บทความ » 6 natural wonders ชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติรอบโลก

6 natural wonders ชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติรอบโลก

4 มิถุนายน 2021
153   0

6 natural wonders ชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติรอบโลก

6 natural wonders ชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติรอบโลก เปิดประเทศเมื่อไหร่อยากชวนเธอไปขึ้นบอลลูน ทักทายควายไบซัน ชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติรอบโลกด้วยกัน

ในสถานการณ์แบบนี้ที่คนส่วนใหญ่ยังต้องอุดอู้อยู่บ้าน เชื่อว่าหลายคนคงจะคิดถึงวิวภูเขา กลิ่นทะเล เสียงแม่น้ำ และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกหลายแห่งที่เราไม่สามารถเดินทางไปได้ ‘เราเที่ยวด้วยกัน เฟสทิพย์’ EP นี้จึงชวนผู้คนที่รักการท่องเที่ยวจากหลายแวดวงมาแชร์ประสบการณ์และสถานที่ที่พวกเขาคิดถึง

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

Bowen Island 
Vancouver, Canada

ณัชชา วงศ์ใหญ่ คอนเทนต์ครีเอเตอร์เจ้าของเพจ Vanwongyai

วันเกิดปีที่ 24 ปีนั้นเราใกล้จะเรียนจบคอร์สศิลปะบำบัดที่แวนคูเวอร์ เราเลยวางแผนว่าจะลองไปเที่ยวที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยไปเพราะเหลือเวลาอยู่ที่นี่อีกไม่กี่วัน เรารู้จักที่นี่เพราะตั้งแต่มาถึงเราก็ชอบเสิร์ชหาพิกัดใหม่ๆ ในแวนคูเวอร์อยู่แล้ว หลังจากอยู่มาครบ 9 เดือน เที่ยววนจนครบทุกสวน ทุกหาด เลยคิดว่าถึงเวลาแล้วล่ะที่จะลองออกไปหาสถานที่ใหม่ๆ ที่คนยังไม่ค่อยไปกัน

Bowen Island เป็นเกาะเล็กๆ อยู่ฝั่ง West Vancouver เป็นเกาะที่มีทั้งคนอาศัยอยู่และคนที่มาเที่ยวในวันหยุด มีทั้งชายหาด ทะเลสาบ และภูเขาอยู่ในที่เดียวกัน ที่จริง Bowen Island มีอีกชื่อคือ Happy Isle ซึ่งว่าไปแล้วบรรยากาศของเกาะนี้ก็แฮปปี้จริงๆ 

Recommend สำหรับใครที่ชอบบ้านวินเทจ มาเดินที่นี่แล้วจะเพลินตามากๆ หรือถ้าใครมาเพื่อเดินป่าก็จะได้เจอวิวทะเลสาบที่มองแล้วใจสงบ เหมาะสำหรับใครที่อยากหาวันเงียบๆ มาเดินตกตะกอนชีวิต หรือจะมีบทสนทนาดีๆ กับใครสักคนที่เดินด้วยกันก็อบอุ่นใจไปอีกแบบ

How to get there : นั่งบัสสาย 250 หรือ 257 จาก Georgia Street ไปลงที่ท่าเรือ Horseshoe Bay หรือใครอยากลอง Water Taxi (ที่เราแอบเรียกเล่นๆ ว่าแกร็บเรือ) ของดีประจำแวนคูเวอร์ก็ย่อมได้ เคยแอบเสิร์ชราคาดูประมาณ 500-1,000 บาทต่อเที่ยว แพงกว่าเรือข้ามฟากเจ้าพระยา 15 บาทของเราอยู่มาก แต่ระยะทางก็ไกลกว่ากันเยอะเลย

goo.gl/maps/yYnAXXJNLeGAdrAU6

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

Yellowstone National Park
USA

ณิชกานต์ พรหมจินดา เจ้าของเพจ Hidden thread

ปิดเทอมฤดูร้อนสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัยเมื่อ 2 ปีก่อนเราตัดสินใจเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานที่ Yellowstone National Park ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อนึกย้อนกลับไปเราน่าจะรู้จักอุทยานฯ นี้ครั้งแรกผ่านฉากภูเขาไฟระเบิดในหนัง ‘2012 วันสิ้นโลก’ โดยรู้แค่ว่าที่นี่เป็นอุทยานฯ แห่งแรกของโลกซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาไฟขนาดยักษ์ที่ยังไม่ดับสนิท (supervolcano) แต่คิดว่าคงไม่ปะทุเร็วๆ นี้ 🙂

Yellowstone National Park คืออุทยานแห่งชาติชื่อดังที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 3 รัฐ (ไวโอมิง, มอนแทนา และไอดาโฮ) ตั้งแต่วันแรกที่เราไปถึง เราประทับใจในความอุดมสมบูรณ์ ความอลังการของธรรมชาติ และความหลากหลายทางภูมิประเทศของที่นี่ ซึ่งมีทั้งภูเขา บ่อน้ำพุร้อน น้ำตก ทะเลสาบ ป่าสน ทุ่งหญ้า รวมถึงไฮไลต์อย่างแกรนด์แคนยอน เรียกได้ว่ามาที่เดียวคือครบ ได้ทั้งประสบการณ์และรูปภาพสวยๆ กลับบ้านไปเต็มกระเป๋า 

นอกจากนี้เรายังพบเจอสัตว์ป่าในบริเวณอุทยานฯ ได้ง่ายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นควายไบซัน กวางเอลก์ กวางมูส หมีดำ หมีกริซลี และอีกมากมาย ทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมาในอุทยานฯ แห่งนี้ เรารู้สึกโชคดีมากที่มีธรรมชาติที่สวยงามรอให้เราออกไปค้นหาและเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ธรรมชาติมันช่างยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์เกินกว่ามนุษย์อย่างเราจะจินตนาการได้จริงๆ

Recommend : ใครมาเที่ยวอาจจะต้องวางแผนและเผื่อเวลาดีๆ เนื่องจากในอุทยานฯ แทบจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และที่สำคัญคือคุณอาจจะต้องเจอปรากฏการณ์ ‘Bison Jam’ ที่เหล่าควายไบซันเดินลงมาบนถนนจนทำให้รถติดยาว บางครั้งอาจติดแค่ไม่กี่นาที ขณะที่บางครั้งก็ติดยาวนานหลายชั่วโมง

ที่พักที่เราอยากแนะนำมากที่สุดคือ Old Faithful Inn โรงแรมเก่าแก่กว่าร้อยปีที่ตื่นเช้ามาก็สามารถชม Old Faithful Geyser แลนด์มาร์กชื่อดังได้ก่อนใคร

How to get there : แนะนำให้ลงเครื่องที่สนามบิน Bozeman รัฐมอนแทนา (มีเที่ยวบินตรงจากเมืองใหญ่ๆ ในอเมริกา) และเช่ารถขับต่อ เนื่องจากในอุทยานฯ ไม่มีบริการรถโดยสารสาธารณะ หรือหากต้องการท่องเที่ยวหลายอุทยานฯ เราแนะนำให้ลงที่สนามบิน Salt Lake City ในรัฐยูทาห์ เพราะจะสามารถแวะเที่ยว Grand Teton National Park ซึ่งเป็นทางผ่านก่อนจะถึง Yellowstone National Park ได้ด้วย

goo.gl/maps/PXJUcyKgobojuGJ59

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

Cappadocia Hot Air Balloon
Turkey

Pswfilm แบรนด์ฟิล์มเอฟเฟกต์ทำมือ

สำหรับใครที่จะไปเที่ยวตุรกี การขึ้นบอลลูนที่คัปปาโดเกียน่าจะเป็น destination แรกที่หลายคนปักหมุดว่าต้องไปให้ได้ แต่ก็ต้องเตรียมใจและเริ่มทำบุญตั้งแต่วันที่จองตั๋วเลยด้วยเช่นกัน เพราะการขึ้นบอลลูนต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝน ถ้าสภาพอากาศไม่เป็นใจแค่นิดเดียวก็อาจจะต้องพับแพลนได้ง่ายๆ

ตอนที่เราไปคือวันหยุดยาวช่วงปีใหม่ซึ่งอากาศหนาวมากและลมแรงมากเช่นกัน เรียกได้ว่าลุ้นกันจนวินาทีสุดท้ายว่าจะได้ขึ้นบอลลูนหรือไม่ โชคดีที่สามารถขึ้นได้ในที่สุด (น่าจะใช้แต้มบุญไปเยอะทีเดียว) เราไปถึงที่นั่นตอนตี 5 กลางฤดูหนาว ฟ้ายังมืด ได้ความอุ่นกับแสงสว่างเป็นช่วงๆ จากไฟที่ใช้จุดบอลลูน ฟังดูโรแมนติกเนอะ แต่ในความเป็นจริงคือเราต้องยืนอยู่แบบนั้น 30 นาที 

นับเป็นความเซอร์ไพรส์อีกอย่างที่เราได้เห็นกระบวนการต่างๆ ของบอลลูนตั้งแต่ต้น ตอนที่มันยังแฟบอยู่กับพื้นจนค่อยๆ ป่องขึ้นมาทีละนิด สวยจนอยากลงคลิปให้ดูด้วยเพราะถ่ายเก็บไว้เยอะเหมือนกัน

ก่อนไปเราได้เห็นคนรีวิวประเทศตุรกีมาพอสมควร ซึ่งก็รู้สึกว่ามันสวยแล้วนะจากรูปที่ได้เห็น แต่พอได้ขึ้นไปเห็นด้วยตาตัวเองถึงได้รู้ว่ามันสวยกว่านั้นมากๆ อย่างรูปที่ทุกคนเห็นอยู่ตอนนี้ก็สวยไม่เท่าตอนเราสองคนขึ้นไปเห็นแน่นอน พูดจริง! สวยจนเราลืมไปเลยว่ากลัวความสูง ส่วนแฟนเราก็ถ่ายรูปบอลลูนเปล่าๆ ที่ลอยไปลอยมาเกือบ 3 ม้วนฟิล์ม (ตอนกลับมาล้างก็งงเหมือนกันว่าถ่ายอะไรเยอะขนาดนั้น) แต่ก็สวยจริงๆ นั่นแหละ ไม่เชื่อลองกลับไปดูรูปอีกที

Recommend : จริงๆ ทัวร์ที่เราจองขึ้นบอลลูนด้วยเขาจะช่วยเตรียมให้เกือบทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าจะให้แนะนำเรื่องอื่นๆ ก็คือ หนึ่ง–ใส่เสื้อสีสดใสแข่งกับบอลลูน เพราะจะได้รูปที่สวยทั้งตอนอยู่ข้างบนและตอนลงมาดื่มแชมเปญข้างล่างด้วย! สอง–ถ้าเลือกได้ให้เลือกช่องริมๆ บนกระเช้า เพราะจะถ่ายรูปง่าย ไม่ติดคนอื่น เชื่อเรา

How to get there : จากอิสตันบูลต้องขึ้นเครื่องบินมาลงที่สนามบิน Kayseri Erkilet International Airport (ASR) หรือ Nevşehir Kapadokya Airport (NAV) ทั้งสองที่ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น g.page/TurkiyeBalloons?share

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

Bondi Beach
Sydney, Australia

วิพุธ อัศวเวทวุฒิ นักวาดภาพประกอบ อินสตาแกรม @viput_a

ทริปนี้เกิดขึ้นในช่วงปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ เราตัดสินใจไปโร้ดทริปกับเพื่อนที่ออสเตรเลียโดยมีจุดหมายคือซิดนีย์ (โหลเชียว) ด้วยความที่เราไม่ใช่นักท่องเที่ยวประเภทเตรียมพร้อมสักเท่าไหร่ ทุกเช้าเราจะตื่นสาย หากาแฟกิน แล้วจึงค่อยวางแผนการท่องเที่ยวสำหรับช่วงบ่าย ยกเว้นแค่ที่เดียวที่เราจำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้านั่นคือ Bondi Beach

Bondi Beach เป็นหาดใหญ่ใกล้ตัวเมืองที่ใครที่เคยมาซิดนีย์น่าจะพอคุ้นเคยเพราะขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวยฟ้าใส พวกเราจึงคาดหวังที่จะได้ไปเห็นทะเลพร้อมแดดจ้า ส่องกระทบผืนน้ำสีฟ้าเป็นประกายวิบวับ แต่เพราะการเดินทางไปที่นี่ห่างจากตัวเมืองไปร่วมชั่วโมงทำให้เราคาดเดาสภาพอากาศได้ยาก ตารางการเที่ยวของวันนี้จึงต้องวางแผนให้ดีเป็นพิเศษ

เราสองคนออกจากที่พักตั้งแต่ 9 โมงเช้า สภาพอากาศในตัวเมืองซิดนีย์วันนั้นฟ้าเปิด แดดจ้า เพอร์เฟกต์ต่อการไปชายหาดสุดๆ แม้จะเริ่มต้นวันด้วยการขึ้นรถบัสผิดสาย แต่เราก็ใช้เวลาคลำทางใหม่ไม่นานนัก กระทั่งไปถึงและพบว่า Bondi Beach เป็นหาดที่ยาวมากกกกกก (เสิร์ชแล้วพบว่ายาว 6 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้า 2-3 ชั่วโมง)

แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก ทันที่ที่ก้าวเท้าลงจากรถบัสฝนก็ตก! (สภาพอากาศของซิดนีย์ค่อนข้างแปรปรวนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ) โชคดีที่รอไม่นานฝนก็หยุด ทิ้งไว้แค่เมฆครึ้มๆ ให้ช้ำใจเล่น

แม้หาดจะมีความยาวถึง 6 กิโลเมตร แต่ด้วยความสวยงามของวิวรอบๆ ที่ทำให้เราเพลิดเพลินและคุยกันได้เรื่อยเปื่อยโดยไม่เหนื่อยจนเกินไป หลังจากนั้นพวกเราตกลงไปนั่งพักที่คาเฟ่ริมหาด ช่วงที่เราไปอากาศค่อนข้างเย็นที่ร้านก็จะมีผ้าห่มบริการให้ การได้นั่งรับลมเย็นๆ จิบชาอุ่นๆ ห่มผ้าและมองดูคลื่นในทะเลนั้นเป็นโมเมนต์ที่ชิลล์ที่สุดในโลกจริงๆ

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

Recommend : เส้นทางริมหาด Bondi Beach คือเส้นทาง trekking ที่อยากให้ทุกคนได้มาลอง การเดินหาดที่นี่ไม่ใช่การเดินหาดทรายแบบที่เราคุ้นเคย แต่เป็นเส้นทางที่สร้างมาให้เดินเลียบไปกับภูเขา เราเดินไปเรื่อยๆ แล้วเจอทางเข้าไปสุสานใกล้ๆ ด้วย (อันนี้ไม่แน่ใจว่าหลงหรือเปล่า) หรือถ้าใครมาช่วงซัมเมอร์และสนใจเล่นเซิร์ฟ ที่หาดนี้ก็เป็นแหล่งของชาวเซิร์ฟเช่นกัน

How to get there : ขึ้นรถบัสสาย 380 หรือ 333 จาก Circular Quay แล้วนั่งยาว ใช้เวลาประมาณ 45 นาที หรือขึ้นรถไฟจากในตัวเมือง ลงสถานี Bondi Junction แล้วต่อรถบัสสาย 380, 381, 382 หรือ 333 ก็ได้เช่นกัน

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

Lake District National Park
Windermere, England

นันทิชา ดิเรกวัฒนานุกุล นักวาดภาพประกอบ นามปากกา inflowerlesson

ย้อนกลับไปช่วงเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษกับเพื่อนๆ ตอนมหาวิทยาลัย เราตั้งใจไปเยือนมิวเซียมชื่อดังอย่าง The World of Beatrix Potter Attraction ที่อยู่ห่างจากทะเลสาบ Windermere ไม่ไกลมากนัก แต่พอไปถึงเมืองนี้เรากลับพบว่าที่นี่อากาศดีและวิวสวยมากๆ ไม่แปลกใจเลยที่จะเป็นที่นิยมจากนักท่องเที่ยว

ทะเลสาบ Windermere ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ Lake District น้ำใสและสงบนิ่งตัดกับฉากหลังที่เป็นภูเขาสีเขียวเล็กๆ ล้อมรอบ เหมาะแล้วที่เป็นเมืองแห่งการพักตากอากาศอีกแห่งของอังกฤษ การล่องเรือเที่ยวเป็นอีกกิจกรรมที่คนนิยม แต่แอบเสียดายที่ตอนนั้นเราไม่ได้นั่งเรือไปเที่ยวต่อ ถ้าเดินรอบทะเลสาบเบื่อแล้วในเมืองก็ยังเดินเที่ยวเล่นได้ด้วย เพราะมีร้านอาหารและร้านค้าอยู่เยอะพอสมควรเลย ต่อให้ต้องแนะนำที่เที่ยวในอังกฤษอีกกี่ครั้งก็ยังอยากแนะนำให้ไปที่นี่ให้ได้

Recommend : อย่างที่บอกไปว่าความตั้งใจแรกของเราคือการไป The World of Beatrix Potter Attraction มิวเซียมที่บอกเล่าเรื่องราวนักวาดและนักเขียนชื่อดังของอังกฤษอย่าง Beatrix Potter เจ้าของผลงานคลาสสิกตลอดกาลอย่าง The Tale of Peter Rabbit ที่เราชอบมากเป็นการส่วนตัว รับประกันว่าคุ้มค่าตั๋วแน่นอนเพราะข้างในจัดออกมาได้น่ารักจนอยากกลับไปซ้ำอีกรอบ ที่ชอบที่สุดคงหนีไม่พ้นร้านของฝาก ทุกคนต้องได้ของติดไม้ติดมือแน่นอน แอบกระซิบว่าสโคนของคาเฟ่ในมิวเซียมอร่อยนะ

How to get there : นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Windermere และเดินทางต่อด้วยรถ (เรียกแท็กซี่ที่สถานีได้)

goo.gl/maps/QknnSYS9yXcQ3wTc7

Kamo River
Kyoto, Japan

กีรติ เงินมี เจ้าของแบรนด์ Quinn draw design

ครั้งแรกที่ไปเกียวโต เราเดินผ่านย่านพอนโตโชะเห็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีผู้คนเดินเล่น นั่งดื่ม หรือพูดคุยกันแบบชิลล์ๆ แล้วก็นึกอยากลงไปเดินเล่นบ้าง แต่ทริปทัวร์วัดต่างๆ แน่นเอี้ยดจนไม่สามารถแวะไปได้ เลยตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าได้กลับมาเป็นครั้งที่ 2 จะต้องมีเวลาให้กับแม่น้ำสายนี้ 

จบจากทริปนั้นเราลองเสิร์ชหาชื่อแม่นำ้ในเกียวโตถึงได้รู้ว่าที่นี่คือแม่น้ำคาโมะ แม่น้ำสายหลักที่ชาวเกียวโตมักออกมาเดินเล่นรับลมจนกลายเป็นพื้นที่สาธารณะประจำเมือง เปรียบเสมือนลมหายใจของชาวเกียวโตเลยก็ว่าได้ 

เมื่อได้กลับไปเยือนเกียวโตอีกครั้ง เราจัดตารางให้ได้ไปเที่ยวแม่น้ำคาโมะสมใจ แต่ย้ายบริเวณเล็กน้อยไปเป็นบริเวณ Kamo River Delta ที่เงียบสงบกว่าแทน โดยเริ่มจากคาเฟ่ WIFE&HUSBAND ที่มีเซตปิกนิกริมแม่น้ำสำหรับลูกค้าซึ่งเป็นภาพในฝันของเรากับแฟน แต่โชคร้ายที่ฝนทำท่าจะตก จึงทำได้แค่นั่งกินในร้านแล้วเดินเล่นริมแม่นำ้ต่อเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางคือร้านอาหารกลางวันพอดี ซึ่งพวกเราก็ต้องลุ้นตลอดทางว่าฝนจะตกหรือไม่

ข้อดีในวันฟ้าครึ้มไม่มีแดดคือทำให้อากาศเย็น เดินได้สบายๆ เมื่อมีฝนตกปรอยๆ เราก็เดินเข้าไปหลบใต้ต้นไม้ใหญ่ ระหว่างทางริมแม่น้ำเราเจอทั้งคนแก่และคนที่จูงหมามาเดินเล่น เมื่อสังเกตดูข้างทางก็พบแมลงและผีเสื้อหน้าตาไม่คุ้น น้ำในแม่น้ำก็ใสจนเห็นตัวปลา มีฝูงนกบินเลียบ ในใจแอบนึกถึงบ้านเรา การจะหาพื้นที่สาธารณะเพื่อพักผ่อนหย่อนใจแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นถ้าไม่ใช่สวนสาธารณะก็แทบนึกไม่ออกเลย

เราเดินมาจนเกือบสุดทางที่ต้องเดินข้ามฝั่ง ได้ยินเสียงน้ำไหลกระทบกลุ่มก้อนหินชัดเจน หินพวกนี้เองที่เราใช้เป็นทางข้ามแม่น้ำ แต่ละก้อนก็มีดีไซน์แตกต่างกันไป เป็นสี่เหลี่ยม ปลากระเบน เต่า เราจึงรู้สึกเหมือนได้เล่นผจญภัยและกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ท้ายที่สุดก็มาจบที่ร้านอาหารกลางวัน LUSH LIFE นั่งพักได้ไม่นานฝนก็เริ่มตกหนักพอดี

Recommend : ชิมกาแฟและนั่งปิกนิกใน WIFE&HUSBAND ร้านเล็กๆ ตกแต่งแน่นด้วยของโบราณที่ชวนให้เราอยากได้ของทุกสิ่งในร้าน เวลาเปิดไม่แน่นอน อย่าลืมเช็กตารางก่อนไป wifeandhusband.jp/openingschedule อีกร้านที่ไม่ควรพลาดคือ LUSH LIFE ร้านอาหารเมนูเรียบง่ายแต่บรรยากาศรายล้อมด้วยเสียงเพลงแจ๊สจากไวนิล ทำให้มื้อนั้นเป็นมื้อพิเศษ

How to get there : รถไฟใต้ดินสถานี Demachiyanagi Station ใกล้ Kamo River Delta หรือรถไฟใต้ดินสถานี Kitaōji Station ใกล้ที่ปิกนิกร้าน WIFE&HUSBAND 

บทความอื่นๆ Rompboy แบรนด์สตรีทแฟชั่นไทย