป็นอื่นๆ 
  • ระยะ 2: ผู้มีอายุมากกว่า 16 ปีที่ยังไม่ได้รับวัคซีนในระยะที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อมีจำนวนวัคซีนเพิ่มขึ้น คำแนะนำก็อาจขยายให้ครอบคลุมประชากรมากขึ้น

ส่วนประเทศไทย คณะทำงานของกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายการรับวัคซีนโควิด-19 ไว้ 4 กลุ่ม ได้แก่

  • บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า
  • บุคคลที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรังระยะ 5 ขึ้นไป โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งทุกชนิด และโรคเบาหวาน 
  • ผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 
  • เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโควิด-19 เช่น อสม. ทหาร ตำรวจ

ซึ่งมีหลักการที่คล้ายกันคือกลุ่มอาชีพเสี่ยงต่อการติดเชื้อและกลุ่มเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ขึ้นอยู่กับอายุหรือโรคประจำตัว โดยจะเริ่มดำเนินการใน 5 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดก่อน

4. ถึงแม้ว่าในขณะนี้จะมีจำนวนวัคซีนจำกัด และกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นในอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนข้างหน้า
สหรัฐอเมริกาให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าทุกคนจะสามารถได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเร็วที่สุดเท่าที่กำลังการผลิตจะเพียงพอ ส่วนประเทศไทยวางแผนจัดหาวัคซีนครอบคลุมประชากร 50% (33 ล้านคน) ในปี 2564 โดยแบ่งการซื้อวัคซีนออกเป็น 3 ตะกร้า

ตะกร้าใบแรก 20% (26 ล้านโดส) ซื้อจาก AstraZeneca ซึ่งจะได้รับวัคซีนประมาณเดือนมิถุนายน 2564 (สถาบันวัคซีนแห่งชาติชี้แจงว่าวัคซีนที่ผลิตโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์จะส่งมอบปลายเดือนพฤษภาคม 2564)

ขั้นตอนการผลิตวัคซีนของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์

ตะกร้าใบที่สอง 20% ซื้อวัคซีนจากโครงการ COVAX (COVID-19 Vaccine Global Access Facility) เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ และใช้กรอบการจัดสรรวัคซีนที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลกเพื่อรับประกันการเข้าถึงวัคซีนอย่างเท่าเทียม กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ‘อยู่ระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขและเจรจาต่อรอง’ ซึ่งเท่ากับว่าวัคซีนในแผนการจัดหาเกือบครึ่งหนึ่งเลยทีเดียวที่ยังไม่มีกรอบระยะเวลาการได้รับวัคซีนที่ชัดเจน

ตะกร้าใบสุดท้าย 10% จัดหาจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเจรจากับบริษัท Sinovac เพื่อจัดซื้อวัคซีนเร่งด่วน 2 ล้านโดส โดยล็อตแรกจำนวน 2 แสนโดสจะได้รับภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังเจรจากับบริษัท AstraZeneca เพื่อจัดซื้อวัคซีนเพิ่มอีก 35 ล้านโดส ซึ่งถึงแม้จะอยู่นอกแผนเดิม แต่จะทำให้ประเทศไทยมีวัคซีนในตะกร้ารวม 65 ล้านโดสใกล้เคียงเดิม ทว่าผมยังไม่แน่ใจในเหตุผลที่กระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีนเพียง 50% ของประชากร

5. หลังจากได้รับการฉีดวัคซีนอาจมีผลข้างเคียงบางอย่าง แต่เป็นสัญญาณของการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย
ผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนตรงบริเวณที่ฉีด เช่น ปวด บวม แดง ส่วนอาการในส่วนอื่นจะคล้ายกับอาการของไข้หวัด เช่น หนาวสั่น อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ แต่จะดีขึ้นภายในไม่กี่วัน เพราะเป็นสัญญาณการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

ส่วนความกังวลว่าการฉีดวัคซีนจะทำให้ติดเชื้อได้หรือไม่ CDC อธิบายว่าวัคซีนไม่ได้ทำจากไวรัสที่มีชีวิต ดังนั้นจึงไม่สามารถติดเชื้อได้ (วัคซีนของ AstraZeneca ใช้ไวรัส Adenovirus ที่ก่อโรคในชิมแปนซีเป็นตัวพา)

นอกจากนี้ในสหรัฐอเมริกา CDC ได้จัดทำระบบ V-safe ติดตามผลข้างเคียงหลังจากการฉีดวัคซีนผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์ไปสอบถามอาการเพิ่มเติมหากรายงานว่ามีอาการผิดปกติ และเตือนให้ไปรับการฉีดวัคซีนโดสที่ 2

บทความอื่นๆ รู้ไหมว่าใครใหญ่ การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย