บทความ » Aerosoft ทุ่มงบ 310 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ ‘ยูโร 2020’

Aerosoft ทุ่มงบ 310 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ ‘ยูโร 2020’

18 มิถุนายน 2021
100   0

Aerosoft ทุ่มงบ 310 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ ‘ยูโร 2020’

Aerosoft ทุ่มงบ 310 ล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ ‘ยูโร 2020’ ชื่อของ ‘โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ’ และ ‘ซัมมิท ฟุตแวร์’ เจ้าของแบรนด์ Aerosoft กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยขึ้นมาในทันที เมื่อมีข่าวว่าเข้ามาเป็น ‘พระเอกขี่ม้าขาว’ ด้วยการทุ่มงบกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 310 ล้านบาท ในการเข้าซื้อลิขสิทธิ์ ‘ยูโร 2020’ ที่ทำเอาคนไทยเกือบจะไม่ได้ดูถ่ายทอดสดในรอบ 30 ปีแล้ว

ภายในงานแถลงข่าวที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่การเตะนัดแรกจะเกิดขึ้น อนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีเวลาในการประสานแบบจริงจังเพียง 2 วันเท่านั้น ซึ่งได้ปรึกษาฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และตกลงให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการประสานไปยังเจ้าของสิทธิ์เพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด โดยแต่เดิมเราได้คุยกับภาครัฐและเอกชนมากมาย ซึ่งก็สนใจจะเข้ามาสนับสนุน แต่ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิด “โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริหาร บริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ จำกัด จึงได้ทุ่มเงินซื้อเพียงผู้เดียว และมอบให้ NBT ถ่ายทอดสดให้ชม ทำให้คนไทยได้ชมการแข่งขันแบบครบทุกคู่ และไม่ได้ใช้งบประมาณของภาครัฐเลย”

ขณะที่โกมลกล่าวว่า “ตอนแรกที่คุยกัน คิดว่าจะช่วยสนับสนุน 10 ล้านบาท แต่ด้วยเวลากระชั้นชิด จึงจำเป็นต้องทุ่มเงินเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเข้ามาเพียงผู้เดียว ซึ่งใช้เวลาในการตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น” 

ความน่าสนใจของการเข้ามาเป็นพระเอกขี่มาขาวในครั้งนี้ คือทั้งๆ ที่ฟุตบอลยูโร 2020 เป็นศึกฟุตบอลรายการที่ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่เป็นรองแค่เพียงฟุตบอลโลกรายการเดียว ทำไมถึงไม่มีใครสนใจที่จะประมูลซื้อเข้ามาถ่ายทอดสด ซึ่งหากจะให้หาคำตอบอาจมาจากหลากหลายเหตุผลด้วยกัน 

ไม่ว่าจะเป็นค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรในครั้งนี้ตามข้อมูลที่ THE STANDARD ได้รับทราบมานั้น มีราคาที่สูงมากในระดับ ‘พันล้าน’ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ผู้ประกอบการรายใดก็ไม่คิดว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนซื้อเข้ามา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฟุตบอลโคปา อเมริกา ฟุตบอลระดับทวีปเหมือนกัน แต่มีราคาที่แตกต่างกันหลายเท่าตัว

ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจยังเฟื่องฟู ผู้คนมีกำลังทรัพย์ในการจับจ่ายใช้สอย การใช้เงินหลักพันล้านอาจดูเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะด้วยการเป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติ การดึงสปอนเซอร์ที่ปกติใช้ Sport Marketing เป็นเกมการตลาดอยู่แล้ว โดยเฉพาะแบรนด์กลุ่มเครื่องดื่มทั้งที่มีแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์เข้ามาสนับสนุนอาจดูไม่ใช่เรื่องยาก แต่ยังไม่ใช่ช่วงเวลานี้อย่างแน่นอน

เพราะอย่าลืมว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ที่กินเวลามา 1 ปีกว่าๆ ได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อธุรกิจน้อยใหญ่ ลำพังการประครองธุรกิจให้ฝ่าวิกฤตไปก็เป็นเรื่องที่ลำบากอยู่แล้ว จะให้ ‘เจียดเงิน’ มาเป็นสปอนเซอร์ยิ่งยากไปใหญ่ สังเกตได้เลย เวลาเกิดวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับกำลังซื้อ ‘งบการตลาด’ จะเป็นส่วนแรกที่ถูกหั่น ด้วยเป็นส่วนที่ตัดลดได้ง่ายที่สุด ซึ่งในเวลานี้เม็ดเงินเกือบทั้งหมดถูกทุ่มไปกับการลด แลก แจก แถม ทำโปรโมชันกันอย่างดุเดือนเพื่อดึงยอดขาย

สำหรับซัมมิท ฟุตแวร์นั้น เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมานานกว่า 39 ปี โดยมีธุรกิจหลักอยู่ภายใต้แบรนด์ Aerosoft ซึ่งเน้นทำรองเท้าสุขภาพเป็นหลัก ข้อมูลจาก ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ระบุว่า มีกำลังผลิตเดือนละ 2 ล้านคู่ และส่งออกไปขายต่างประเทศเป็นหลักด้วยสัดส่วนกว่า 70% โดยมีตลาดหลักอยู่ที่ตะวันออกกลาง

คำถามที่น่าสนใจคือ ทั้งๆ ที่ตลาดหลักอยู่ในต่างประเทศ แถมเมื่อมองย้อนเข้าไปในผลประกอบการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ารายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มีรายได้ 1.5 พันล้านบาท กับปี 2563 ที่มีรายได้ 663 ล้านบาท จะเห็นว่ารายได้หายไปมากกว่าครึ่ง

ที่สำคัญ ในส่วนของกำไรนั้นกลับขาดทุน 3 ปีซ้อนในช่วงปี 2560-2562 รวมๆ กัน 300 กว่าล้านบาท ดังนั้นการทุ่มเม็ดเงินกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งถูกระบุอย่างชัดเจนว่า ‘บริษัท ซัมมิท ฟุตแวร์ จำกัด’ เป็นผู้ทุ่มงบในการซื้อ จึง ‘คุ้มค่า’ หรือไม่ในแง่ของธุรกิจ เพราะเมื่อเทียบกันแล้วเป็นเม็ดเงินที่สูงอย่างมาก ซึ่งคิดเป็นตัวเลขเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ที่ซัมมิท ฟุตแวร์ทำได้ในปี 2563 เลยทีเดียว

แหล่งข่าวที่อยู่ในแวดวงการสร้างแบรนด์กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คุ้มหรือไม่ยังตอบไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้สิ่งที่แบรนด์ได้รับกลับไปคือ Social Impact อย่างแท้จริง

“คนไทยชอบคนที่มีน้ำใจ ยิ่งเป็นการให้แบบไม่หวังผลตอบแทนคนจะยิ่งชื่นชอบเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ใช่แค่การชื่นชอบแบรนด์เท่านั้น แต่ยังอาจจะสะท้อนไปถึงสินค้าด้วย เห็นได้ชัดว่าหลังจากมีข่าวออกมา คอบอลบางส่วนถึงกับบอกว่าจะไปซื้อรองเท้า Aerosoft เป็นการตอบแทนที่ทำให้เขาได้ดูบอลในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ดูเป็นความหวังที่ริบหรี่เป็นอย่างมาก”

สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ ซัมมิท ฟุตแวร์ หรือ Aerosoft จะสามารถตักตวงได้อย่างเต็มที่หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ ‘การบริหารแบรนด์’ ในช่วงต่อจากนี้แล้ว เพราะตอนนี้แบรนด์เป็นที่รับรู้แล้ว ที่เหลือคือการสร้างแบรนด์ เข้าใจว่านี่เป็นเรื่องที่ฉุกละหุก แต่ถ้าแบรนด์ทำไม่ทัน ก็กลายเป็นว่าจะสูญเสียโอกาสทางการตลาดไป ด้วยมีเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้นที่ถือเป็นช่วงเวลาทองอย่างแท้จริง หลังจากนี้คนอาจจะไม่อินแล้ว 

“ตอนนี้ได้ข่าวมาว่ามีเอเจนซีและแบรนด์หลายแห่งที่วิ่งเข้าหาขอแพ็กเกจเพื่ออยากเป็นสปอนเซอร์ด้วย แต่ทางซัมมิท ฟุตแวร์ ยังไม่มีข้อตกลงกลับไปหรือให้ราคากับแบรนด์ใดเลย นี่อาจเป็นกลยุทธ์ปิดประตู ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของซัมมิท ฟุตแวร์ ที่จะใช้สิทธิประโยชน์ตรงนี้อย่างเต็มที่”

โดยแหล่งข่าวมองว่ามี 3 เหตุผลที่ซัมมิท ฟุตแวร์ ยังไม่เปิดรับสปอนเซอร์ร่วม คือ 1. อาจจะอยากเป็นสปอนเซอร์หลักเพียงคนเดียว 2. ยังไม่รู้จะจัดการตรงนี้อย่างไร เพราะเป็นสิทธิ์ที่ได้มาแบบปัจจุบันทันด่วนมาก และ 3. อาจจะเก็บไว้ขายในช่วงหลัง อย่าง 16 นัดสุดท้าย ซึ่งจะสามารถทำราคาขายได้มากกว่า 

ในมุมมองของแหล่งข่าวมองว่า Aerosoft ยังสามารถสร้างแบรนด์ได้มากกว่านี้อีก นอกเหนือไปจากเพลง ‘เชียร์ยูโร Aerosoft’ ที่เสกขึ้นมาภายใน 24 ชั่วโมง โดยมี ‘พลพล พลกองเส็ง’ เป็นผู้ร้องกับเนื้อร้องที่ติดหู

และล่าสุดทางเพจ Aerosoft Arch Support ได้ออกมาจัดประกวดรองเพลง เชียร์ ยูโร ชิงเงินรางวัลสูงสุด 1 แสนบาท ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ เยาวชนอายุไม่เกิน 10 ปี และบุคคลทั่วไปอายุ 10 ปีขึ้นไป

โดยสิ่งที่ Aerosoft ยังสามารถทำเพิ่มเติมได้อีกคือ การออกโปรดักต์พิเศษที่เกี่ยวข้องกับบอลยูโร การทำแคมเปญชิงโชคที่เคยฮิตสมัยก่อน หรือการทำแคมเปญ CRS ตลอดจนดึงอินฟลูเอนเซอร์สายกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมโปรโมต ซึ่งเชื่อว่าเวลานี้ใครๆ ก็พร้อมจะเข้ามาร่วมวง เผลอๆ อาจจะไม่ต้องเสียเงินเพิ่มด้วยซ้ำ

บทความอื่นๆ Sweet Tooth กับโลกพังๆ ที่ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน