ผู้ติดเชื้อโควิดลด วางใจจนคลายล็อกดาวน์ได้จริงหรือ?

ผู้ติดเชื้อโควิดลด วางใจจนคลายล็อกดาวน์ได้จริงหรือ?

ผู้ติดเชื้อโควิดลด วางใจจนคลายล็อกดาวน์ได้จริงหรือ? ผู้ติดเชื้อรายใหม่ +18,702 ราย ‘สถานการณ์การระบาด’ ของโควิดในไทยดูเหมือนว่าจะดีขึ้นเมื่อยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ ศบค. รายงานทุกเช้ามีแนวโน้มลด จากเดิมที่เคยขึ้นไปสูงที่สุด 23,000 รายเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ลดลงมาเหลือต่ำกว่า 2 หมื่นรายเป็นเวลา 6 วันติดต่อกัน ปัจจุบันจำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ย 7 วันย้อนหลังอยู่ที่ประมาณ 18,500 ราย (ถึงแม้ว่ายอดหลักหมื่นจะยังถือว่าสูงอยู่ดี) 

จากกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อในชุมชนรายวัน ระลอกเมษายน 2564 ที่เผยแพร่ในเพจศูนย์ข้อมูล COVID-19 เส้นสีแดงภาพรวมของทั้งประเทศ และเส้นสีน้ำเงินของ กทม. และปริมณฑลมีแนวโน้มลดลง และน่าจะผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว ส่วนเส้นสีเขียวของต่างจังหวัดที่เพิ่มขึ้นแซงเส้นสีน้ำเงินในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมมีแนวโน้มคงตัวประมาณวันละ 12,000 รายมาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมและเริ่มลดลงแล้วเช่นกัน

ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่าได้มีการหารือเตรียมเข้าสู่ ‘ระยะเปลี่ยนผ่าน’ ภาวะวิกฤต โดยจะเปิดประเทศอย่างปลอดภัยภายใต้มาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ (Smart Control and Living with COVID-19) มีเป้าหมายเพื่อควบคุมการระบาดให้จำนวนผู้ป่วยหนักไม่เกินศักยภาพของระบบสาธารณสุข

แต่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีผู้สงสัยว่า ‘สถานการณ์การระบาดดีขึ้นจริงหรือไม่’ คำถามนี้เต็มไปด้วยความไม่มั่นใจในชุดข้อมูลที่ ศบค. เผยแพร่ ในขณะที่ ศบค. กำลังพิจารณาผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์หลังครบกำหนด 1 เดือนแล้ว ซึ่งถ้าสถานการณ์ดีขึ้น ‘จริง’ ก็ย่อมเป็นข่าวดีที่สามารถชะลอการระบาดลงได้ แต่ถ้าดีขึ้น ‘ไม่จริง’ ก็จะนำมาสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ผิดพลาดซ้ำได้

ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง แต่ต้องประเมินร้อยละของผลบวกด้วย

จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง ‘จริง’ แต่เป็นจำนวนในระบบรายงาน แน่นอนว่ายอดที่รายงานนี้ต่ำกว่าความเป็นจริงแน่นอน เพราะยอดนี้ยังไม่รวมผู้ที่ตรวจพบเชื้อด้วยการตรวจ ATK ซึ่งไม่ใช่ทุกรายที่จะได้รับการตรวจยืนยันด้วย RT-PCR ซ้ำ เช่น ผู้ติดเชื้อที่รักษาแบบแยกกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ตั้งแต่แรก รวมถึงผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงการตรวจหาเชื้อ หรือผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ 

แต่ถ้าผู้ติดเชื้อในระบบรายงานเป็น ‘ตัวแทนที่ดี’ ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดก็อาจสรุปได้ว่า สถานการณ์การระบาดดีขึ้น ‘จริง’ โดยความเป็นตัวแทนนี้อาจพิจารณาจากแหล่งที่มาของผู้ติดเชื้อ ซึ่งมาจาก 2 แหล่ง ได้แก่ การตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาล (Walk-in) และการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก (Active Case Finding) หากโรงพยาบาลไม่จำกัดการตรวจหาเชื้อ และการตรวจเชิงรุกครอบคลุมทุกพื้นที่ก็ถือว่าเป็นตัวแทนที่ดีได้

ข้อมูลใน Dashboard ของกรมควบคุมโรค กทม. มีจำนวนการตรวจหาเชื้อเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วัน ประมาณวันละ 5,100 คน ซึ่งถือว่าต่ำมาก แต่มีหมายเหตุว่า ‘***แสดงผลเฉพาะข้อมูลที่มีการคีย์เข้าระบบของทางกระทรวงฯ เท่านั้น’ แสดงว่ายอดนี้อาจไม่รวมการตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาลเอกชน หรือในกรณีที่ผลตรวจเป็นลบ โรงพยาบาลก็อาจไม่ได้คีย์เข้าระบบ เพราะเป็นระบบที่ใช้ในการบริหารจัดการเตียงเป็นหลัก 

ทำให้ไม่สามารถคำนวณร้อยละของผลบวกจากตัวเลขใน Dashboard ได้ ส่วนการตรวจเชิงรุก กทม. มีการดำเนินการของทีมปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด-19 (CCRT) ที่เข้าไปตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนในชุมชน และจุดตรวจของสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) รายงานเป็นร้อยละของผลบวกจากการตรวจด้วย ATK ในเพจศูนย์ข้อมูล COVID-19 พบว่าล่าสุดพบผลบวก 10-14%

ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ล่าสุดถึงวันที่ 21 สิงหาคม ทั้งประเทศมีจำนวนการตรวจหาเชื้อเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วัน ประมาณวันละ 60,000 ตัวอย่าง ซึ่งอยู่ในช่วง 50,000-70,000 ตัวอย่างมาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ร้อยละของผลบวกสูงสุด 27% ช่วงต้นเดือนสิงหาคมหลังจากนั้นเริ่มลดลง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 24% ในขณะที่ กทม. มีจำนวนการตรวจหาเชื้อเฉลี่ยย้อนหลัง 7 วันประมาณวันละ 8,300 ตัวอย่าง 

ลดลงจาก 12,000 ตัวอย่างในช่วงต้นเดือนสิงหาคมด้วย แต่ร้อยละของผลบวกประมาณ 36% คงที่มาตลอดทั้งเดือน อาจเป็นเพราะในระยะหลังผู้ที่ตรวจด้วย RT-PCR เป็นผู้ที่พบผลบวกจากการตรวจด้วย ATK มาก่อนก็ได้ ดังนั้นสถานการณ์ในภาพรวมของประเทศน่าจะยังคงทรงตัว ส่วนใน กทม. ข้อมูลที่เผยแพร่ยังไม่พอที่จะสรุป (นอกจากนี้ยังมีเขตสุขภาพที่ 4 และ 5 ที่มีร้อยละของผลบวกสูงอยู่)

ผู้ป่วยหนักมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้น

ตัวเลขอีกตัวที่บอกสถานการณ์การระบาดได้คือ ‘จำนวนผู้ป่วยหนัก’ เพราะผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนักควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ตัวเลขในระบบรายงานจึงน่าจะใกล้เคียงกับผู้ป่วยหนักทั้งหมด ข้อมูล ณ วันที่ 27 สิงหาคม จากผู้ติดเชื้อที่กำลังรักษาอยู่ทั้งหมด 185,200 ราย เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 5,154 ราย (2.8%) และในจำนวนนี้มีอาการหนักใส่ท่อช่วยหายใจ 1,082 ราย (0.6%) 

โดยยอดผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด 5,565 รายเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมจากนั้นเริ่มลดลง แต่ยังมากกว่า 5 พันรายเพราะผู้ติดเชื้อทั้งหมดยังมีจำนวนมากอยู่ หากตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงก็น่าจะเป็นสัญญาณที่แสดงว่าการระบาดในประเทศไทยเลยจุดพีกมาแล้ว เพียงแต่ถ้าจะลดลงไปเรื่อยๆ จนเท่ากับ 3 พันรายในช่วงต้นกรกฎาคมคงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักใหญ่

ส่วนตัวเลขผู้เสียชีวิตก็พอจะบอกสถานการณ์การระบาดได้เช่นกัน โดยจะมีความล่าช้าประมาณ 1-3 สัปดาห์ตามระยะเวลาในการดำเนินโรค ล่าสุดมีจำนวนผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 250 รายเฉลี่ย 7 วันย้อนหลัง แต่ยอดผู้เสียชีวิตก็อาจเป็นผลมาจากมาตรการการฉีดวัคซีนหรือกระบวนการรักษา เช่น หากการฉีดวัคซีนมีความครอบคลุมในกลุ่มเสี่ยง อัตราป่วยเสียชีวิตก็น่าจะลดลง 

ในการแถลงข่าวของ ศบค. เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมได้มีการเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับแบบจำลองที่คาดการณ์ใน 3 กรณีคือ 1. ไม่มีมาตรการล็อกดาวน์ 2. ผลจากมาตรการล็อกดาวน์ ลดค่า R ได้ 20% และ 3. ผลจากมาตรการล็อกดาวน์ ลดค่า R ได้ 25% และฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงได้ตามเป้าหมายพบว่าขณะนี้ ‘จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่’ ลดลงมาตามแนวโน้มของฉากทัศน์ที่ 3 แล้ว

นี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ ศบค. มั่นใจว่าการล็อกดาวน์มีประสิทธิผลและสถานการณ์การระบาดดีขึ้น แต่เงื่อนไขในแบบจำลองนี้คือการล็อกดาวน์ 2 เดือน (ขณะนี้ผ่านไป 1 เดือนกว่า) ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อจะค่อยๆ ลดลง แต่จะสังเกตว่ายอดผู้ติดเชื้อจะยังไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นราย และมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังผ่อนคลายมาตรการ ส่วน ‘จำนวนผู้เสียชีวิต’ ยังคงเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ในกรณีที่ 2 อยู่

เพราะฉะนั้นในการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการบางส่วนจะต้องพิจารณาให้รอบด้านอย่างรอบคอบ ทั้งสถานการณ์การระบาด ซึ่งหาก ศบค. มีชุดข้อมูลอื่นที่ทำให้มั่นใจว่าสถานการณ์ดีขึ้นจริงก็ควรนำมาสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ แต่ถ้ายังไม่มีก็ควรเก็บข้อมูลเพิ่มเติมหรือพัฒนาระบบข้อมูล เช่น ดีเดย์การตรวจ ATK ด้วยตนเอง หรือแอปพลิเคชันรายงานผล ATK เพราะมิฉะนั้นจะทำให้การตัดสินใจผิดพลาด 

ทั้งศักยภาพของระบบสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการรักษาแบบ Home Isolation หรือในโรงพยาบาล เพราะเป้าหมายค่อนข้างชัดเจนว่าเพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้จำนวนผู้ป่วยหนักเกินศักยภาพของระบบสาธารณสุข แต่ถ้ายังมีผู้ติดเชื้อคงค้างเหลือในชุมชนจำนวนมาก จะทำให้เกิดการระบาดจากฐานผู้ติดเชื้อหลักหมื่นรายขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิผลอย่างครอบคลุมก็จะลดจำนวนผู้ป่วยหนักเช่นกัน

และทั้งมาตรการระดับองค์กรที่จะต้องมีการเฝ้าระวังโรคด้วยการตรวจ ATK และการป้องกันโรคด้วยการปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม เช่น การระบายอากาศ ทั้งหมดนี้ควรนำมาสู่มาตรการควบคุมโรคตามระดับสถานการณ์และความเสี่ยงของกิจกรรม/กิจการ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม และเมื่อการฉีดวัคซีนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็น่าจะกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงกับปกติมากขึ้น

บทความอื่นๆ ทุ่งสะวันนาเมืองไทยในยุคน้ำแข็ง ร่องรอยจากฟันสัตว์

ทุ่งสะวันนาเมืองไทยในยุคน้ำแข็ง ร่องรอยจากฟันสัตว์

ทุ่งสะวันนาเมืองไทยในยุคน้ำแข็ง ร่องรอยจากฟันสัตว์

ทุ่งสะวันนาเมืองไทยในยุคน้ำแข็ง ร่องรอยจากฟันสัตว์ แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อได้รับการกำหนดอายุด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์พบว่ามีอายุอยู่ระหว่าง 12,000-34,000 ปีมาแล้ว หรือในทางธรณีวิทยาเรียกว่า สมัยไพลสโตซีน (Pleistocene) หรือคนไทยมักรู้จักกันในชื่อ ‘ยุคน้ำแข็ง’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ซีกโลกเหนือและใต้มีหิมะตกและเกิดธารน้ำแข็งขึ้น

ผลจากการเกิดน้ำแข็งขึ้นนี้ทำให้ระดับน้ำทะเลลดต่ำลงราว 120 เมตร ยกเว้นแต่ในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตรที่ไม่เกิดน้ำแข็งขึ้น แต่มีอากาศที่หนาวเย็นกว่าปัจจุบัน และในเวลานั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักการเพาะปลูก เพราะสภาพภูมิอากาศยังไม่เอื้อให้สามารถทำได้ เนื่องจากอากาศแห้งและไม่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มนุษย์ในช่วงเวลานั้นต้องพึ่งพิงอาหารจากธรรมชาติ ตั้งแต่การเก็บผลไม้ พืชผักในป่า จับปลา จับหอย และล่าสัตว์

คำถามเกี่ยวกับยุคน้ำแข็งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สำคัญคือ ‘ปัจจัยอะไรที่เอื้อให้มนุษย์ยุคหมื่นปีขึ้นไปสามารถเดินทางไปในเขตหมู่เกาะ พวกเขาอยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมแบบใด และทำไมเครื่องมือหินในยุคนั้นจึงไม่ค่อยพัฒนามากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่นของโลก’

คำถามนี้คลี่คลายลงเมื่อทีมนักวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยาและโบราณคดีชาวไทยร่วมกับต่างชาติได้ร่วมกันค้นหาด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์จากตัวอย่างสัตว์ที่ขุดค้นพบจากแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีการทำงานวิจัยมาต่อเนื่องถึง 2 ทศวรรษพอดิบพอดี โดยผลงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำของโลกอย่าง Scientific Reports ซึ่งถือเป็นการค้นพบที่สำคัญ เพราะค้านกับแนวคิดเดิมที่เชื่อว่ามนุษย์ยุคน้ำแข็งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลานั้นอาศัยอยู่เฉพาะในพื้นที่ป่าทึบเท่านั้น ไม่ใช่พื้นที่ป่าโปร่งสลับทุ่งหญ้าและรอยต่อระหว่างป่าทั้งสองแบบ

เพิงผาถ้ำลอดในยุคน้ำแข็ง แหล่งโบราณคดีสำคัญของเมืองไทย

ท่ามกลางขุนเขาสูงของเมืองสายหมอก มีแหล่งโบราณคดีแห่งหนึ่งชื่อว่า ‘เพิงผาถ้ำลอด’ ตั้งอยู่ในหมู่บ้านของชาวไทใหญ่ที่บ้านถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ตำแหน่งที่ตั้งของเพิงผานี้จัดว่าวิเศษมาก เพราะอยู่ไม่ห่างจากลำน้ำลาง ซึ่งเต็มไปด้วยปลาและหินกรวดแม่น้ำ มีพื้นที่ราบขนาดย่อมหน้าเพิงผา และเหนือเพิงผาไปเป็นเบญจพรรณ-เต็งรังที่อุดมสมบูรณ์ ในสมัยก่อน ชาวไทใหญ่เล่าว่าในพื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด กระทั่งสมัยที่ผมเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมขุดค้นที่เพิงผาแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2544 ยังได้เห็นชะนี ลิง เก้ง และหมูป่าในป่าอยู่บ้าง

ภาพซ้าย เพิงผาถ้ำลอดเมื่อเดือนเมษายน ปี 2544 ในช่วงเริ่มต้นการขุดค้น (อ้างอิง: โครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน) และภาพขวา หลุมขุดค้นที่ 1 ภายหลังการขุดค้นเสร็จสิ้นแล้ว มีความลึกประมาณ 4 เมตร

ชื่อเสียงของแหล่งโบราณคดีนี้ที่เชื่อว่าคนที่สนใจในงานด้านโบราณคดีจะรู้จักกันดีคือ ผลงานการจำลองใบหน้าของผู้หญิงก่อนประวัติศาสตร์ที่มีอายุ 13,640 ปีมาแล้ว โดย ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช และ ดร.ซูซาน เฮยส์ จากมหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประเทศออสเตรเลีย ทำให้ใบหน้าของคนยุคน้ำแข็งปรากฏเป็นครั้งแรกในประเทศไทย (ดูเพิ่มเติมได้ที่: www.matichon.co.th/prachachuen/news_534920

ผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่า เพิงผาแห่งนี้ย้อนกลับไปกว่า 10,000 ปี พบว่าเป็นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่ใช้เครื่องมือหินกะเทาะแบบโหบินเนียน (Hoabinhian Culture) คือเครื่องมือที่ทำจากหินกรวดแม่น้ำที่นำมากะเทาะให้เกิดคม เพื่อใช้สับหรือตัดเนื้อสัตว์ กระดูกสัตว์ และตัดไม้ โดยพบเครื่องมือแบบนี้ทับถมเป็นชั้นหนาเกือบ 4 เมตร จำนวนหลายหมื่นชิ้น

หลักฐานอีกชนิดหนึ่งที่พวกเราพบเป็นจำนวนมากด้วยคือกระดูกสัตว์ ซึ่งโดยมากแล้วมีสภาพแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทั้งนี้ เพราะคนในยุคหินนี้ใช้เครื่องมือหินกะเทาะสับกระดูกให้แตก เพื่อกินไขกระดูกด้านในซึ่งให้พลังงานอย่างสูงนั่นเอง แต่ก็โชคดีว่าคนยุคหินได้ทิ้งฟันสัตว์จำนวนมากไว้ที่เพิงผาแห่งนี้ด้วย

แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เมื่อได้รับการกำหนดอายุด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์พบว่ามีอายุอยู่ระหว่าง 12,000-34,000 ปีมาแล้ว หรือในทางธรณีวิทยาเรียกว่า สมัยไพลสโตซีน (Pleistocene) หรือคนไทยมักรู้จักกันในชื่อ ‘ยุคน้ำแข็ง’ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ซีกโลกเหนือและใต้มีหิมะตกและเกิดธารน้ำแข็งขึ้น ผลจากการที่เกิดน้ำแข็งขึ้นนี้เองทำให้ระดับน้ำทะเลลดต่ำลงราว 120 เมตร ยกเว้นแต่ในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตรที่ไม่เกิดน้ำแข็งขึ้น แต่มีอากาศที่หนาวเย็นกว่าปัจจุบัน แต่ในเวลานั้นมนุษย์ยังไม่รู้จักการเพาะปลูก เพราะสภาพภูมิอากาศยังไม่เอื้อให้สามารถทำได้ เนื่องจากอากาศแห้งและไม่อุดมสมบูรณ์ ทำให้มนุษย์ในช่วงเวลานั้นต้องพึ่งพิงอาหารจากธรรมชาติ ตั้งแต่การเก็บผลไม้ พืชผักในป่า จับปลา จับหอย และล่าสัตว์

ล่าไม่เลือกชนิดสัตว์ อาหารของมนุษย์ยุคหิน

มีสัตว์มากมายหลายชนิดจากหลายสภาพแวดล้อมที่คนในยุคหินที่เพิงผาถ้ำลอดกินกัน ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตแบบกินดะ ดร.อธิวัตน์ วัฒนะพิทักษ์สกุล นักบรรพชีวินวิทยาที่ผันตัวมาทำงานด้านโบราณคดี ได้ดำเนินการวิเคราะห์กระดูกสัตว์ที่มีจำนวนถึง 330,810 ชิ้น อย่างละเอียด โดยใช้เวลาเกือบ 10 ปี กับงานวิจัยปริญญาโท-เอก หลังจากการวิเคราะห์ ทำให้ค้นพบสัตว์ถึง 38 ชนิด เช่น วัวแดง ควายป่า กวางป่า เก้ง ละองละมั่ง เนื้อทราย หมูป่ายักษ์ ลิงกัง ค่าง หนู อ้น เม่น เต่า ฯลฯ สัตว์ทั้งหมดนี้บางชนิดอาศัยอยู่ในป่าโปร่งหรือทุ่งหญ้า บางชนิดอาศัยอยู่ในป่าทึบ หรือป่าทั้งสองแบบ ทั้งหมดนี้สะท้อนคนในช่วงเวลานั้นเป็นนายพรานที่ชำนาญการล่าสัตว์

อธิวัตน์ วัฒนะพิทักษ์สกุล ในช่วงสำรวจแหล่งโบราณคดีในเขตอำเภอปางมะผ้า

อีกทั้งเมื่อวิเคราะห์กันอย่างละเอียดยังพบว่า สัตว์ที่ถูกล่ามามีตั้งแต่อายุน้อย โตเต็มวัย และแก่มาก ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตแบบกินดะไม่เลือก (เรียกว่า Encounter Strategy) ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นและมีอาหารในปริมาณจำกัด จึงเกิดภาวะกดดันทำให้ต้องล่าสัตว์ทุกชนิดมากินเป็นอาหาร

หลักฐานที่น่าสนใจในบรรดาสัตว์ทั้งหมดในความเห็นของผมคือการค้นพบว่า คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่เพิงผาถ้ำลอดนี้นิยมล่าสัตว์ในตระกูลเลียงผา ได้แก่ เลียงผา กวางผาหิมาลัย และกวางผาจีน หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่า ‘ม้าเทวดา’ ซึ่งที่เพิงผาถ้ำลอดนี้ถือว่าพบสัตว์ทั้งสามชนิดนี้มากกว่าแหล่งโบราณคดีแห่งอื่นๆ ในไทย โดยเฉพาะกวางผาหิมาลัย พบชิ้นส่วนมากถึง 30 กว่าชิ้น หรือเกือบ 10 ตัว ส่วนกวางผาจีน พบมากถึง 100 กว่าชิ้น หรือประมาณ 40 ตัว และเลียงผา พบจำนวน 15 ตัว สัตว์ทั้งสามชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มย่อย (Subfamily) เดียวกัน

ฟันของสัตว์ชนิดต่างๆ ที่พบจากการขุดค้นที่เพิงผาถ้ำลอด (อ้างอิง: อธิวัตน์ วัฒนะพิทักษ์สกุล 2563)

เท่าที่ทราบ ปัจจุบันเลียงผาพบหลายที่ในไทย ส่วนกวางผาจีนยังพบได้ในไทย เช่นที่อินทนนท์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย ในขณะที่กวางผาหิมาลัยไม่พบในไทยแล้ว แต่พบในที่ราบสูงทิเบตและเทือกเขาหิมาลัย เช่น ในเขตภูฏาน ปากีสถาน เนปาล มีความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์

สัตว์พวกนี้มักถูกล่าทั้งเพื่อกินเนื้อและเอาน้ำมัน โดยเฉพาะในไทย พม่า ลาว และจีน ต่างมีความเชื่อคล้ายกันว่าเลียงผาและกวางผามีคุณสมบัติวิเศษ สามารถช่วยรักษาอาการกระดูกหัก แก้ฟกช้ำ ปวดเมื่อย กระทั่งอัมพฤกษ์ เรียกได้ว่าเป็นน้ำมันครอบจักรวาล

ข้อมูลเชิงชาติพันธุ์ในเขตตอนเหนือของปากีสถานพบว่า แพะภูเขาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ไอเบกซ์ (Alpine Ibex) ถือกันว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เพราะคนมองว่ามันดื่มน้ำจากภูเขาบริสุทธิ์ ทำให้ทุกปีมันจะถูกล่าเพื่อเอาเนื้อมากินกัน ความเชื่อนี้คงมีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพราะตามก้อนหินในเขตนี้มักพบภาพวาดของแพะภูเขาแบบนี้อยู่หลายแห่ง ทั้งหมดนี้เองที่ทำให้สัตว์ชนิดนี้ถูกล่าอย่างมากในรอบหลายศตวรรษที่ผ่านมา และเป็นไปได้ว่าคนในยุคน้ำแข็งก็อาจมีความเชื่ออะไรทำนองนี้เหมือนกัน

สำหรับที่เพิงผาถ้ำลอดนี้ ดร.อธิวัตน์ ให้ความเห็นว่า พบร่องรอยว่าสัตว์ทั้งสามชนิดนี้ถูกนำมากินอย่างแน่ชัด ส่วนจะนำไปใช้ทำยาหรืออย่างอื่นนั้นยังไม่สามารถให้คำตอบได้ ดร.อธิวัตน์ ให้ความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า การค้นพบสัตว์ทั้งสามชนิดนี้เราสามารถคิดได้ 2 ทาง คือ ทางแรก สิ่งแวดล้อมในพื้นที่บริเวณถ้ำลอดในยุคนั้นเป็นป่าโปร่ง มีต้นหญ้าขึ้น ซึ่งเป็นอาหารที่สัตว์พวกนี้ชื่นชอบ ทางที่สอง มนุษย์ในยุคนั้นขึ้นไปล่าสัตว์พวกนี้บนภูเขาสูงเพื่อนำมาใช้ประโยชน์อะไรบางอย่างอย่างตั้งใจ เพราะการล่าสัตว์พวกนี้นั้นไม่ง่ายเลย ต้องชำนาญในการปีนเขาไต่เขา

แต่การที่จะรู้ให้ชัดเจนขึ้นว่ามนุษย์พวกนี้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด และไปล่าสัตว์จากเขตนิเวศแบบไหนนั้น การศึกษาเชิงลึกด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า ‘การวิเคราะห์ด้วยไอโซโทปเสถียร’ (Stable Isotopic Analysis) ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขปริศนานี้ เพราะสัตว์บางชนิดที่เห็นในปัจจุบัน เช่น วัวแดง ควายป่า บางครั้งก็พบว่าอยู่อาศัยทั้งในระบบนิเวศแบบป่าทุ่งหญ้าและป่าทึบ

ค้นพบป่าทุ่งหญ้าแบบสะวันนาในไทย วิทยาศาสตร์ไขความลับจากฟันสัตว์

องค์ความรู้เดิมด้านโบราณคดีเชื่อว่ามนุษย์ยุคน้ำแข็งในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่นที่ศรีลังกา เกาะบอร์เนียว ติมอร์ อาศัยอยู่ในป่าทึบหรือป่าดิบเป็นหลัก แต่งานวิจัยของทีมนี้ ซึ่งนำโดย ดร.กันตภณ สุระประสิทธิ์ แห่งภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีดีกรีเป็นถึงสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ ‘สัตว์ดึกดำบรรพ์’ อีกด้วย ได้นำฟันของสัตว์ทั้งหมด 21 ชนิด ที่ ดร.อธิวัตน์ จัดจำแนกใหม่มาศึกษาด้วยวิธีการวิเคราะห์ไอโซโทปเสถียร ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบที่สำคัญจนถึงกับเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ (Landscape) เพราะค้นพบว่ามนุษย์ในสมัยก่อนอาศัยอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างป่าดิบ ป่าผลัดใบ และป่าทุ่งหญ้า

ดร.กันตภณ สุระประสิทธิ์ ระหว่างการวิเคราะห์กระดูกสัตว์ในห้องปฏิบัติการ

ขออธิบายอย่างสั้นๆ เกี่ยวกับวิธีการศึกษาด้วยไอโซโทปเสถียรกันเสียก่อน กล่าวคือ ปกติแล้วจะมีธาตุต่างๆ อยู่ในธรรมชาติ โดยธาตุพวกนี้จะมีเลขอะตอมเหมือนกันแต่มีเลขมวลต่างกัน ความแตกต่างของเลขมวลนี้เองเรียกว่า ‘ไอโซโทป’ ซึ่งไอโซโทปมีทั้งแบบที่สลายต่อไป (ใช้สำหรับหาอายุ เช่น คาร์บอน-14) และแบบเสถียร (ไอโซโทปของธาตุที่ไม่สลายต่อไป) ไอโซโทปเสถียรพวกนี้จะถูกเก็บไว้ในพืชในสัตว์ เมื่อสัตว์หรือมนุษย์กินอะไรเข้าไป ธาตุพวกนี้จะถูกนำมาสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย เช่น ขน ผิวหนัง กระดูก และฟัน แต่ที่หลงเหลือให้นักโบราณคดีศึกษาได้ดีที่สุดนั่นคือฟัน เพราะเป็นส่วนที่แข็งที่สุด จึงมีความคงทนและยังเป็นส่วนที่เก็บไอโซโทปของธาตุไว้เยอะที่สุดอีกด้วย

ตัวอย่างฟันที่ถูกเตรียมด้วยการสกัดเอาคาร์บอเนตที่ปนเปื้อนออกไปเรียบร้อยจะถูกนำไปวัดหาค่าไอโซโทปในเครื่องวัดมวลที่เรียกว่า ‘Mass Spectrometer’ เพื่อหาน้ำหนักของธาตุ เพื่อให้รู้ว่าสัตว์และมนุษย์ในยุคน้ำแข็งนั้นกินพืชชนิดใดจากสภาพแวดล้อมแบบไหน ธาตุคาร์บอนได้ถูกเลือกมาเพื่อพิสูจน์ในเรื่องนี้ 

ดร.กันตภณ ได้อธิบายว่า ปกติแล้วในสภาพแวดล้อมแบบป่าทึบ พืชจะมีกระบวนการสังเคราะห์แสงได้สารประกอบคาร์บอน 3 อะตอม เราเรียกพืชเหล่านี้ว่า พืช C3 ซึ่งก็คือพืชส่วนใหญ่ของโลกที่อยู่ในป่า ในขณะที่พืช C4 คือหญ้าในแถบเขตเส้นศูนย์สูตรและเกิดในสภาพแวดล้อมแบบป่าทุ่งหญ้า (Savanna Forest) ด้วยหลักเกณฑ์นี้ เมื่อเครื่องวัดค่าไอโซโทปของฟันสัตว์แต่ละชนิดที่ได้จากแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอดมา พบว่าสามารถจัดกลุ่มชนิดของสัตว์ออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 

  • กลุ่มแรก เป็นสัตว์ที่พบว่ากินเฉพาะพืช C3 ได้แก่ ลิง เม่น เก้ง เนื้อทราย หมีควาย อ้น
  • กลุ่มที่สอง เป็นสัตว์ที่พบว่ากินเฉพาะพืช C4 ได้แก่ ละองละมั่ง ควายป่า วัวแดง กระทิง กวางผาจีน กวางผาหิมาลัย 
  • กลุ่มที่สาม เป็นสัตว์ที่พบว่ากินทั้งพืช C3 และ C4 ได้แก่ หมูป่า เสือ กวางป่า แรด ช้าง เลียงผา

ส่วนมนุษย์นั้นอยู่ในกลุ่มที่สาม เนื่องจากพบองค์ประกอบไอโซโทปเสถียรของพืช C3 และ C4 ในฟัน แต่ค่อนไปทางพืช C3

ผลจากค่าไอโซโทปนี้เองได้นำไปสู่ข้อสรุปว่า สภาพแวดล้อมในเขตเพิงผาถ้ำลอดเมื่อเปรียบเทียบกับหลักฐานอื่นๆ พบว่า ตั้งแต่เพิงผาถ้ำลอดในเขตแม่ฮ่องสอนเลาะลงไปตามแนวเทือกเขาตะวันตกจนถึงมาเลเซียและเกาะชวา เมื่อ 12,000-34,000 ปีมาแล้ว มีสภาพแวดล้อมแบบป่าทุ่งหญ้ากว้างสลับกับบางบริเวณที่เป็นป่า หรือที่เรียกกันว่า ‘สะวันนา’ (Savanna Forest)

และถ้าพิจารณาจากฟันของมนุษย์แล้วก็จะเห็นได้ว่ามนุษย์อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่ารอยต่อระหว่างป่าทุ่งหญ้ากับป่าทึบ ป่าทึบนี้อาจมีสภาพคล้ายกับป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพืชผักที่มนุษย์สามารถเก็บของป่ากินได้ง่ายและยังมีฟืนที่สามารถนำมาหุงหาอาหารและให้ความอบอุ่น ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่อยู่อาศัยที่เอื้อต่อการล่าสัตว์ในพื้นที่ป่าทุ่งหญ้าได้ง่ายเช่นกัน

แผนที่แสดงการกระจายตัวและพื้นที่ของป่าแบบสะวันนาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อ้างอิง: www.nature.com/articles/s41598-021-96260-4/figures/1)

ด้วยไอโซโทปที่สะท้อนว่าสัตว์หลายชนิดอาศัยอยู่ในป่าทุ่งหญ้าแบบบริสุทธิ์ (สัตว์หลายชนิดกินเฉพาะหญ้า คือ C3 เพียวๆ) ทำให้กลุ่มนักวิจัยนี้นำไปสู่ข้อเสนอสำคัญว่า สาเหตุที่มนุษย์ในยุคน้ำแข็งสามารถเดินทางจากภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ลงไปยังเขตหมู่เกาะได้นั้นก็เป็นเพราะพวกเขาเดินทางผ่านป่าทุ่งหญ้ากัน ทำให้ตั้งชื่อเส้นทางนี้ว่า ‘เส้นทางสะวันนา’ หรือ ‘ระเบียงสะวันนา’ (Savanna Corridor)

อย่างไรก็ตาม อยากจะขอให้ผู้อ่านเข้าใจด้วยว่า ‘ป่าแบบสะวันนา’ ในไทยนี้ อาจไม่ได้มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้าแบบในแอฟริกาเหมือนที่เราเห็นกันตามสื่อต่างๆ จนเป็นภาพจำ แต่อาจมีลักษณะคล้ายกับป่าทุ่งหญ้าสลับกับพื้นที่ป่าโปร่ง โดยอาจเป็นพืชพันธุ์แบบป่าเต็งรังที่เป็นป่าโปร่ง มีหญ้าขึ้นตามพื้นผิวดิน (ป่าแบบ C4) สลับกับป่าเบญจพรรณบางส่วน (ป่าแบบ C3) ซึ่งสภาพแวดล้อมแบบนี้ยังพบได้บางจุดในเขตปางมะผ้า หรือที่อื่นในเขตประเทศไทย เช่น ทุ่งกระมัง จ.ชัยภูมิ หรือ ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อาจนิยามได้ว่าเป็น ‘ป่าทุ่งหญ้าสะวันนาแบบเอเชีย’ (Asian Savanna) ถึงอย่างนั้น ในห้วงเวลานั้น ป่าในเขตแม่ฮ่องสอนและตามแนวเส้นทางสะวันนาก็แตกต่างจากป่าในปัจจุบันอย่างแน่นอน คือมีลักษณะที่เป็นป่าทุ่งหญ้า โปร่ง และแห้งกว่าในปัจจุบันมาก อีกทั้งยังแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งทั้งหมดนี้เองที่เอื้อให้คนสามารถเดินทางไปได้อย่างกว้างขวางนั่นเอง

เครื่องมือหินไม่ซับซ้อน เพราะพื้นที่เป็นป่าทุ่งหญ้า

วัฒนธรรมการทำเครื่องมือหินกะเทาะแบบโหบินเนียนนี้พบแพร่กระจายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเขตภาคพื้นที่แผ่นดินเป็นหลัก ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และพม่าบางส่วน เป็นวัฒนธรรมที่มีอายุระหว่าง 8,000-34,000 ปีมาแล้ว (ค่าอายุนี้มีการเปลี่ยนแปลงกันอยู่เสมอตามความก้าวหน้าทางโบราณคดี) จัดอยู่ในยุคหินกลาง (Mesolithic) จนอาจเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมสำคัญของคนยุคหินในภูมิภาคนี้

เครื่องมือหินกะเทาะแบบโหบินเนียน ด้านซ้ายสุดเป็นเครื่องมือสำหรับแล่เนื้อ ตรงกลางเป็นขวานหิน นักโบราณคดีเรียกว่า ‘สุมาตราลิธ’ ภาพขวาสุดเป็นชิ้นส่วนของเครื่องหินแบบสุมาตราลิธที่ชำรุดเหลือแต่ส่วนปลาย ที่พบที่เพิงผาถ้ำลอด

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลานับหมื่นๆ ปีนี้ปรากฏว่ารูปแบบเครื่องมือหินของวัฒนธรรมนี้เป็นเครื่องมือที่กะเทาะกันไม่ซับซ้อนมาก มักเอาหินกรวดแม่น้ำมากะเทาะให้เกิดคมและใช้สะเก็ดหินบ้าง แต่ไม่เหมือนกับวัฒนธรรมยุคหินกลางที่อื่นในช่วงเวลาเดียวกันที่รู้จักการพัฒนาเครื่องมือหินขนาดเล็กจิ๋ว (Microliths) เป็นรูปลูกธนูบ้าง ใบมีดหิน หรือเครื่องมือหินปลายแหลมบ้าง เช่นที่พบในเกาะสุลาเวสี สาเหตุที่คนในเขตหมู่เกาะพัฒนาเครื่องมือขนาดเล็กขึ้นมานี้ก็เพื่อใช้สำหรับการล่าสัตว์ในป่าทึบ (คล้ายกับป่าในภาคใต้ของไทย) เช่น ล่าลิง ค่าง หรือเก้ง

เมื่อเป็นเช่นนั้นทำให้ในยุคหนึ่งนักโบราณคดีจะอธิบายว่า คนในวัฒนธรรมโหบินเนียนส่วนหนึ่งจงใจทำเครื่องมือหินกะเทาะเพื่อเอาไปทำเครื่องมือไม้อีกทีหนึ่ง โดยเฉพาะการเอาไปทำเครื่องมือไม้ไผ่ที่มีความคมไม่ต่างจากมีดโกน (ที่ทำจากหิน) เพราะพบร่องรอยของเศษไม้บนคมของเครื่องมือหินพวกนี้ ผลก็คือ ทำให้เครื่องมือหินกะเทาะไม่พัฒนามากเท่ากับคนในเขตหมู่เกาะ และเมื่อดูการกระจายตัวของวัฒนธรรมโหบินเนียนด้วยแล้วก็มักพบว่าสัมพันธ์กับป่าไผ่ด้วยเช่นกัน ยิ่งทำให้ความเชื่อนี้หนักแน่นมากขึ้น

แต่ผลจากการวิเคราะห์ฟันสัตว์ด้วยไอโซโทปที่เพิงผาถ้ำลอดนี้อาจทำให้เราต้องคิดทบทวนเกี่ยวกับวัฒนธรรมโหบินเนียนว่า นอกจากปัจจัยที่วัฒนธรรมนี้ใช้ไม้มาเป็นเครื่องมือ ซึ่งสามารถทดแทนเครื่องมือขนาดเล็กแล้ว การที่สภาพป่าของภูมิภาคนี้เคยเป็นป่าทุ่งหญ้ามาก่อน ทำให้เครื่องมือขนาดเล็กไม่มีความจำเป็นกับการล่าสัตว์เหมือนกับคนที่อาศัยอยู่ในเขตป่าทึบนั่นเอง เพราะคนสามารถใช้แกนหินหรือสะเก็ดหินมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเพื่อการล่าสัตว์ชนิดแบบขว้างเป็นหอก ใช้ขว้างปา หรืออื่นๆ ในป่าแบบทุ่งหญ้า ซึ่งง่ายกว่าการล่าสัตว์ในป่าทึบที่มีต้นไม้สูงเหมือนตามหมู่เกาะ

Postscript เบื้องหลังงานวิจัย

บางคนอาจมองว่าความรู้ทางโบราณคดีโดยเฉพาะสมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายหมื่นปีนี้เป็นเรื่องห่างไกลตัว แต่ในความจริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาความรู้ คน และทุนทางวัฒนธรรม เพื่อนำไปต่อยอดอีกหลายเรื่อง ดังเช่นกรณีของเพิงผาถ้ำลอดนี้เป็นต้น ที่หากไม่มีการขุดค้นและวิเคราะห์กันในเชิงลึกแล้วคงไม่มีทางที่จะเข้าใจถึงการเคลื่อนย้ายของคนโบราณ พืชและพันธุ์สัตว์ และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้อย่างแน่นอน ซึ่งทั้งหมดนี้คือประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศ

แต่ความรู้พวกนี้ไม่ได้มาง่ายๆ ต้องใช้เวลาทุ่มเทเกือบทั้งชีวิต เช่นกรณีของเพิงผาถ้ำลอดนี้ ซึ่งเริ่มขุดค้นเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยมีหัวหน้าโครงการวิจัยคือ ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช หลังจากนั้นต้องวิเคราะห์กันในเชิงลึกกันอีกมาก โดยดำเนินการเรื่อยมาเป็นเวลาถึง 20 ปีแล้ว ซึ่งได้สร้างองค์ความรู้ให้กับประเทศอย่างมากมาย จนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และภูมิทัศน์ของประเทศไทยรวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เกิดความชัดเจนมากขึ้น คนไทยไม่ได้รู้จักมนุษย์ยุคหินแค่ที่บ้านเก่า กาญจนบุรี เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป

สำหรับผลงานวิจัยเกี่ยวกับฟันสัตว์นี้ที่เกิดขึ้นภายใต้โครงการกลุ่มวิจัยเมธีวิจัยอาวุโส สกว. เรื่อง มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์กับพลวัตทางวัฒนธรรมบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มี ศ.ดร.รัศมี เป็นหัวหน้าโครงการเช่นกัน และมีนักวิจัยอีกหลายคนเข้ามาร่วมกันทำงาน ในจำนวนนั้นก็คือ ดร.อธิวัตน์ และ ดร.กันตภณ ซึ่งสองท่านนี้สั่งสมประสบการณ์และทุ่มเทเวลากับงานวิจัยหลายปีกับการวิเคราะห์กระดูกสัตว์

แต่ไม่เพียงเท่านั้น ต้องคิดย้อนกลับไปด้วยว่าทั้งสองคนนี้ต้องสั่งสมความรู้มาอีกหลายสิบปีก่อนหน้านี้ด้วย ดร.อธิวัตน์ ใช้เวลาเกือบสิบปีฝังตัวอยู่ในปางมะผ้า เพื่อศึกษากระดูกสัตว์จำนวนมหาศาลหลายแสนชิ้น โดยเกิดขึ้นจากความรู้สึกอยากเข้าใจว่าเศษซากกระดูกสัตว์ในยุคน้ำแข็งสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก 

ในขณะที่ ดร.กันตภณ เล่าว่า ตนเองเริ่มต้นความสนใจตั้งแต่เด็ก เพราะแม่ซื้อหนังสือเกี่ยวกับไดโนเสาร์ให้ทำให้สนใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลังจากนั้นก็ศึกษาอย่างจริงจัง หัดสังเกต และก็หาทุนเรียน จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในที่สุด อาจเรียกได้ว่าหนังสือเล่มหนึ่งนั้นสามารถกำหนดชีวิตของคนๆ หนึ่งได้

การสร้างและพัฒนาคนเพื่อสร้างทุนทางวัฒนธรรมและความรู้เป็นเรื่องสำคัญมากที่ภาครัฐและเอกชนที่มีกำลังควรต้องสนับสนุน ทั้งเงินทุนวิจัย อุปกรณ์ เครื่องมือ และการให้ทุนการศึกษา ความรู้บางอย่างนั้นไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องตอบโจทย์ต่อสังคม ณ เวลานี้อย่างทันทีทันใด เพราะนั่นเท่ากับสะท้อนว่าประเทศนี้ขาดวิสัยทัศน์และนโยบายระยะยาวในการพัฒนาองค์ความรู้ครับ 

สุดท้ายนี้ ส่วนดีของบทความนี้ขออุทิศให้แก่ พี่เผ็ด-เดชพิรุฬห์ ศีระบุตร ผู้ล่วงลับ หนึ่งในผู้ขุดค้นแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอดในพื้นที่หลุมขุดค้นที่ 3 (Area 3) และวิเคราะห์กระดูกสัตว์ในยุคแรกเริ่ม คิดถึงพี่เผ็ดเสมอ อยู่บนสวรรค์ก็อย่าซิ่งรถแข่งเพลินนะครับ

บทความอื่นๆ Nevertheless เมื่อผีเสื้อหลงใหลในน้ำหวานของดอกไม้มีพิษ

Nevertheless เมื่อผีเสื้อหลงใหลในน้ำหวานของดอกไม้มีพิษ

Nevertheless เมื่อผีเสื้อหลงใหลในน้ำหวานของดอกไม้มีพิษ

Nevertheless เมื่อผีเสื้อหลงใหลในน้ำหวานของดอกไม้มีพิษ Nevertheless คือซีรีส์ว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ทั้งหวานหอมและขมขื่นระหว่าง Yoo Na-bi (แสดงโดย Han So-hee) และ Park Jae-eon (แสดงโดย Song Kang) ที่ดูจากดาวอังคารก็รู้ว่าทั้งสองคนมีใจให้กัน แต่เพราะนาบีโหยหาความชัดเจนและความมั่นคงในความสัมพันธ์ ในขณะที่แจออนกลับไม่ต้องการสร้างข้อผูกมัดกับใครทั้งนั้น ทำให้ตลอดทั้งเรื่องคือส่วนผสมของความละมุนและความหน่วง เป็นความสัมพันธ์ที่เหมือนจะเรียบง่ายแต่ก็ซับซ้อน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้ใครหลายคน (รวมถึงเรา) อดทนดูความสัมพันธ์ที่แสนจะอึดอัดของพระ-นางได้ คือความหล่อร้ายที่สร้างดาเมจรุนแรงของพระเอก ความสวยโดดเด่นของนางเอก และที่ขาดไม่ได้คือรอยยิ้มของพระรองที่ทำเอาหลายคนเข่าอ่อน รวมถึงคู่รักอื่นๆ รอบตัวนางเอกที่สร้างความกรุ้มกริ่ม ชวนอมยิ้มตั้งแต่ต้นจนจบ

แต่มากกว่าความบันเทิงแล้ว ในฐานะคนทำงานด้านจิตใจ เราก็อดสวมแว่นของนักจิตบำบัดระหว่างดูไม่ได้ และท่ามกลางเส้นความสัมพันธ์หวานขมของตัวละครหลัก เราพบว่าตัวเองดำดิ่งลงไปในความรู้สึกของพวกเขา ตกผลึกแง่มุมของความสัมพันธ์นี้ในเชิงจิตวิทยา และต่อไปนี้คืออีกแง่มุมของ Nevertheless ที่เราอยากมาเล่าสู่กันฟัง

[ข้อความต่อจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่อง]

Netflix

ยอมถูกล้ำเส้นเพื่อความรัก

ยูนาบียืนตัวสั่นเทาอยู่หน้ารูปปั้นในหอศิลป์แห่งหนึ่งด้วยสายตาที่เจ็บปวดและหัวใจที่แหลกสลาย เพราะไม่คิดว่าคนรักของเธอจะนำรูปปั้นนู้ดของตัวเองมาจัดแสดงโดยไม่ถามความสมัครใจก่อน เธอรับไม่ได้และเดินออกจากตรงนั้นด้วยความอับอายและเสียใจ

นี่คือ ‘จุดเริ่มต้น’ ของซีรีส์ แต่กำลังจะเป็น ‘จุดสิ้นสุด’ ความสัมพันธ์ระหว่างนาบีกับ Yoo Hyeon-woo รุ่นพี่ที่เป็นรักแรกของเธอ

ตอนดูฉากนี้ เราแอบคิดว่าการที่นาบีเจอหนักขนาดนี้ยังไงก็ต้องบอกเลิกรุ่นพี่แน่นอน แต่เหตุการณ์นี้กลับไม่ใช่เหตุผลที่เธอตัดสินใจบอกเลิก เพราะจริงๆ แล้วฉากแรกเป็นเพียงการตอกย้ำให้เห็นภาพความเจ็บปวดเรื้อรังที่เธอทนอยู่กับความสัมพันธ์ที่เสียสมดุลมาโดยตลอดต่างหาก

ถ้าเราลองหยุดสำรวจความสัมพันธ์นี้กันสักนิด จะเห็นได้ว่าในภาพอดีตที่ผ่านมา นาบีถูกรุ่นพี่มองข้ามความรู้สึกอยู่บ่อยๆ และได้แต่ทำตามความต้องการของเขาโดยที่ไม่ได้สัมผัสความสุขที่เกิดจากการได้ทำตามความต้องการของตัวเอง มากกว่านั้นคือเธอแทบไม่ได้สัมผัสความอบอุ่นจากการที่มีคนรักคอยซัพพอร์ตความรู้สึกเลย ความสุขที่นาบีได้รับจากความสัมพันธ์นี้คือการได้รับ ‘ความรัก’ ในรูปแบบของคนพิเศษ ถูกลูบหัวและบอกว่าเป็นเด็กดีเพราะอยู่ในโอวาทของรุ่นพี่อยู่เสมอ แม้ต้องแลกมาด้วยการถูก ‘ล้ำเส้น’ ให้ทำตามความต้องการของเขามากกว่าความต้องการของตัวเองก็ตาม

ถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมนาบีถึงโง่อยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้มาตั้งนาน?

ในทางจิตวิทยา ความสัมพันธ์แบบนี้เรียกว่า manipulative relationship คือความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่งคุมเกมและชอบล้ำเส้นอีกฝ่ายด้วยการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด บางทีก็ใช้คำพูดผลักภาระ เช่น ‘เธอควรเป็นคนที่เข้าใจฉันมากที่สุดสิ’ หรือหว่านล้อมให้อีกฝ่ายพิสูจน์ความรักด้วยการทำบางสิ่ง ซึ่งบางครั้งก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่านี่คือเงื่อนไขในการได้รับความรัก และในเวลาเดียวกันก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองพิเศษและสำคัญ โดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกควบคุมอยู่

Netflix

หนอนผีเสื้อที่ยังลอกคราบไม่สมบูรณ์

ท้ายที่สุด ความสัมพันธ์ของนาบีกับรุ่นพี่ไม่ได้จบลงเพราะรูปปั้น แต่ฟางเส้นสุดท้ายได้ขาดลงตอนเธอจับได้ว่ารุ่นพี่นอกใจ คำบอกเลิกสั้นๆ ของเธอคือ “ไอ้ชาติหมา” ที่พูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้นปนสะใจ แต่ลึกๆ แล้วกลับซ่อนความเสียใจและผิดหวัง เพราะมันชัดเจนแล้วว่าเธอไม่ใช่คนพิเศษหรือคนสำคัญของเขาอีกแล้ว และความรักบริสุทธิ์ที่เธอพิสูจน์ให้เขาเห็นตลอดระยะเวลาที่คบกันมามันก็กลายเป็นผุยผง เหลือไว้แต่ความรู้สึกโทษตัวเองว่า ‘ฉันมันโง่เองที่ไปคบกับคนแบบนั้น’

‘นาบี’ แปลว่า ‘ผีเสื้อ’ ซึ่งถ้าให้เทียบพัฒนาการของผีเสื้อกับการอกหักครั้งนี้ของเธอละก็ มันคงคล้ายกับหนอนผีเสื้อที่ลอกคราบครั้งแรกและกำลังเติบโตขึ้นเพื่อจะเตรียมลอกคราบครั้งถัดไป แต่ทว่าการลอกคราบครั้งนี้ยังไม่ทันได้สมบูรณ์ เพราะเธอยังไม่ได้ตกผลึกว่าได้เรียนรู้อะไรจากความสัมพันธ์ครั้งก่อน และยังไม่ได้ทำความเข้าใจตัวเองมากพอก่อนจะมีความสัมพันธ์ครั้งใหม่ ทำให้การพบกับ ‘พัคแจออน’ กลายเป็นความยุ่งเหยิงที่ตามมา

หลายคนอาจสงสัยว่าอะไรกันแน่ที่พาให้เธอมาถึงจุดนี้ จุดที่ทุ่มความรักให้คนที่ไม่คู่ควรและอ่อนไหวกับรักครั้งใหม่ได้ง่ายดาย จุดที่เธอถลำลึกกับความรักจนทำให้การเรียนไม่ราบรื่น เห็นได้จากผลงานศิลป์ของเธอที่ไม่ค่อยคืบหน้า แถมอาจารย์ก็บอกว่างานของเธอมันยังดูไม่สื่ออารมณ์ความรู้สึกมากพอ

ชิ้นส่วนอะไรของเธอที่หายไป ทำไมเธอจึงโหยหาการถูกเติมเต็มด้วยความรักขนาดนั้น?

Nevertheless
Netflix

หลุมดำกลางใจที่ไม่อาจลบเลือน

“หนูอยู่ที่โหล่อีกแล้ว…”

ประโยคสั้นๆ ที่นาบีพูดกับแม่ในวันเกิดของเธออาจบอกใบ้คำตอบได้ ชั่วชีวิตเธอรู้สึกเหมือนอยู่ที่โหล่สำหรับแม่เสมอ เพราะแม่เอาแต่คบกับผู้ชายแย่ๆ และไม่เคยให้ความสำคัญกับเธอ ‘ความรัก’ ที่ควรหล่อเลี้ยงหัวใจของเด็กหญิงนาบีตั้งแต่ตอนเด็กกลับทิ้งบาดแผลเหมือนเป็นหลุมใหญ่กลางใจ เธอไม่เคยเป็นคนพิเศษแม้แต่กับแม่ของตัวเอง ความเปล่าเปลี่ยวนี้สำหรับเธอมันคือหลุมดำกลางใจที่ไม่มีอะไรมาลบเลือนได้

“เคยมีช่วงเวลาที่ฉันสนใจแต่เพื่อนด้วย พอมีแฟนฉันก็คิดว่าความรักคือทุกอย่าง”

สำหรับนาบี ความรักจึงเป็นทั้งสิ่งที่เธอโหยหาและเป็นทางหนีจากความรู้สึกโดดเดี่ยวและน้อยใจที่เธอเผชิญมาตลอด เพียงหวังว่าความรักจะช่วยปลอบประโลมให้ตัวเองรู้สึกได้รับความสำคัญหรือกลายเป็นคนพิเศษของใครสักคน แม้จะเคยอยู่ในความสัมพันธ์ที่ toxic กับแฟนเก่า แต่เมื่อแลกกับการได้รับความรักมันก็มากเกินพอสำหรับเธอ 

แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับแจออนจะคลุมเครือ แต่หลายๆ อย่างที่เขาทำให้เธอกลับมอบความรู้สึกพิเศษในแบบที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อน นาบีจึงเลือกกระโดดลงไปในสนามความรักอีกครั้ง

Nevertheless
Netflix

เริ่มที่หลงใหล จบที่หลงทาง

เสน่ห์ของแจออนและสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อนาบีนั้นหอมหวาน ทำเอาแม้แต่คนดูก็ขวยเขินไปตามๆ กัน แต่ถ้าถามว่าให้เราอยู่ในความสัมพันธ์ที่คลุมเครือแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะทนได้ไหม อะไรทำให้แจออนน่าหลงใหลแต่กลับไม่น่าลงเอยความสัมพันธ์ด้วย? ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ทำไมนาบีถึงเลือกแจออนในตอนจบ ทั้งๆ ที่เขาเคยทำร้ายความรู้สึกเธอมานับครั้งไม่ถ้วนขนาดนี้?

ความสัมพันธ์ของนาบีและแจออนทำให้เรานึกถึงตอนที่เราเรียนวิชาจิตวิทยาคู่สมรส บทเรียนหนึ่งบอกว่ามนุษย์เรามี ‘ภาษารัก’ อยู่ 5 แบบ ถ้าเทียบกับทฤษฎีนี้ แจออนเป็นคนที่ใช้ภาษารักได้แพรวพราวมากเลยทีเดียว เริ่มตั้งแต่ ‘คำพูด’ (word of affirmation) แจออนมักจะบอกว่านาบีสวย บอกว่าผลงานศิลป์ของเธอน่าสนใจ บางทีก็เป็นประโยคเรียบง่ายว่า “ตอนทำงาน เธอดูมีความสุขนะ” ซึ่งการใช้คำพูดเติมเต็มหรือชื่นชมนาบี นั่นทำให้หัวใจเธอพองโตและรู้สึกว่าเธอมีดีในแบบของเธอ

ต่อมาคือ ‘การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน’ (quality time) เวลา 2 คนนี้อยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างโฟกัสกับคนตรงหน้าและใช้เวลาร่วมกันอย่างละเมียดละไม ซึ่งมักจะมาพร้อมกับ ‘การสัมผัสทางกาย’ (physical touch) ไม่ว่าจะเป็นการลูบหัว โอบ กอด หรือแม้แต่มีเซ็กซ์ก็ตาม 

นอกจากนี้ แจออนก็เป็นคนที่ ‘ดูแลใส่ใจ’ (acts of service) เขาจดจำรายละเอียดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเธอได้และคอยเทคแคร์เธอเสมอ แม้จะมาๆ หายๆ ในบางช่วง แต่ตลอดระยะเวลาที่คบกัน เขามักจะเข้ามาช่วยหรืออยู่เคียงข้างในช่วงเวลาสำคัญของเธอ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดหรือเป็นผู้ช่วยในการสร้างผลงานศิลป์ของนาบี และที่น่าประทับใจคือการให้ ‘ของขวัญ’ ไม่ว่าจะเป็นชุดเดรสในวันเกิด โมบายรูปผีเสื้อ หรือแม้แต่สร้อยข้อมือที่มีจี้รูปผีเสื้อ

แต่ไม่ว่าภาษารักของแจออนจะน่าหลงใหลแค่ไหน สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เสียสมดุลคือการที่ ‘สามเหลี่ยมความรัก’ ของเขาและเธอไม่ได้มีขนาดหรือสัดส่วนที่เหมือนกัน

ในทางจิตวิทยา ‘สามเหลี่ยมความรัก’ (triangular theory of love) ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 3 อย่างที่ทำให้ความรักค่อยๆ ก่อตัวขึ้น นั่นคือความใกล้ชิดผูกพัน (intimacy) ความหลงใหล (passion) และการผูกมัด (commitment) ซึ่งเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่นาบีหาจากแจออนไม่ได้คือการผูกมัดในความสัมพันธ์นี้ เพราะเขาไม่เคยให้คำมั่นสัญญาหรือสถานะใดๆ ที่ทำให้เธอสบายใจหรือจินตนาการถึงอนาคตร่วมกันได้เลย

ทุกครั้งที่เจอกัน นาบีก็จะถูกให้ความหวังและมีความสุขลอยขึ้นไป แต่ไม่ทันไรก็จะถูกฉุดให้ลงมากระแทกกับพื้นแห่งความเป็นจริงว่าเธอกับเขาไม่ได้เป็นอะไรกัน

Netflix

ความสัมพันธ์ที่ทั้งหอมหวานและขมขื่น

ในมุมหนึ่ง หลุมดำกลางใจของนาบีก็โหยหาความรัก โหยหาคนที่รับฟังเรื่องราวและความรู้สึกของเธอ ซึ่งแจออนตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดี อันที่จริงแม้แต่ ‘พ่อก๋วยเตี๋ยว’ หรือ Yang Do-hyeok (แสดงโดย Chae Jong-hyeop) ผู้ชายแสนดีที่มีรอยยิ้มทำคนดูใจละลายก็ตอบโจทย์ข้อนี้ได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้เธอมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งกับแจออนมากกว่า อาจเพราะเวลาที่อยู่กับแจออน นาบีเป็นธรรมชาติและมีอิสระในการแสดงออกทั้ง ‘ด้านดี’ และ ‘ด้านไม่ดี’ ได้หลายมิติมากกว่า ในขณะที่ตอนอยู่กับโดฮยอก นาบีเคยพูดให้แจออนฟังว่า 

“ถ้าคบกันไป เขา (โดฮยอก) คงจะผิดหวังในตัวฉันน่ะสิ เพราะฉันไม่ใช่คนแบบที่เขาคิดไว้ อย่างน้อยๆ สำหรับเขา ฉันก็อยากจะถูกจดจำว่าเป็นคนดี”

แต่การที่เราจะมีชีวิตคู่กับใครสักคน มันคงเลี่ยงการเผยธาตุแท้หรือมุมมืดของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็นไม่ได้ การที่นาบีไม่อยากจะแสดงมุมอื่นๆ ให้โดฮยอกเห็น แต่กลับกล้าแสดงออกให้แจออนเห็นได้อย่างเป็นธรรมชาติ สำหรับเธอแล้วความรู้สึกที่มีต่อแจออนจึงไม่ใช่แค่ความรักหรือความผูกพัน แต่มันคือความสบายใจแปลกๆ ที่ไม่ต้องฝืนเป็นคนดีในสายตาเขาตลอดเวลา

นี่อาจเป็นความหอมหวานที่ทำให้นาบีถลำลึกลงไปในความสัมพันธ์นี้ แม้จะรู้ว่ายิ่งถลำลึกมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งเจ็บมากเท่านั้น เพราะในอีกมุมหนึ่งความขมขื่นที่เธอกล้ำกลืนอยู่ตลอดคือการที่แจออนขีดเส้นกั้นไม่ให้เธอเข้าใกล้ตัวตนที่แท้จริงของเขา และแทบไม่เคยเล่าเรื่องราวของตัวเองให้เธอฟังเลย ยิ่งนาบีรู้จักแจออนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาลึกลับซับซ้อนมากเท่านั้น พอทนความขมขื่นไม่ไหวและถามหาความชัดเจนในความสัมพันธ์ก็มักจะถูกเขาบ่ายเบี่ยงและใช้ความหอมหวานกดทับสิ่งที่เธอต้องการ…ครั้งแล้วครั้งเล่า

อำนาจที่ไม่เท่ากันของทั้งคู่ทำให้เรานึกถึงคำพูดหนึ่งของ Peter Bromberg นักพูดชื่อดังที่เคยบอกไว้ว่า “When we avoid difficult conversations, we trade short term discomfort for long term dysfunction.” ถ้าเราเลี่ยงที่จะพูดเปิดอกถึงปัญหาหรือความลำบากใจของเราในตอนนี้ นั่นเท่ากับว่าเรากำลังเลี่ยงที่จะเผชิญ ‘ความไม่สบายใจ’ ที่จริงๆ อาจจะเกิดขึ้นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อที่จะแลกกับ ‘ความยุ่งเหยิง’ ที่มันจะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน

Nevertheless
Netflix

ไม่อยากชัดเจน เพราะไม่อยากอ่อนแอ

แจออนเป็นตัวละครที่เรามองว่าเป็นได้ทั้ง ‘พระเอก’ และ ‘ตัวร้าย’ เพราะการให้ความหวังและปล่อยให้ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะกับนาบี, Yoon Seol-ah หรือคนอื่นที่ไม่ได้พูดถึง ถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ ‘เย็นชา’ และ ‘ไร้หัวใจ’ ทว่าเรื่องราวค่อยๆ เผยให้พวกเราได้ยินเสียงในหัวของแจออน ว่าลึกๆ แล้วเขากลัวความชัดเจนในความสัมพันธ์ เพราะเขามีชุดความคิดว่า ‘ทันทีที่มั่นใจในความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์นั้นก็จะอ่อนแอลง’

หากมองจากแง่มุมจิตวิทยาแล้ว แจออนดูคล้ายกับว่ามีอาการ ‘กลัวการผูกมัด’ (commitment phobia) ซึ่งจุดเริ่มต้นอาจจะมาจากการที่เขาต้องแยกกับแม่ตั้งแต่ 10 ขวบ จริงอยู่ที่เขาดูไม่มีปัญหาในการมีปฏิสัมพันธ์กับใคร เขาดูไม่ได้โหยหาความรักหรือความมั่นคงในความสัมพันธ์ไหนๆ แต่มันเป็นไปได้ไหมว่า ที่แจออนกลัวการผูกมัดเพราะการผูกพันกับใครมากๆ แล้ววันหนึ่งอีกฝ่ายเดินจากไป (เหมือนกับที่แม่จากเขาไปตั้งแต่ตอนเด็กๆ) มันเหมือนเป็นการถูกทิ้งให้ลอยแพอยู่กับความเจ็บปวดและความว่างเปล่า

เมื่อเขาโตขึ้น การไม่ผูกมัดกับใครอาจเป็นการป้องกันไม่ให้บาดแผลเดิมถูกกรีดซ้ำอีกครั้ง หรือหากมองลึกลงไปอีกนิด เขาอาจจะกลัวการพึ่งพิงทางความรู้สึก (emotional dependence) กับใครสักคน เพราะมันจะทำให้เขาอ่อนแอ และเต็มไปด้วยความกลัวว่าอาจจะต้องแยกจากคนๆ นั้นอีกก็ได้

Nevertheless
Netflix

แหลกสลาย เพื่อสร้างขึ้นใหม่

ในช่วงท้ายของเรื่อง ฝันร้ายทุกอย่างประเดประดังเข้ามาหานาบี ทั้งผลงานศิลป์ของเธอที่เกิดอุบัติเหตุพังทลายลงมาไม่เหลือชิ้นดี ไม่ต่างจากหัวใจของเธอที่แหลกสลายเพราะความรัก เธอดูสิ้นหวังและหมดอาลัยตายอยาก จนกระทั่งแจออนเข้ามาช่วยเธอสร้างผลงานขึ้นมาใหม่ ทำให้ท้ายที่สุดผลงานเดิมที่เคยได้รับฟีดแบ็กจากอาจารย์ว่ามันยังขาดความรู้สึก กลายเป็นงานศิลป์ที่สง่า งดงาม และเต็มไปด้วยความรู้สึกและประสบการณ์อันโชกโชน 

สำหรับเรา ฉากนี้สื่อให้เห็นถึงการเติบโตของนาบี (หรือแม้แต่ของแจออนด้วย) ที่ผ่านการแหลกสลายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ยอมแพ้ที่จะสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ แม้จะมีรอยแตกร้าวหรือบาดแผลที่เพิ่มขึ้นจากการแตกสลายในทุกครั้ง แต่ทุกๆ รอยร้าวก็มีเรื่องราวของมัน และถูกเล่าผ่านตัวตนใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

ซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เราเรียนรู้และยอมรับว่าเราเองก็อาจเป็นส่วนที่ไปสร้างบาดแผลหรือไปทำให้ใครสักคนแหลกสลายได้เหมือนกัน อย่างที่นาบีเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำร้ายความรู้สึกของโดฮยอกด้วยการปฏิเสธความรักของเขา ไม่ว่าโดฮยอกจะดีกับนาบีมากแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็เป็นธรรมชาติของชีวิตที่เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ เราทำได้เพียง ‘เคารพการตัดสินใจ’ และ ‘เคารพความรู้สึก’ ของทั้งตัวเองและอีกฝ่ายเท่านั้นเอง

ท้ายที่สุด เราชอบสิ่งที่ป้าของนาบีอธิบายความหมายของชื่อ ‘นาบี’ ที่แปลว่า ‘ผีเสื้อ’ ให้เธอฟังว่า

“ผีเสื้อจริงๆ ชีวิตไม่ได้หวานชื่นเหมือนดูดน้ำหวานอย่างเดียวหรอกนะ ผีเสื้อน่ะกินทุกอย่าง ทั้งสารอาหาร เพลี้ย และมูลด้วย

“เรื่องทุกอย่างที่แกพบเจอมาจนถึงตอนนี้ เป็นสารอาหารของชีวิตที่ทำให้แกเติบโต แล้วมีอะไรให้ต้องกลัวล่ะ”

แม้ทั้งแจออนและนาบีจะรู้อยู่แล้วว่าการลงเอยของทั้งคู่อาจจะทำให้ทั้งสองเจ็บปวดอีก แต่ก็ยังเลือกที่จะลองดูอีกสักครั้ง แม้ไม่มีทางรู้ว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นยังไง แต่เราเชื่อว่าไม่ว่ารอยยิ้มหรือคราบน้ำตาที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ล้วนเป็นสารอาหารของชีวิตที่จะทำให้ทั้งคู่เติบโตขึ้นได้สักวันหนึ่ง


3 ทริกแนะนำ หากคุณอยากมูฟออนจาก toxic relationship

  • ‘คนเรามักจะอยู่กับสิ่งที่เราคิดว่าตัวเองคู่ควร’ เพราะฉะนั้นการมอบความรักและเห็นคุณค่าในตัวเองจึงเป็นก้าวแรก อาจลองเริ่มจากการถามตัวเอง และตระหนักว่าความสัมพันธ์ที่เราอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่เราคู่ควรแล้วหรือยัง
  • ‘อย่าเอาจุดยืนของตัวเองไปผูกกับการตัดสินใจของใคร’ ถ้าสมดุลของความสัมพันธ์มันเริ่มเสีย และเราคือฝ่ายที่ปรับหรือเข้าหาอยู่คนเดียว เราก็มีสิทธิที่จะเลือกจุดยืนว่า จะให้อีกฝ่ายปรับสามเหลี่ยมความรักให้มาตรงกับเรา (เหมือนที่นาบีฮึดต่อต้านแจออน จนเขายอมปรับเข้าหาเธอ) หรือจะพอแค่นี้ และออกไปตามหาคนที่มีสามเหลี่ยมความรักที่ตรงกับเราแทน
  • สุดท้ายนี้เราอยากให้คุณ ‘โอบกอดทุกความรู้สึกและยอมรับทุกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น’ แม้การเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดจะเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ถ้าเราผ่านจุดนี้ไปได้ สักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นอดีตและจะเป็นบทเรียนให้เราเติบโตอย่างสวยงาม

บทความอื่นๆ ‘การใช้ชีวิตคนเดียว’ ของคนเกาหลีรุ่นใหม่ที่ยังแฮปปี้แม้ไม่มีคนข้างๆ

‘การใช้ชีวิตคนเดียว’ ของคนเกาหลีรุ่นใหม่ที่ยังแฮปปี้แม้ไม่มีคนข้างๆ

‘การใช้ชีวิตคนเดียว’ ของคนเกาหลีรุ่นใหม่ที่ยังแฮปปี้แม้ไม่มีคนข้างๆ

‘การใช้ชีวิตคนเดียว’ ของคนเกาหลีรุ่นใหม่ที่ยังแฮปปี้แม้ไม่มีคนข้างๆ หากลองสังเกตไลฟ์สไตล์ของคนเกาหลีผ่านซีรีส์หรือภาพยนตร์ จะเห็นได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่มักจะทำกิจกรรมต่างๆ เป็นกลุ่มก้อนมากกว่าแยกตัวออกมาทำคนเดียว อย่างไปกินข้าวที่ร้านอาหาร ไม่ว่าจะไปเป็นคู่หรือหมู่คณะ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากที่ร้านอาหารบางแห่ง (โดยเฉพาะร้านหมูย่างส่วนใหญ่) มีข้อกำหนดว่าลูกค้าจะต้องสั่งอาหารอย่างน้อยสองที่ขึ้นไปถึงจะนั่งทานในร้านได้ เช่นกันกับการสั่งเหล้าโซจูมารินดื่มเองลำพังซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติสักเท่าไหร่นักในสังคมเกาหลี

ถึงตอนนี้คนเกาหลีจำนวนมากจะยังนิยมไปกินข้าวเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มเช่นเคย แต่ก็เริ่มมีร้านอาหารที่จัดที่ทางไว้ให้เฉพาะคนที่มากินข้าวคนเดียวได้นั่งกินแบบไม่ต้องรู้สึกแปลกแยกในสายตาใคร แม้แต่ร้านหมูย่างเองก็เริ่มขายให้ลูกค้าที่ตั้งใจมากินเงียบๆ คนเดียวแล้ว หรือแม้กระทั่งอาหารถาดยักษ์อย่างพิซซ่าก็เริ่มมีการจัดจำหน่ายในขนาดหนึ่งคนอิ่ม ซึ่งมีกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

ภาพจาก growth91.tistory.com

กระแสนี้สอดคล้องกับยอดขายของวัตถุดิบจำพวกซอสพาสต้าสำหรับทำกินเอง ซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 150 เปอร์เซ็นต์ กิมจิถ้วยเล็กกะทัดรัดตามร้านสะดวกซื้อก็ขายดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว 72 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพวกอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น ต้ม ผัด และแกงต่างๆ นั้นมียอดจำหน่ายสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 345 เปอร์เซ็นต์

สถานการณ์โควิด-19 อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยอดจำหน่ายอาหารสำหรับหนึ่งที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมที่ทำให้ทุกคนต้องกินข้าวคนเดียวมากกว่าแต่ก่อน แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือคนเกาหลีที่ใช้ชีวิตคนเดียวมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ภาพจาก naver.com

ในปี 2021 นี้มีคนเกาหลีที่อาศัยอยู่ที่บ้านหรือห้องเช่าคนเดียวจำนวน 9 ล้านกว่าคน ซึ่งคิดเป็น 39.2 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนครัวเรือนทั่วประเทศ และเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายปี หากเทียบแค่เฉพาะในโซลนับว่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 16 เท่า จากในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

เมื่อมีคนที่ใช้ชีวิตคนเดียวเพิ่มมากขึ้น บริษัทขายอาหารและสินค้าต่างๆ จึงได้ผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่อยู่คนเดียว เฟอร์นิเจอร์ที่มาแรงที่สุดในตอนนี้คือโซฟาขนาดหนึ่งคนนั่ง ซึ่งสอดคล้องกับสินค้าอื่นๆ ที่ฮิตตามกันมานั่นคือโต๊ะกินข้าวฉบับมินิ เตียงเดี่ยว และหม้อหุงข้าวขนาดเล็ก

ภาพจาก theliving.co.kr

นอกจากบริษัทผลิตข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่หันมาเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ใช้ชีวิตคนเดียวแล้ว โรงภาพยนตร์หลายแห่งก็เริ่มปรับตัวเพื่อตอบสนองคนที่ต้องการดูหนังเพียงคนเดียว เช่น โรงหนังของ CGV บางแห่งในโซลได้จัดที่นั่งที่มีขนาดกว้างกว่าเบาะทั่วไป และมีที่กั้นด้านข้างเพื่อความเป็นส่วนตัวสำหรับคนที่มาดูหนังคนเดียวนั่นเอง

ภาพจาก insight.co.kr

กระแสการอยู่คนเดียวนี้ยังแผ่ขยายไปถึงมิติด้านที่อยู่อาศัย จนเกิดเป็นไอเดียที่อยู่อาศัยรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า co-living ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับคนที่ใช้ชีวิตคนเดียวและต้องการพื้นที่ส่วนตัว แต่ก็ยังสามารถใช้พื้นที่ส่วนรวมในราคาที่ย่อมเยาลงมาได้

ที่จริงแล้วเกาหลีนั้นมีที่พักที่เรียกว่า ‘ฮาซุกจิบ’ ซึ่งจะมีห้องนอนแยกและมีการแชร์ห้องครัวและห้องกินข้าวร่วมกัน แต่สำหรับที่พักแบบ co-living นั้นจะมีพื้นที่ที่สามารถใช้ร่วมกันได้มากขึ้น อย่างพื้นที่สำหรับนั่งทำงานหรือดูหนัง ซึ่งนับเป็นแนวทางใหม่สำหรับการอยู่อาศัยของคนที่ใช้ชีวิตลำพังหลายคนให้สามารถแชร์พื้นที่บางโซนร่วมกันแต่ก็ยังมีพื้นที่ส่วนตัวอยู่

ภาพจาก design-anthology.com

ในสายตาของคนเกาหลีสมัยก่อน คนที่อยู่อาศัยหรือทำอะไรคนเดียวเช่นนี้มักจะถูกมองว่าแปลกหรือเป็นพวกมีปัญหาในการเข้าสังคม แต่ทัศนคติของคนเกาหลีก็ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วในยุคนี้ที่การใช้ชีวิตคนเดียวไม่ใช่พฤติกรรมในแง่ลบอีกต่อไป 

จากแบบสำรวจพบว่า ชาย-หญิงเกาหลีวัยกลางคนจำนวน 70 เปอร์เซ็นต์รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ชอบทำอะไรคนเดียว เช่น กินข้าวคนเดียว ท่องเที่ยวคนเดียว ดูหนังคนเดียว หรือช้อปปิ้งคนเดียว 

แต่กิจกรรมที่ทำคนเดียวยากที่สุดสำหรับคนเกาหลี คือ ‘ฮนซุล’ ซึ่งหมายถึงการดื่มเหล้าคนเดียว ใครที่สามารถนั่งดื่มเหล้าคนเดียวอย่างไม่หวั่นไหวใดๆ แล้วนั้น อาจนับได้ว่าเป็นการปลดล็อกสกินทองเรื่องการทำอะไรคนเดียวเลยก็ว่าได้

ภาพจาก 100ssd.co.kr

ขณะที่แบบสำรวจเกี่ยวกับมุมมองของคนเกาหลีต่อชีวิตคู่นั้นระบุว่า ในบรรดาคนโสด 10 คน จะมี 8 คนที่รู้สึกว่าการใช้ชีวิตคนเดียวก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร และอีกผลสำรวจหนึ่งพบว่า คนเกาหลีวัย 20-39 ปี จำนวน 53.9 เปอร์เซ็นต์ คิดว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไป

สาเหตุที่คนเกาหลีเริ่มหันมาใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้นนั้นมีหลายประการ เช่น ทัศนคติต่อการแต่งงานที่เปลี่ยนแปลงไป คนเกาหลีมีความคิดแนวปัจเจกนิยมมากขึ้น มีจำนวนคนโสด (ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ) มากขึ้น และมีอัตราการหย่าร้างมากขึ้นเช่นกัน

อีกเหตุผลที่ทำให้หลายคนเลือกใช้ชีวิตคนเดียวคือ อยากหลีกหนีจากความสัมพันธ์อันเหน็ดเหนื่อยกับคนอื่นแล้วให้เวลากับตัวเองเพื่อความสุขของตัวเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องคอยสังเกตหรือระแวดระวังว่าคนรอบตัวจะรู้สึกยังไงกับตัวเอง

พวกเขาส่วนใหญ่เห็นว่าข้อดีของการใช้ชีวิตคนเดียวคือไม่ต้องมีใครมาห้ามในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และได้มีเวลาทบทวนความคิดของตัวเอง ขณะที่ข้อเสียนั้นก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องพื้นฐานอย่างความเหงา การที่ไม่มีใครดูแลยามเจ็บป่วย และต้องรับมือกับเรื่องฉุกเฉินเพียงลำพัง

ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุในเกาหลีจำนวนมากที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียว จากสถิติในปี 2021 ระบุว่ามีผู้สูงอายุจำนวนมากถึง 1.5 ล้านกว่าคนที่ใช้ชีวิตตามลำพัง ซึ่งคิดเป็นจำนวน 1 ใน 5 ของผู้สูงอายุทั้งหมดในเกาหลี และมีแนวโน้มว่าในอนาคตจะมีจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวมากขึ้นกว่านี้อีก

ภาพยนตร์ Door Lock (2018)

ด้วยเหตุนี้จึงมีภาพยนตร์เกาหลีที่สะท้อนสภาพชีวิตของผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียว เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Late Blossom (2011) เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักของผู้สูงอายุชาวเกาหลี สอดแทรกเนื้อหาที่สะท้อนสภาพชีวิตอันแร้นแค้น โดดเดี่ยว และว้าเหว่ของผู้สูงอายุ หรือภาพยนตร์เรื่อง Door Lock (2018) นำแสดงโดย คงฮโยจิน หญิงสาวผู้ใช้ชีวิตคนเดียวที่ต้องคอยระมัดระวังดูแลตัวเองให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ และภาพยนตร์เรื่อง Aloners (2021) ที่สะท้อนเรื่องราวของคนเกาหลีที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังเช่นกัน

รายการ I Live Alone

นอกจากนี้ยังมีรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคนเดียว อย่างรายการวาไรตี้ชื่อ I Live Alone หรือที่บางคนเรียกกันว่า Home Alone ซึ่งนำเสนอชีวิตและไลฟ์สไตล์ของเหล่าคนดังที่อาศัยอยู่คนเดียว 

หรือรายการใหม่ที่ฟังดูน่าสนใจตั้งแต่ต้นรายการอย่าง 이번 생은 선인장 แปลตรงตัวคือ ชีวิตนี้เป็นต้นกระบองเพชร รายการที่นำเสนอชีวิตประจำวันของคุณ ‘อินจังซอน’ (ซึ่งน่าจะล้อมาจากคำว่า ‘ซอนอินจัง’ แปลว่า ต้นกระบองเพชร) เป็นคาแร็กเตอร์ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายต้นกระบองเพชร มีความสามารถพิเศษคืออยู่คนเดียวเก่ง! ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อส่งกำลังใจให้กับเหล่าผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ฉายทางช่อง EBS และมีให้ชมออนไลน์ทางแชนแนลยูทูบ 딩동댕대학교 

ภาพจาก sports.khan.co.kr

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน การใช้ชีวิตคนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอีกต่อไปในสายตาของคนเกาหลี แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการดูแลตัวเองไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายหรือจิตใจของผู้ที่ใช้ชีวิตเพียงลำพัง โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย 

บทความอื่นๆ อยู่บ้านนานๆ ไม่ได้สบายอย่างที่คิด เช็ก 5 อาการทางใจ

อยู่บ้านนานๆ ไม่ได้สบายอย่างที่คิด เช็ก 5 อาการทางใจ

อยู่บ้านนานๆ ไม่ได้สบายอย่างที่คิด เช็ก 5 อาการทางใจ 

อยู่บ้านนานๆ ไม่ได้สบายอย่างที่คิด เช็ก 5 อาการทางใจ  จากการออกไปข้างนอกปกติสู่สถานการณ์ที่บังคับให้ต้องอยู่บ้านยาวๆ ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกต่อแต่ละคนได้หลายเลเวลต่างกัน แต่ถ้าปล่อยไว้นานๆ ไม่ดีแน่ จึงจำเป็นต้องคอยเช็กอาการทางใจอยู่เสมอ และทำความเข้าใจว่าการอยู่บ้านนานๆ มีผลอะไรกับเราบ้าง 

สังคมหาย, พื้นที่หาย, กิจวัตรหาย, ความเครียด และความวิตกกังวล คือ 5 สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราต้องอยู่กับบ้านนานๆ 

Self Cafe ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเฉพาะเวลาเครียด แต่จริงๆ แล้วการดูแลตัวเองควรถูกบรรจุอยู่ในรายการสิ่งที่ต้องทำในชีวิตประจำวันร่วมกับกิจกรรมอย่างอื่นในทุกช่วงชีวิต เพื่อให้เรามีสุขภาพกายใจที่สมบูรณ์และพร้อมเผชิญกับสิ่งต่างๆ ได้

ตั้งแต่มีโควิดมาก็ทำให้หลายคนได้อยู่บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะใครที่ต้องปรับมาทำงานจากที่บ้านหรือเรียนจากที่บ้าน ก็เรียกได้ว่าอยู่บ้านกันแบบยาวๆ จนพาลทำให้นึกไปถึงชีวิตก่อนหน้านี้ ที่เวลางานยุ่งมากๆ หรือว่าเหนื่อยๆ อาจเคยคิดเล่นๆ แกมบ่นว่า ‘ถ้าได้อยู่บ้านสักเดือนสองเดือนคงดี’

แต่พอสถานการณ์มันยืดเยื้อมาเป็นปี จากอยู่บ้านเป็นเดือน กลายเป็นสองเดือน สามเดือน ยาวไปแบบนี้ กลับทำให้ใครหลายคนมีความรู้สึกไม่โอเค มีทั้งบางคนที่แย่ไปเลย บางคนอาจแค่หน่วง ยังไม่ถึงกับแย่ แต่ถ้าปล่อยไว้นานๆ ท่าจะไม่ดีแน่ เราเลยชวนมาเช็กอาการทางใจ พร้อมแนะนำวิธีคลายความรู้สึกเหล่านี้กัน

เราเป็นอะไรกันแน่

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่ามาตรการอยู่บ้านนั้นมีผลอะไรกับเราบ้าง

  1. สังคมหาย 

เพราะหัวใจของมาตรการอยู่บ้านคือการจำกัดการพบเจอกันของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน แก๊งเพื่อนสนิท ญาติๆ หรืออาจรวมถึงคนในครอบครัว และพอไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันแบบตัวเป็นๆ คำที่ว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์สังคม’ ก็ดูเหมือนจะเป็นจริงขึ้นกว่าเดิมเสียอย่างนั้น นั่นก็เป็นเพราะการมีแรงสนับสนุนทางสังคม (Social Support) เป็นส่วนสำคัญในชีวิต ลองนึกถึงเวลาที่เรากังวล ไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจ การมีคนที่สนิทมาไถ่ถาม ให้คำปรึกษา หรือกำลังใจ ก็จะช่วยให้ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปได้

การใช้สื่อออนไลน์เข้ามามีบทบาทตรงนี้มาก จะเห็นได้จากการเติบโตของการใช้แอปพลิเคชันโซเชียลต่างๆ ซึ่งแม้เราจะมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย ทั้งโทรศัพท์ แชต วิดีโอคอล แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากันได้ทั้งหมด 

แม้กระทั่งคนที่นิยามตัวเองว่าเป็น Introvert ก็ยังมีเวลาที่ต้องการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และหากใครคิดว่าชาว Introvert จะสบายกว่าคนอื่น งานวิจัยเมื่อปีที่แล้วของ Mayann Wei (2020) กลับพบว่าไม่จริงเสมอไป ชาว Introvert เสียอีกที่มีแนวโน้มเกิดปัญหาทางใจมากกว่า สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขามีแนวโน้มที่จะเก็บปัญหาไว้คนเดียวมากกว่าโทรคุยหรือทักหาคนอื่นเพื่อรับความช่วยเหลือ ทำให้อาจมีปัญหาทางใจได้ง่ายกว่า

Self Isolation ไม่ได้น่ากังวลเท่ากับ Social Isolation หรือภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม การปลีกตัวไม่ติดต่อกับผู้อื่นเป็นเวลานานๆ นอกจากจะนำมาซึ่งความเหงา ความมั่นใจในตัวเองลดลง ยังอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สุขภาพใจเราถดถอยลง เพราะความเชื่อมโยงทางสังคมเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในชีวิตและสุขภาพจิตโดยรวม

  1. พื้นที่หาย

คนทุกคนต้องการพื้นที่ส่วนตัว และความสามารถในการควบคุมพื้นที่ส่วนตัวนั้น ไม่ว่าจะเป็นการมีระยะห่างระหว่างบุคคล (Personal Space) ที่เราเลือกเองว่าสบายใจจะอยู่ใกล้ใครได้มากแค่ไหน การมีความเป็นส่วนตัว (Privacy) ว่าเวลาไหนเราสะดวกใจจะติดต่อหรือไม่ติดต่อกับใคร และการมีอาณาเขต (Territory) ของตัวเองที่สามารถวางใจว่าควบคุมได้

สิ่งเหล่านี้สำคัญกับความรู้สึกที่ว่าเราสามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้ และการที่ต้องอยู่บ้านตลอดเวลา แชร์พื้นที่กันในการทำกิจกรรมต่างๆ ก็มีผลต่อความรู้สึกเกี่ยวกับพื้นที่เหล่านี้ เช่น บางครั้งเราอาจถูกรุกเข้ามาในพื้นที่โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือบางครั้งเราอยากมีเวลาส่วนตัว ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเราอาจออกไปเดินร้านหนังสือคนเดียว แต่ว่าตอนนี้ทำแบบนั้นไม่ได้ และนี่อาจเป็นบ่อเกิดของความเครียด ความกดดัน และความรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวได้ 

ทั้งการอยู่ในพื้นที่จำกัดเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดอาการ Cabin Fever หรือที่หลายคนเรียกว่าอาการเบื่อบ้าน จากความอุดอู้ ซึ่งมีผลให้เกิดความเครียด ความรู้สึกเบื่อ ขาดแรงจูงใจ ลักษณะการนอนเปลี่ยนไป ทั้งนอนไม่หลับ หรือง่วงนอนตลอดเวลา มีอารมณ์ทางลบ จิตใจขุ่นมัว เป็นต้น

  1. กิจวัตรหาย

แม้จะเบื่อหน่ายกับการตื่นไปทำงานวันจันทร์เช้า แต่รู้ตัวอีกทีเราเองนี่แหละที่ปรับตัวเข้ากับบรรดากิจวัตรประจำวันจนเป็นธรรมชาติไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำ ไปจนถึงการออกจากบ้าน เข้างาน ไปเรียน ตารางการทำงาน ไปจนถึงการพบปะสังสรรค์ต่างๆ 

ทีนี้พอเปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน บรรดาโครงสร้างประจำวันเหล่านี้ก็สั่นคลอน เส้นตารางเวลาเกิดการเบลอขึ้นมา พร้อมกับแรงกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมที่น้อยลง เช่น เราไม่ต้องรีบไปกินข้าวให้เสร็จทันมาประชุมตอนบ่ายอีกแล้ว ถ้าเราสามารถนั่งกินไปทำงานไปที่หน้าคอมได้เลย ผลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้อาจเป็นการที่เราไม่ได้ลุกไปหาข้าวกินแบบจริงจังเลยจนเย็น หรือว่าพอเอาข้าวมากินหน้าคอมพิวเตอร์แล้วก็ทำงานแบบไม่มีการพักเลยจนมืดค่ำ หลายอย่างตีกันยุ่งเหยิงไปหมด

เรามีแบบแผนกิจวัตรหลักๆ เช่นการกินข้าว อาบน้ำ นอน เพื่อตอบโจทย์การดำรงชีวิตตามหลักชีวภาพ ส่วนกิจวัตรรองอย่างการทำงาน การเรียน และพบปะผู้คนนั้นเป็นไปตามบริบทชีวิตของแต่ละบุคคล การมีแบบแผนเหล่านี้ทำให้เรารู้ อย่างน้อยก็คร่าวๆ ว่าในแต่ละวันจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางจิตใจ ทำให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนการไม่มีแบบแผน ในบางครั้งทำให้เกิดความรู้สึกสับสนและไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำได้ จนสุดท้ายอาจทำให้รู้สึกเหมือนแต่ละวันผ่านไปโดยไม่มีประสิทธิภาพ ทำอะไรไม่เสร็จสักอย่าง หรือจบลงที่การต้องทำหลายอย่างพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และความมั่นใจในตนเองลดลงไปด้วย

  1. ความเครียด

ในสถานการณ์แบบนี้ รอบๆ ตัวเต็มไปด้วยหลากหลายสิ่งที่อาจก่อให้เกิดความเครียดมีหลายระดับ และมีที่มาจากหลายแหล่ง ทั้งจากการได้รับข่าวสารที่หดหู่ และบางครั้งก็น่าโมโห ความท้าทายในอาชีพการงานที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ บางคนถูกลดเงินเดือน ถูกเลิกจ้าง ไหนจะการต้องตัดสินใจในเรื่องใหม่ๆ ที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน ทั้งเรื่องเหล่านั้นยังอาจมีความเสี่ยงเป็นเดิมพัน หรือบางครั้งก็มาจากสภาวะร่างกายจิตใจที่บอบช้ำจากผลกระทบของโรคระบาด ทั้งบางคนอาจถูกถาโถมด้วยหลายเรื่องพร้อมๆ กัน เหล่านี้ทำให้หลายคนเครียด ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ซ้ำร้ายกิจกรรมบางอย่างที่ทำเพื่อลดความเครียดในเวลาปกติ เช่นการออกกำลังกายเป็นกลุ่ม การเดินห้าง ตอนนี้อาจไม่สามารถทำได้

ซึ่งความเครียดก็จะแสดงอาการในรูปแบบของอารมณ์ที่แปรปรวน ไม่สามารถโฟกัสหรือว่าตั้งสมาธิได้ มีอารมณ์ทางลบ ความสามารถในการตัดสินใจไม่ดี ไปจนถึงอาการทางกายอย่างการปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย อาหารไม่ย่อย ใจเต้นแรง เป็นต้น

  1. ความวิตกกังวล

นอกจากคำถามที่ว่า ฉันติดหรือยัง? ที่หลายคนเฝ้าถามตัวเองทุกวัน โดยเฉพาะคนที่มีความจำเป็นต้องออกไปทำงานนอกบ้านหรือพบเจอผู้คน ความกังวลยังรวมไปถึงครอบครัว พ่อ แม่ ลูก คู่สมรส ญาติพี่น้อง ยิ่งเมื่อเห็นตัวเลขการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น รวมกับข่าวสายพันธุ์ใหม่ที่ติดง่ายขึ้น และความไม่ชัดเจนด้านแผนการป้องกันและยับยั้ง ยิ่งทำให้หลายคนกังวลมากขึ้น

ชุบชูใจในช่วงที่ต้องอยู่บ้าน

จากสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราตามที่เล่าไปข้างบนนี้ การดูแลตัวเอง หรือ ‘Self Care’ จึงกลายมาเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมากในช่วงนี้ ซึ่งสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ Self Care เป็นสิ่งที่ทำเวลาเครียดหรือว่าตอนมีเวลาว่างๆ เท่านั้น แต่จริงๆ แล้วการดูแลตัวเองควรถูกบรรจุอยู่ในรายการสิ่งที่ต้องทำในชีวิตประจำวันร่วมกับกิจกรรมอย่างอื่นในทุกช่วงชีวิต เพื่อให้เรามีสุขภาพกายใจที่สมบูรณ์และพร้อมเผชิญกับสิ่งต่างๆ ได้

การดูแลตัวเองครอบคลุมหลายมิติ ไล่ตั้งแต่ทางกายภาพมากๆ ไปจนถึงจิตใจและจิตวิญญาณ วันนี้เราขอยก 5 เรื่องหลักๆ มาให้ลองสำรวจว่าเราดูแลครบถ้วนหรือยัง

  1. ดูแลร่างกายให้ดี

การกิน นอน ออกกำลังกาย เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการมีสุขภาพใจและกายที่สมบูรณ์ คำพูดที่ว่า ‘การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’ ใช้ได้ดีในช่วงเวลานี้ เพราะแค่คำถามว่า เราติดหรือยัง? ก็สามารถบั่นทอนพลังงานในแต่ละวันไปได้แล้ว การดูแลร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่เราแนะนำเพื่อให้ห่างไกลจากความเจ็บป่วยและมีพื้นฐานทางกายที่สมบูรณ์ มีพลังงานเป็นพื้นฐานให้กับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต ลองเช็กดูว่าเราทำสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า

  • กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้ได้พลังงานที่เพียงพอ
  • ขยับร่างกายสม่ำเสมอ อาจเดิน วิ่ง ออกกำลังกาย
  • นอนหลับอย่างเพียงพอ
  • หยุดงานเมื่อเราป่วย พักเมื่อรู้สึกอ่อนล้า
  • เต้น, เดิน, วิ่งเล่น, ร้องเพลง หรือทำกิจกรรมทางกายที่เกิดความสนุกสนานที่พอจะทำได้
  • ใช้เวลาวันหยุดพักผ่อน
  1. ดูแลอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง

อารมณ์ของคนเราเปลี่ยนแปลงและขึ้นลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่เกิดเหตุการณ์มากมายรอบๆ ตัว มีสิ่งกระตุ้นหลากหลาย และจะยิ่งเห็นชัดเมื่อเรามีความอ่อนไหวทางอารมณ์ ไม่ว่าจะมาจากทางกายภาพ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเจ็บป่วย หรืออาจเจอกับการกระทบกระทั่งทางอารมณ์มา เป้าหมายของการดูแลอารมณ์ก็เพื่อให้การขึ้นลงนี้ไม่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเรามากนัก และช่วยทำให้เรายังรู้สึกว่าเราจัดการและรับมือกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวันได้ ลองทำสิ่งเหล่านี้ดู ถ้าเกิดว่าเราหลงลืมไป

  • หมั่นทบทวนอารมณ์ของตนเองเพื่อให้รู้เท่าทัน
  • ยิ้ม หัวเราะ เมื่อดีใจ แม้ว่าจะอยู่คนเดียวไม่มีใครเห็น
  • อนุญาตให้ตัวเองร้องไห้ได้
  • เลือกวิธีการแสดงออกถึงความรู้สึกโกรธด้วยกิจกรรมบางอย่าง
  • หามุมสงบในห้องหรือในบ้าน เพื่อใช้ในการทำสมาธิ
  • ให้เกียรติตัวเองและรักตนเองให้เยอะๆ
  1. ให้อาหารกับความคิดและสติปัญญา

การอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมหรือติดอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมนานๆ อาจทำให้เรารู้สึกตื้อ คิดอะไรไม่ค่อยออก การหาอาหารให้สมองอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งที่จะช่วยเติมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้กับเรา ทั้งยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวเองได้ด้วย โดยกิจกรรมเหล่านี้อาจช่วยให้เราได้บริหารสมองและรู้สึกผ่อนคลายไปในช่วงเวลาเดียวกันได้ เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างให้ลองเลือกทำกิจกรรมที่เหมาะกับเราดู สักสัปดาห์ละครั้งหรือจะบ่อยกว่านั้นก็ได้

  • อ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน
  • เขียนไดอะรีหรือบันทึกเกี่ยวกับความคิดหรือประสบการณ์ในแต่ละวัน
  • ดูสารคดีหรือดูหนัง
  • การตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ
  • เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ที่สนใจ
  • ลองทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำหรือไม่ถนัด
  1. ดูแลวงสังคมอย่าให้หาย

การแยกตัวบ้านใครบ้านมัน ทำให้แต่ละคนได้รับผลกระทบในระดับที่แตกต่างกันไป การ Stay Connected กับผู้คนอยู่เสมอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถรักษาสุขภาพใจตัวเองได้ การมีคนคอยรับฟังและแลกเปลี่ยนจะช่วยในการรับมือกับเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตได้อย่างรัดกุมและมั่นใจ สิ่งที่สามารถทำเพื่อให้มิติด้านสังคมเพื่อนฝูงเราไม่หายไปไหนคือ

  • โทรศัพท์คุยกับเพื่อนเป็นครั้งคราว
  • ปาร์ตี้ Video Call กับเดอะแก๊ง
  • พูดคุยกับคนในครอบครัวหรือคนรักอยู่เสมอ
  • สอบถามถึงความเป็นอยู่กับเพื่อนที่อาจจะไม่ได้คุยกันเป็นเวลานาน
  • แบ่งปันเรื่องราวความกลัว ความหวัง หรือความลับกับใครสักคนที่เราเชื่อมั่น
  • ค้นหาวงสังคมอื่นๆ ที่น่าสนใจ
  • ทำกิจกรรมกับคนที่อยู่ในบ้านเดียวกันบ้าง
  1. จัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

แม้เราจะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า ‘สุข ทุกข์ มันอยู่ที่ใจ’ แต่ก็ไม่จริงเสียทั้งหมด การศึกษาด้านจิตใจในยุคปัจจุบัน ได้มีการนำสภาพแวดล้อมเข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่ง และพบว่ามันส่งผลต่ออารมณ์และความคิดของเราเช่นกัน ดังนั้นการดูแลให้สภาพแวดล้อมของเราเป็นที่ที่น่าอยู่หรือส่งเสริมความแข็งแรงของจิตใจ จะช่วยให้เรามีความพร้อมเผชิญสิ่งต่างๆ มากขึ้น และยังสามารถเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนอื่นต่อได้อีกด้วย ลองเริ่มจากการปรับสภาพแวดล้อมในเรื่องเหล่านี้ดู

  • จัดสรรช่วงเวลาและพื้นที่ที่ทำให้สามารถจดจ่อและทำงานให้เสร็จได้ดี ในที่นี้รวมถึงการจัดตารางสำหรับกิจวัตรบางอย่างด้วย
  • มีพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสงบ
  • ดูแลไม่ให้สถานที่อาศัยหรือทำงานมีเสียง แสง กลิ่น ที่รบกวนจิตใจ
  • อยู่ท่ามกลางผู้คนที่เป็นกำลังใจหรือทำให้ได้เติบโต เรียนรู้
  • ปรับเปลี่ยน ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยอย่างสม่ำเสมอ
  • ลองหาสิ่งใหม่ๆ เช่น รูปถ่าย ต้นไม้ หรือของประดับเล็กๆ เข้ามาต่อเติมภายในที่พักอาศัย

ทั้งหมดนี้ฟังดูเหมือนเยอะ แต่เป็นเพียงไอเดียเท่านั้น หลักสำคัญคือการดูแลตัวเองให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอย่างแข็งแรงทั้งกายใจ ซึ่งนับว่าสำคัญอยู่แล้วแม้ในสถานการณ์ปกติ แต่ยิ่งสำคัญเมื่ออยู่ท่ามกลางภาวะที่มีความไม่แน่นอน ความเสี่ยง และเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเช่นตอนนี้ อย่าลืมให้กำลังใจตัวเอง และแบ่งปันกำลังใจกับคนรอบข้าง เราเป็นกำลังใจให้ทุกคนเช่นกันนะ

บทความอื่นๆ ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง? เป้าหมายที่ยังห่างไกลความจริง

ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง? เป้าหมายที่ยังห่างไกลความจริง

ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง? เป้าหมายที่ยังห่างไกลความจริง

ไทยเข้าใกล้ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ แล้วหรือยัง? เป้าหมายที่ยังห่างไกลความจริง หลายคนน่าจะได้เห็นอินโฟกราฟิกสื่อสารเรื่องการฉีดวัคซีน 9 ภาพของเพจไทยรู้สู้โควิด เมื่อวานนี้แล้ว (23 สิงหาคม) แต่ถ้าใครยังไม่เห็นก็น่าเสียดายที่ทางเพจได้ลบโพสต์นี้ออกไปแล้ว ถ้าหากมองในแง่ดีอินโฟกราฟิกนี้ทำให้เรากลับมาพูดถึงเรื่อง ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ กันอีกครั้ง

ปัจจุบันไม่มีสายพันธุ์ดั้งเดิมระบาดอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นสายพันธุ์เดลตา ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายได้สูงมาก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่าสายพันธุ์นี้มีค่า R0 ประมาณ 5 ไม่เกิน 10 ดังนั้นภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการควรจะเป็นอย่างน้อย 80% แต่คำนวณแบบกรณีที่เลวร้ายที่สุดเผื่อไว้คือ 90% หรือ 9 ใน 10 คนควรจะได้รับการฉีดวัคซีน

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ขณะนี้มีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม 30% และครบ 2 เข็ม 10% (โดยประมาณ) ไม่ว่าจะมองที่เข็มเดียวหรือ 2 เข็มก็ยังไม่น่าจะพูดได้ว่า ‘เข้าใกล้’ แผน 50 ล้านคน (75%) แต่อย่างใด

“ไทยฉีดวัคซีนเข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่ 50 ล้านคน ตามแผน” หลายคนน่าจะได้เห็นอินโฟกราฟิกสื่อสารเรื่องการฉีดวัคซีน 9 ภาพของเพจไทยรู้สู้โควิด เมื่อวานนี้แล้ว (23 สิงหาคม) แต่ถ้าใครยังไม่เห็นก็น่าเสียดายที่ทางเพจได้ลบโพสต์นี้ออกไปแล้วโดยไม่ได้ชี้แจงอะไรเพิ่มเติม ถ้าหากมองในแง่ดีอย่าง ศบค. ต้องการให้อินโฟกราฟิกนี้ทำให้เรากลับมาพูดถึงเรื่อง ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ กันอีกครั้ง

โดยคำนี้เป็นคำที่ได้ยินมาตั้งแต่ช่วงแรกของการระบาดของโควิด เพราะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าโรคระบาดนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านน่าจะพูดตรงกันว่าสิ่งที่จะสามารถหยุดการระบาดได้คือ ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ (Herd immunity) ซึ่งเป็นระดับภูมิคุ้มกันของประชากร ถ้าหากประชากรมีภูมิคุ้มกันมากจนถึงระดับหนึ่งแล้วก็จะสามารถปกป้องคนที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันไม่ให้ได้รับเชื้อได้

ภูมิคุ้มกันนี้จะเกิดขึ้นได้ 2 แบบ คือ 1. การติดเชื้อตามธรรมชาติ และ 2. การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน หากเป็นโรคที่ไม่มีความรุนแรง เช่น อีสุกอีใส กระทรวงสาธารณสุขก็คงจะปล่อยให้เกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ แต่โควิดเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงจึงเป็นที่มาของยอดการจองวัคซีน 65 ล้านโดสตอนแรก หรือต่อมาจองเพิ่มเป็น 100 ล้านโดส ซึ่งคำนวณจากระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการนั่นเอง

#ที่มาของระดับภูมิคุ้มกันหมู่

สูตรของภูมิคุ้มกันหมู่คือ 1 – 1/R0 โดย R0 (Basic reproductive number) เป็นตัวเลขที่บอกถึงความสามารถในการแพร่กระจายของเชื้อโรค เช่น ไวรัสโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมมีค่า R0 ประมาณ 2-3 หมายความว่าผู้ติดเชื้อ 1 รายจะสามารถแพร่เชื้อต่อให้กับคนอื่นได้อีก 2-3 ราย ดังนั้นภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงแรกจึงควรมีค่าอยู่ระหว่าง 50-66.7% หรือประมาณ 50 ล้านคนอย่างที่อินโฟกราฟิกบอก

แต่ปัจจุบันไม่มีสายพันธุ์ดั้งเดิมระบาดอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นสายพันธุ์เดลตา ซึ่งมีความสามารถในการแพร่กระจายได้สูงมาก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่าสายพันธุ์นี้มีค่า R0 ประมาณ 5 ไม่เกิน 10 ดังนั้นภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการควรจะเป็นอย่างน้อย 80% แต่คำนวณแบบกรณีที่เลวร้ายที่สุดเผื่อไว้คือ 90% หรือ 9 ใน 10 คนควรจะได้รับการฉีดวัคซีน

เท่านี้อาจยังไม่พอ หากนำประสิทธิผลของวัคซีนมาคำนวณด้วย ภูมิคุ้มกันหมู่จะเท่ากับ (1 – 1/R0)/E โดยที่ E เป็นประสิทธิผลวัคซีนในการป้องกัน ‘การแพร่เชื้อ’ ซึ่งถ้าแทนค่าด้วยประสิทธิผล 80% ในการป้องกันการติดเชื้อของวัคซีน Pfizer จากภูมิคุ้มกันหมู่ 80-90% จะเพิ่มขึ้นเป็น 100-112.5% ดังนั้นนอกจากทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ยังต้องมีวัคซีนที่มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้นอีกด้วย

#ไทยเข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่แล้วหรือยัง

สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถฉีดวัคซีนจนถึงระดับภูมิคุ้มกันหมู่ จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เมษายน-มิถุนายน 2564 ซึ่งตอนนั้นมีผู้ได้รับวัคซีน 1 เข็ม 40% และครบ 2 เข็มเพียง 25% เท่านั้น แต่ตอนนี้จำนวนผู้ติดเชื้อกลับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งถึงแม้จะฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มไปแล้วมากกว่า 50% สถานการณ์ปัจจุบันต่างจากตอนที่สายพันธุ์อัลฟาระบาดอย่างสิ้นเชิง 

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย ขณะนี้มีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม 30% และครบ 2 เข็ม 10% (โดยประมาณ) ไม่ว่าจะมองที่เข็มเดียวหรือ 2 เข็มก็ยังไม่น่าจะพูดได้ว่า ‘เข้าใกล้’ แผน 50 ล้านคน (75%) แต่อย่างใด ยกเว้นจะพูดว่าถ้าสามารถจัดหาวัคซีนได้เพียงพอก็จะสามารถฉีดวัคซีนได้ตามแผนภายในสิ้นปี ส่วนระดับภูมิคุ้มกันหมู่น่าจะยิ่งไกลออกไปอีกจนเอื้อมไม่ถึงในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ‘ภูมิคุ้มกันหมู่’ อาจมองในระดับที่เล็กลงมาได้ เช่น จังหวัด ชุมชน โรงเรียน (ถ้าจะเปิดเมืองหรือเปิดให้นักเรียนไปโรงเรียน) หรือมองในระดับกลุ่มประชากร เช่น ผู้สูงอายุ ยกตัวอย่างที่ภูเก็ตมีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็มแล้ว 92% และครบ 2 เข็ม 75% ในขณะที่ผู้สูงอายุได้รับวัคซีนแล้ว 80% แต่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละ 50-100 ราย

#วัคซีนที่จะนับเป็นภูมิคุ้มกันหมู่

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางการสิงคโปร์ประกาศว่าจะไม่นับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac เป็นยอดผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด ด้วยเหตุผลว่าไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อหรือป้องกันอาการรุนแรงจากสายพันธุ์เดลตา ถึงแม้ทางการจะอนุญาตให้ประชาชนฉีดวัคซีนนี้ที่คลินิกเอกชนก็ตาม โดยจะนับแต่ผู้ที่ได้รับวัคซีน Pfizer หรือ Moderna เท่านั้น

วัคซีน Sinovac เข้ามาเป็นวัคซีนขัดตาทัพในประเทศไทย ทั้งใช้เป็นวัคซีน 2 เข็มตั้งแต่ต้นปี และเป็นวัคซีนเข็มที่ 1 ในสูตรไขว้ตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นมา ถึงแม้วัคซีนนี้จะได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลก แต่ประสิทธิผลจากการใช้จริงในต่างประเทศต่ำกว่าวัคซีนชนิดอื่น และเริ่มมีผลการศึกษาในประเทศมากขึ้นว่าภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีน 2 เข็มต่ำกว่ากว่าการฉีดวัคซีนสูตรอื่น

เมื่อพูดถึงภูมิคุ้มกันหมู่จึงมีผู้สงสัยว่าจะนับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac หรือไม่ เนื่องจากประเทศไทยมีทางเลือกไม่มากนักจึงยังต้องนับผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac ครบ 2 เข็มต่อ และกรมควบคุมโรคกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ให้ประชาชนกลุ่มนี้ โดยคาดว่าจะฉีดเป็นวัคซีน AstraZeneca หรือ Pfizer ให้กับกลุ่มเสี่ยงก่อนในช่วงปลายปีนี้เมื่อวัคซีนเข้ามามากพอ

#เมื่อภูมิคุ้มกันหมู่ยังคงห่างไกล

จากเดิมที่เราเคยคาดว่าการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่และทำให้เราเอาชนะไวรัสโควิด-19 ได้ แต่ขณะเดียวกันไวรัสก็กลายพันธุ์จนกระทั่งวัคซีนบางชนิดที่เคย ‘กันติด’ ป้องกันการติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ ลดลงมาเหลือ ‘กันป่วยกันหนัก’ ป้องกันอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต รวมทั้งระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ลดลง ความหวังจึงพุ่งไปที่วัคซีนเข็มที่ 3 หรือวัคซีนรุ่นที่ 2 ในปีหน้า

ระหว่างนี้จึงอาจลดความคาดหวังจากภูมิคุ้มกันหมู่เป็น ‘ความครอบคลุมของวัคซีน’ ที่ป้องกันกลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคนี้ไปก่อน หากกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดใดได้รับวัคซีนมากกว่า 80-90% (ศบค. ควรประกาศเป้าหมายเป็นความครอบคลุม 100%) จังหวัดนั้นจะสามารถเปิดเมืองได้อย่างปลอดภัย เพราะถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้ป่วยหนักจะไม่เกินศักยภาพของระบบสาธารณสุข

ทว่าปัญหาในปัจจุบันนี้คงไม่ใช่ ‘Fake news ด้อยค่าวัคซีนยี่ห้อใดๆ’ เพราะการพูดถึงวัคซีนอย่างตรงไปตรงมาตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่การด้อยค่า และประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลในอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง แต่ปัญหาน่าจะอยู่ที่การจัดหาวัคซีนเข้ามาไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งหากมีวัคซีนที่มีประสิทธิผลและครอบคลุมมากเท่าไรก็จะเข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่มากขึ้นเท่านั้น

บทความอื่นๆ ครอบครัวธนากิจอำนวย ออกแถลงการณ์ เผยดวงตาขวาของลูกนัทจะไม่สามารถมองเห็นได้อีก

ครอบครัวธนากิจอำนวย ออกแถลงการณ์ เผยดวงตาขวาของลูกนัทจะไม่สามารถมองเห็นได้อีก

ครอบครัวธนากิจอำนวย ออกแถลงการณ์ เผยดวงตาขวาของลูกนัทจะไม่สามารถมองเห็นได้อีก 

ครอบครัวธนากิจอำนวย ออกแถลงการณ์ เผยดวงตาขวาของลูกนัทจะไม่สามารถมองเห็นได้อีก  จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือ ลูกนัท ได้เข้าร่วมการชุมนุมกลุ่มทะลุฟ้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนเคลื่อนไปยังแยกสามเหลี่ยมดินแดง กระทั่งในเวลาต่อมาได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา

ล่าสุดวันนี้ (19 สิงหาคม) เฟซบุ๊กส่วนตัวของลูกนัทได้เผยแพร่ความคืบหน้าของการรักษาอาการบาดเจ็บ โดยออกเป็นคำแถลงการณ์มีรายละเอียดระบุว่า

ตามที่ได้ปรากฏข่าวสารเผยแพร่ทั่วไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ว่า ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย (ลูกนัท) ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหน้าและดวงตาจากการดำเนินการควบคุมและสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ ณ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและแยกดินแดง กรุงเทพมหานคร จนต้องเข้ารับการตรวจรักษาจากคณะแพทย์นั้น

ธนัตถ์และครอบครัวธนากิจอำนวย ขอขอบคุณคณะแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ตลอดจนญาติมิตรที่ได้กรุณาช่วยเหลือ หรือติดตามสอบถามอาการบาดเจ็บของธนัตถ์ และความคืบหน้าในการตรวจรักษาด้วยความห่วงใยและปรารถนาดีมาโดยตลอด 

ในการนี้ธนัตถ์และครอบครัวขอเรียนต่อสาธารณชนว่า ที่ผ่านมาทางครอบครัวและคณะแพทย์ผู้รักษายังไม่เคยให้ข่าวใดๆ กับสื่อมวลชนหรือบุคคลที่มิใช่สมาชิกในครอบครัว ฉะนั้น ครอบครัวธนากิจอำนวยจึงขอแถลงข้อมูลตามความเป็นจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในประการแรก ธนัตถ์ได้รับบาดเจ็บโดยมีบาดแผลฉีกขาดเป็นรูปครึ่งวงกลมที่บริเวณคิ้วขวา ลักษณะเกิดจากการถูกกระแทกด้วยวัตถุของแข็งไม่มีคม ลักษณะเป็นกระบอกกลม ซึ่งคณะแพทย์ผู้ตรวจรักษาได้ตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่าธนัตถ์มีแผลบวมช้ำที่เบ้าตาขวาและมีบาดแผลฉีกขาดที่คิ้วขวา กระจกตาขวาฉีกขาด ลูกตาขวาแตก จอประสาทตาขวาลอก จากนั้นธนัตถ์จึงได้เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บจากคณะแพทย์ด้วยการผ่าตัดแล้ว 

ปัจจุบันมีอาการเบื้องต้นปลอดภัยและทรงตัว แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์เพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลามากกว่า 6 เดือน โดยแพทย์มีความเห็นว่าภายหลังการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ดวงตาข้างขวาของธนัตถ์จะไม่สามารถมองเห็นได้อีก

ครอบครัวธนากิจอำนวยขอเรียนว่า ธนัตถ์ได้เข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้บัญญัติรับรองเสรีภาพดังกล่าวไว้ โดยธนัตถ์มีเจตนาที่จะแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบโดยยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาแต่แรกเริ่ม โดยตลอดการร่วมชุมนุม ธนัตถ์ได้แสดงออกและพยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันและหลีกเลี่ยงพฤติการณ์ใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรง หรือความเสี่ยงต่อความรุนแรง ความวุ่นวาย และความเสียหายแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ดังที่ได้ปรากฏหลักฐานเป็นที่รับทราบโดยทั่วไป

ทั้งนี้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) หรือเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องนั้นจะมีอำนาจหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยเคารพและคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยโดยรวมของประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุม 

อย่างไรก็ตาม ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในระหว่างการชุมนุมนั้น คฝ. ได้เลือกใช้มาตรการในการสลายการชุมนุมหลายประการที่มีความเสี่ยงในการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตหรือร่างกายของผู้เข้าร่วมชุมนุม เช่น การยิงแก๊สน้ำตา หรือการยิงกระสุนยางเข้าใส่กลุ่มประชาชนผู้ชุมนุม ทั้งที่การชุมนุมดังกล่าวยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือสถานการณ์การใช้ความรุนแรงถึงระดับที่จะเป็นเหตุให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่มีความรุนแรงในการสลายการชุมนุมดังกล่าว หรือหากแม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในขณะนั้นอยู่ในสภาวะที่จำเป็นจะต้องใช้มาตรการยิงแก๊สน้ำตาหรือยิงกระสุนยางก็ตาม การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็จะต้องกระทำไปตามหลักการและมาตรฐานสากล กล่าวคือ ในการปฏิบัติการยิงแก๊สน้ำตานั้นต้องใช้วิธีการยิงแบบวิถีโค้งในลักษณะโปรเจกไทล์ (Projectile) โดยต้องไม่ทำการยิงวิถีตรงหรือเล็งเข้าหาตัวบุคคลอย่างเด็ดขาด และในส่วนของการยิงหรือใช้กระสุนยางนั้นต้องเล็งยิงไปในบริเวณที่ต่ำกว่าเอวหรือบริเวณขาเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นแก๊สน้ำตาหรือกระสุนยาง ต้องห้ามยิงจากที่สูงหรือมุมสูงโดยเด็ดขาด ซึ่งในกรณีของธนัตถ์ เกิดจากการยิงแก๊สน้ำตาที่ไม่ใช่การยิงแบบวิถีโค้ง จนเกิดเป็นความเสียหายที่ไม่อาจประเมินได้นั่นเอง

ดังนั้น ธนัตถ์และครอบครัวจึงเห็นว่าการใช้มาตรการสลายการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้กําลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนที่เกินจําเป็น ไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสม และไม่สอดคล้องกับแนวทางสากลในการจัดการและควบคุมฝูงชน ทั้งยังเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุและไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากรวมถึงธนัตถ์ได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมของประชาชน

ด้วยเหตุนี้ ธนัตถ์และครอบครัวจึงมีความประสงค์ที่จะใช้สิทธิในการดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งในคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีอื่นใด กับบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อธนัตถ์ เนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่ การปฏิบัติการ และการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวจนถึงที่สุดในทุกวิถีทาง โดยมีเจตนาเพื่อที่จะให้เป็นบรรทัดฐานและแบบอย่างในการปกป้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ที่บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตน และอยู่ร่วมกันในสังคมโดยสามารถแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ รวมถึงเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีของธนัตถ์ และครอบครัวตามกรอบของกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญ โดยการดำเนินการดังกล่าวข้างต้นนี้ ธนัตถ์และครอบครัวมิได้มีเจตนาและมิได้มีความประสงค์ที่จะให้บุคคล กลุ่มบุคคล หรือฝ่ายการเมืองใดนำไปใช้ประโยชน์ในทางการเมือง ไม่ว่าในลักษณะหรือแง่มุมใดก็ตาม

ครอบครัวธนากิจอำนวยขอเรียนว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธนัตถ์ถือเป็นความสูญเสียครั้งร้ายแรงของครอบครัว ซึ่งครอบครัวธนากิจอำนวยหวังว่าการดำเนินการใดๆ ต่อจากนี้จะช่วยไม่ให้เกิดความสูญเสียหรือความรุนแรงในลักษณะเดียวกันต่อบุคคล หรือประชาชนที่ต้องการแสดงออกทางความคิดของตนโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยขอยืนยันว่าการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฯ ของประชาชนต้องไม่ถูกขัดขวางหรือคุกคามโดยรัฐ รวมทั้งการใช้อำนาจหรือการปฏิบัติงานของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายต้องเป็นไปตามแนวทางสันติวิธีและเป็นไปตามหลักสากล โดยหลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือการทำให้เกิดความรุนแรงใดๆ 

บทความอื่นๆ สรุปอัฟกานิสถาน หลังตาลีบันยึดคาบูล รัฐบาลล่มสลาย เรารู้อะไรแล้วบ้าง

สรุปอัฟกานิสถาน หลังตาลีบันยึดคาบูล รัฐบาลล่มสลาย เรารู้อะไรแล้วบ้าง

สรุปอัฟกานิสถาน หลังตาลีบันยึดคาบูล รัฐบาลล่มสลาย เรารู้อะไรแล้วบ้าง

สรุปอัฟกานิสถาน หลังตาลีบันยึดคาบูล รัฐบาลล่มสลาย เรารู้อะไรแล้วบ้าง เกิดอะไรขึ้นที่อัฟกานิสถาน

  • ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี เดินทางออกจากอัฟกานิสถานเมื่อวันอาทิตย์ (15 สิงหาคม) หลังการเจรจาต่อรองเพื่อเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสันตินานหลายชั่วโมงประสบความล้มเหลว ขณะที่กลุ่มตาลีบันซึ่งยึดเมืองหลวงของ 34 จังหวัดโดยใช้เวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ได้วางกำลังปิดล้อมกรุงคาบูล เมืองหลวงของประเทศเอาไว้
  • โฆษกตาลีบันเผยว่า ตาลีบันได้ส่งนักรบติดอาวุธบุกเข้ากรุงคาบูล โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการปล้นสะดม หลังตำรวจท้องถิ่นละทิ้งหน้าที่ โดยก่อนหน้านี้ตาลีบันรับปากว่าจะไม่ยึดคาบูลด้วยกำลัง และรอการเจรจากับรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจปกครองประเทศอย่างสันติ
  • ก่อนหลบหนีออกนอกประเทศ ประธานาธิบดีกานีให้คำมั่นกับประชาชนผ่านโทรทัศน์ว่า เขาจะรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของประชาชนในคาบูล และจะตอบโต้เต็มกำลังกับใครก็ตามที่ฝ่าฝืนกฎหมายและทำลายความสงบเรียบร้อย ซึ่งภายหลังกานีเผยในแถลงการณ์ที่โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า เขาหลบหนีออกนอกประเทศก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุนองเลือดมากไปกว่านี้ 
  • เจ้าหน้าที่เผยว่า ตาลีบันต้องการให้รัฐบาลในคาบูลที่หนุนหลังโดยชาติตะวันตกยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธต้องการให้กานีลาออกมานานแล้ว

ใครอยู่ในอำนาจ และอนาคตรัฐบาลใหม่ภายใต้ตาลีบัน

  • อับดุล ซัตตาร์ มีร์ซักวาล รัฐมนตรีมหาดไทยอัฟกานิสถาน ระบุว่าจะมีการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติไปยังรัฐบาลเฉพาะกาล “ประชาชนชาวอัฟกันอย่าได้กังวล จะไม่มีการโจมตีเมือง และจะมีการถ่ายโอนอำนาจไปยังรัฐบาลเฉพาะกาลอย่างสันติ”
  • เจ้าหน้าที่อัฟกันรายหนึ่งบอกกับสำนักข่าว AP ว่า คณะผู้เจรจาของตาลีบันกำลังมุ่งหน้าไปยังทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงคาบูลเพื่อเตรียมการ ‘ถ่ายโอนอำนาจ’ ส่วนประธานาธิบดีกานีกำลังหารืออย่างเร่งด่วนกับทูตสันติภาพของสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การ NATO
  • โซฮาอิล ชาบีน โฆษกตาลีบันยืนยันกับ นิก โรเบิร์ตสัน นักข่าว CNN ว่ารัฐบาลใหม่จะประกอบด้วยสมาชิกชาวอัฟกันที่ไม่ได้มาจากกลุ่มตาลีบันด้วย แต่เวลานี้ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ว่าคณะรัฐบาลจะมีใครบ้าง แต่พวกเขาจะพยายามให้มีบุคคลที่เป็นที่รู้จักดีในรัฐบาลใหม่
  • ส่วนชะตากรรมของตำรวจและทหารอัฟกานิสถานที่ปฏิบัติหน้าที่ให้รัฐบาลนั้น ชาบีนเผยว่า ทุกคนที่ยอมมอบอาวุธและเข้าร่วมกองกำลังตาลีบันจะได้รับการนิรโทษกรรม พร้อมยืนยันว่าชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาจะปลอดภัย โดยเวลานี้ตาลีบันมีรายชื่อของตำรวจและทหารในทะเบียน ซึ่งจะถูกใช้เป็นกำลังสำรอง และเรียกใช้เมื่อจำเป็น

ปฏิกิริยาจากนานาชาติ

  • คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมประชุมวาระเร่งด่วนในวันนี้ (16 สิงหาคม) ขณะที่ประชาคมโลกต่างประณามกลุ่มตาลีบันที่ใช้ความรุนแรงบุกยึดและขยายอิทธิพลครอบคลุมหลายพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ภายหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตัดสินใจถอนกำลังทางทหารออกจากอัฟกานิสถาน
  • รัสเซียระบุว่า กำลังทำงานกับประเทศอื่นๆ เพื่อจัดการประชุมฉุกเฉินในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดย ซาเมียร์ คาบูลอฟ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียเผยด้วยว่า ทางรัสเซียยังไม่มีแผนอพยพเจ้าหน้าที่ออกจากสถานทูตรัสเซียในกรุงคาบูล โดยตาลีบันได้รับประกันความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่รัสเซียที่ปฏิบัติภารกิจในอัฟกานิสถาน
  • เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า ได้อพยพคณะทูตด้วยเฮลิคอปเตอร์จากสถานทูตไปยังสนามบินแล้ว โดยรัฐบาลได้ส่งทหารไปเพิ่มเติมเพื่อช่วยเคลื่อนย้ายพลเมืองอเมริกัน
  • ก่อนหน้านี้ ไบเดนระบุว่าเวลานี้ขึ้นอยู่กับกองทัพอัฟกานิสถานในการรักษาดินแดนของตนเอง เพราะการส่งทหารอเมริกันไปปฏิบัติภารกิจในประเทศอื่นที่มีสงครามกลางเมืองไม่สิ้นสุดนั้นเป็นเรื่องที่ไบเดนยอมรับไม่ได้ ซึ่งเขายืนยันด้วยว่าไม่เสียใจที่ตัดสินใจถอนทหารอเมริกันออกจากอัฟกานิสถาน

บทความอื่นๆ Hiroshi Fujiwara เจ้าพ่อแห่งวงการสตรีทแวร์ และบิดาผู้ให้กำเนิด Fragment Design

Hiroshi Fujiwara เจ้าพ่อแห่งวงการสตรีทแวร์ และบิดาผู้ให้กำเนิด Fragment Design

Hiroshi Fujiwara เจ้าพ่อแห่งวงการสตรีทแวร์ และบิดาผู้ให้กำเนิด Fragment Design

Hiroshi Fujiwara เจ้าพ่อแห่งวงการสตรีทแวร์ และบิดาผู้ให้กำเนิด Fragment Design ท่ามกลางแฟชั่นไอคอนและแฟชั่นดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นมากมายที่มีอิทธิพลต่อวงการสตรีทแวร์ญี่ปุ่น ชื่อของ Hiroshi Fujiwara น่าจะจัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของผู้คนเหล่านี้ ชายผมยาวประบ่าผู้มักสวมแว่นกันแดดจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวคนนี้ไม่เพียงแต่จะได้ชื่อว่าเป็น ‘เจ้าพ่อแห่งวงการสตรีทแวร์’ (godfather of streetwear) เท่านั้น แต่เขายังได้รับการยกย่องในฐานะบิดาผู้ปลุกปั้น NIGO แห่ง A Bathing Ape และ Jun Takahashi แห่ง UNDERCOVER สองแฟชั่นดีไซเนอร์จากสองแบรนด์สตรีทแวร์ญี่ปุ่นที่โด่งดังที่สุดในโลกอีกด้วย คอลัมน์ Multi Brand ในครั้งนี้จะพาไปทำความรู้จักกับฟูจิวาระทั้งในฐานะของดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์ Fragment Design และในฐานะของชายผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการสตรีทแวร์ญี่ปุ่น

เด็กหนุ่มผู้เชื่อมโลกตะวันตกกับโลกตะวันออก

ฟูจิวาระเกิดและเติบโตในเมืองชายฝั่งทะเลอย่างเมืองอิเสะ จังหวัดมิเอะ ในปี 1964 กระทั่งอายุได้ 18 ปีเขาก็ตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงอย่างโตเกียวที่สภาพแวดล้อมแตกต่างไปจากบ้านเกิดของเขาอย่างสิ้นเชิงและนั่นทำให้เขาตกหลุมรักดนตรีพังก์ร็อกแทบจะในทันที โดยที่ความลุ่มหลงในเสียงดนตรีก็ได้ชักพาฟูจิวาระให้เดินทางไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ต้นกำเนิดแห่งดนตรีประเภทนี้ จนเขาได้มีโอกาสพบกับ Malcolm McLaren ผู้จัดการวง Sex Pistols และผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Seditionaries กับ Vivienne Westwood แมคลาเรนได้บอกกับเด็กหนุ่มว่า ลอนดอนน่ะมันโคตรจะน่าเบื่อ ควรจะไปเมืองใหญ่ๆ อย่างนิวยอร์กมากกว่า

เมื่อกูรูแนะนำเช่นนั้น ฟูจิวาระจึงตัดสินใจตีตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางไปสัมผัสสีสันของชีวิตในอีกซีกโลกหนึ่งอย่างนิวยอร์ก เขาได้รู้จักกับดนตรีฮิปฮอปซึ่งกำลังโด่งดังสุดๆ ที่อเมริกาในช่วงเวลานั้น ความลุ่มหลงในดนตรีอเมริกันได้ส่งผลให้ฟูจิวาระเริ่มหันมาเอาดีด้านการเป็นดีเจ และพยายามแนะนำให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้จักกับดนตรีฮิปฮอปของชาวอเมริกันมากขึ้น ไปจนถึงการก่อตั้ง Tiny Panx วงดนตรีฮิปฮอปที่เขาก่อตั้งร่วมกับเพื่อนๆ ชาวญี่ปุ่น

ควบคู่ไปกับความสนใจดนตรีฮิปฮอป แฟชั่นคืออีกสิ่งหนึ่งที่ฟูจิวาระชื่นชอบไม่แพ้กัน และแม้ว่าในช่วงเวลานั้นแฟชั่นดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นอย่าง Rei Kawakubo และ Yohji Yamamoto จะเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นระดับโลกแล้ว ทว่าสไตล์แฟชั่นที่เขาสนใจก็ไม่ใช่สไตล์ avant-garde ดังเช่นผลงานของดีไซเนอร์ทั้งสองนี้ แต่เป็นสตรีทแวร์และเสื้อผ้าสไตล์วินเทจต่างหากที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ ชื่อของฟูจิวาระเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการสตรีทแวร์ญี่ปุ่นจากการที่เขาได้มีโอกาสพบปะกับ Shawn Stüssy แห่งแบรนด์ Stüssy โดยที่ฟูจิวาระก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม International Stüssy Tribe ซึ่งทำให้เขาได้รับเสื้อผ้าจาก Stüssy อยู่เรื่อยๆ ทั้งสวมใส่เองบ้างและแจกจ่ายให้เพื่อนๆ อยู่เสมอ

ชื่อของฟูจิวาระยังโด่งดังในวงการสตรีทแวร์ญี่ปุ่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาเริ่มเขียนคอลัมน์ Last Orgy ให้กับนิตยสาร Takarajima ซึ่งมักจะหยิบยกเทรนด์ต่างๆ ในวงการสตรีทคัลเจอร์ที่เขาได้พบเจอระหว่างการเดินทางมาให้ผู้อ่านได้รู้จักผ่านคอลัมน์นี้ และส่งให้ชื่อของเขาเป็นที่รับรู้ในฐานะกูรูของสตรีทคัลเจอร์ไปโดยปริยาย

จาก GOODENOUGH สู่ Fragment Design

ภายใต้ความรู้เรื่องสตรีทคัลเจอร์ที่กว้างขวางจนแทบจะไม่มีใครทัดเทียม ฟูจิวาระกลายเป็นไอดอลของวัยรุ่นญี่ปุ่นที่เริ่มหันมาสนใจสตรีทแวร์มากขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในนั้นคือ Tomoaki Nagao ซึ่งใฝ่ฝันอยากจะโด่งดังให้ได้อย่างไอดอลของเขา ต่อมาโทโมอากิกลายเป็นที่รู้จักในชื่อของ NIGO โดยที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฟูจิวาระแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มได้เข้ามาทำงานเป็นผู้ช่วยของฟูจิวาระ

จุน ทาคาฮาชิ คือเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่สนิทสนมกับฟูจิวาระจากรสนิยมทางดนตรีที่ต่างก็ชื่นชอบดนตรีพังก์ด้วยกันทั้งคู่ โดยที่มิตรภาพของพวกเขาก็ได้นำไปสู่การก่อตั้งแบรนด์ Anarchy Forever Forever Anarchy (AFFA) ซึ่งจะผลิตเสื้อผ้าแบบหนึ่งๆ ขึ้นมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้นและจะไม่มีการผลิตซ้ำอีก เอกลักษณ์อีกอย่างของ AFFA คือการผสานดนตรีพังก์กับแฟชั่นเข้าด้วยกันอย่างไม่ก้าวร้าวและดูรุนแรงจนเกินไป เหมาะกับรสนิยมของวงการสตรีทแวร์ญี่ปุ่น

Hiroshi Fujiwara

กระทั่งในปี 1990 ฟูจิวาระก็ได้ก่อตั้ง GOODENOUGH แบรนด์แฟชั่นที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Stüssy และ Anarchic Adjustment แบรนด์เสื้อผ้าจากเกาะอังกฤษGOODENOUGH ได้รับความสนใจแทบจะในทันที เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ GOODENOUGH คือการที่ฟูจิวาระเลือกวางจำหน่ายสินค้าแต่ละชิ้นของ GOODENOUGH อย่างจำกัดมากๆ ส่งผลให้เสื้อผ้าของ GOODENOUGH ขายหมดทันทีในวันที่วางจำหน่าย

นี่คือหลายปีก่อนหน้าที่โลกจะได้รู้จักคำว่าไฮป์ ซึ่งเป็นโมเดลการวางจำหน่ายสินค้าอย่างจำกัดมากๆ ต่อมาแบรนด์อื่นๆ อย่าง WTAPS และ A Bathing Ape ก็ได้ปฏิบัติตาม ก่อนหน้าที่โลกจะได้รู้จักกับ Supreme ครั้งหนึ่งเคยมีแบรนด์อย่าง GOODENOUGH เกิดขึ้น น่าเสียดายว่าหลังจากปี 2004 เป็นต้นมาแบรนด์นี้ก็ได้ยุติการผลิตไป

Hiroshi Fujiwara

แม้ว่า GOODENOUGH จะหยุดนิ่งไป แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าฟูจิวาระจะห่างหายจากวงการสตรีทแวร์ไปเลย เพราะในเวลาต่อมาเจ้าพ่อแห่งวงการสตรีทแวร์ผู้นี้ก็ได้ก่อตั้ง Fragment Design

ความน่าสนใจของแบรนด์นี้คือ ในขณะที่ GOODENOUGH คือแบรนด์ที่ผลิตสินค้าต่างๆ ด้วยตัวเอง หัวใจของ Fragment Design คือการคอลแล็บ พูดให้ชัดขึ้นคือ Fragment Design ไม่เคยผลิตสินค้าของตัวเอง แต่อาศัยการไปร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ที่ทำให้ชื่อของแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการคอลแล็บกับ Nike จนออกมาหนึ่งใน Air Jordan 1 ที่ราคาแพงที่สุดในโลก ไปจนถึงการร่วมงานกับแบรนด์หูฟังอย่าง Beats by Dre และแบรนด์รถหรูอย่าง Maserati ทำให้ Fragment Design

กลายเป็นแบรนด์ที่คอลแล็บกับแบรนด์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลายมากที่สุดในโลก โดยที่เมื่อโลโก้สายฟ้าคู่ของ Fragment Design ไปปรากฏอยู่บนสินค้าของแบรนด์นั้นๆ จะช่วยให้มูลค่าของมันพุ่งสูงขึ้นอีกด้วย 

Hiroshi Fujiwara

เป็นเรื่องที่ชวนให้ประหลาดใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมแบรนด์ที่ไม่เคยผลิตโปรดักต์เองเลยอย่าง Fragment Design ถึงกลายเป็นที่คลั่งไคล้ขึ้นมาได้ แต่หากย้อนกลับมามองที่ตัวตนของฟูจิวาระจริงๆจะเห็นว่าFragment Designนี่แหละที่สะท้อนให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเขา นับตั้งแต่วันแรกๆ ที่เขาเดินทางไปลอนดอนในวันที่ยังเป็นวัยรุ่นโนเนม

สู่ฐานะเจ้าพ่อวงการสตรีทแวร์ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความเคารพ ชีวิตของฟูจิวาระเกี่ยวข้องกับการพบปะผู้คนและการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่างๆ ระหว่างตัวเขากับบุคคลอื่นอยู่เสมอ หากพิจารณารูปแบบการทำงานของ Fragment Design ก็ย่อมจะเห็นถึงเอกลักษณ์นี้ นั่นคือการที่เขาและแบรนด์ของเขาทำงานอยู่กับการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ และแบรนด์อื่นๆ อยู่ตลอดเวลา 

Hiroshi Fujiwara

นับจากวันที่เขาเริ่มเขียนคอลัมน์แนะนำเทรนด์ต่างๆ ในสตรีทคัลเจอร์มาถึงยุคปัจจุบัน รสนิยมของเขาส่งอิทธิพลในวงการสตรีทแวร์เสมอมา เมื่อไหร่ก็ตามที่ Fragment Design เลือกจะไปคอลแล็บกับใครนั่นเท่ากับว่าเขาได้รับรองแบรนด์นั้นๆ จากรสนิยมของเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Moncler, Louis Vuitton, Bearbrick

หรือกระทั้ง Travis Scott ที่แม้ว่าแบรนด์เหล่านี้จะโด่งดังอยู่แล้ว แต่เมื่อมีโลโก้สายฟ้าคู่ของ Fragment Design ไปปรากฏอยู่บนสินค้าชิ้นหนึ่งๆ ก็เท่ากับมีชื่อของฟูจิวาระไปรับรอง จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมโลโก้เล็กๆ ของ Fragment Design จะส่งผลให้สินค้าชิ้นหนึ่งๆ ไฮป์ขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็น

บทความอื่นๆ โกรธประเทศจนไม่เป็นอันทำอะไร เรียนรู้วิธีขจัดคราบความโกรธฝังแน่นด้วยวิถีแม่บ้าน

โกรธประเทศจนไม่เป็นอันทำอะไร เรียนรู้วิธีขจัดคราบความโกรธฝังแน่นด้วยวิถีแม่บ้าน

โกรธประเทศจนไม่เป็นอันทำอะไร เรียนรู้วิธีขจัดคราบความโกรธฝังแน่นด้วยวิถีแม่บ้าน

โกรธประเทศจนไม่เป็นอันทำอะไร เรียนรู้วิธีขจัดคราบความโกรธฝังแน่นด้วยวิถีแม่บ้าน ช่วงที่ผ่านมาฉันไม่สามารถ ‘ไม่โกรธ’ สิ่งที่เผชิญอยู่ในแต่ละวันได้เลย ภาวะโรคระบาดระลอกใหม่ที่รัฐจัดการไม่ได้ทั้งที่มีเวลาเตรียมพร้อมร่วมปี การพยายามปกป้องความล้มเหลวที่ว่าด้วยตรรกะพิกลพิการ วิธีเอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือทำลายคนเห็นต่างอย่างน่าไม่อาย การสื่อสารของเพื่อนที่ชวนให้สงสัยว่าเราอยู่กันคนละโลกใช่ไหม 

หรือแม้แต่การโกรธตัวเองที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากแสดงออกซึ่งความโกรธนี้ในหน้าวอลล์ของตัวเอง หรือพยายามพิมพ์เหตุผลยาวเหยียดในช่องคอมเมนต์ใต้โพสต์บิดเบี้ยวของรัฐมนตรี หน่วยงาน หรือ ‘ผู้ใหญ่’ ที่การกดโกรธก็ไม่ทำให้หายขุ่นข้องใจ 

ฉันรู้ ประโยครสพระธรรมอย่าง ‘โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า’ ยังติดอยู่ในหัว และรู้ว่าก็ใกล้จะบ้าเข้าจริงๆ นั่นแหละ ฉันหงุดหงิดง่าย ความอดทนต่ำ ร้องไห้โฮออกมาได้เลยหากเจอข่าวเศร้า แต่กลับไม่อาจร่าเริงยิ้มกว้างได้แม้พอจะมีข่าวดีขึ้นมา 

ฉันบ่นกับครูโยคะที่นัดเจอกันผ่านหน้าจอทุกคลาสว่าปวดหัวจะระเบิดและรู้สึกแย่เหลือเกิน ท่าอาสนะที่เคยทำได้ก็เขม็งเกร็งขัดข้อง ครูโยคะบอกว่าความเครียดและความโกรธกดลงอยู่บนบ่าฉัน (ในความหมายตามนั้น ไม่ใช่เปรียบเปรย) กล้ามเนื้อที่บ่าตึงจนเจ็บปวด ส่งผลให้มันลามไปกินหัวและป่วยจนชักจะส่งผลกระทบต่อการงานที่ทำ

ยืดเหยียดก็แล้ว Social Detox ก็แล้ว บอกตัวเองซ้ำๆ ว่าอย่าโกรธๆ ก็แล้ว แต่อาการก็ไม่ยักจะดีขึ้น จนกระทั่งงานการทั้งหลายที่ผัดผ่อนมาจนถึงเดดไลน์  ช่วงเวลาเส้นตายที่ชีวิตมักจะหาทางออกให้เราเอง ฉันก็พบว่า การทำงานบ้านช่วยกอบกู้สติที่ขุ่นมัวจากความโกรธ ให้กลับมาฟังก์ชั่นและทำสิ่งที่ต้องทำให้ลุล่วงได้

แม้มันจะดูบ้าบออยู่สักหน่อยที่จะต้องส่งงานก่อน 6 โมงเย็น แต่ 4 โมงเย็นก็ลุกจากโต๊ะไปกวาดห้อง เดี๋ยวจะมีประชุมปรับแผนงานกับลูกค้าตอนบ่ายสอง ก็ใช้เวลา 15 นาทีสุดท้ายก่อนประชุมไปกับการพับผ้า หรือง่วงจนตาจะปิดแต่ยังนอนไม่ได้จนกว่าจะส่งงานลุล่วง ฉันก็ยังใช้เวลาสั้นๆ หลังแวบไปเข้าห้องน้ำในการขัดอ่างล้างหน้าเสียหน่อย 

ยิ่งขอบเขตของงานบ้านชัดเจนเท่าไหร่ ยิ่งช่วยเรียกสติได้ดีเท่านั้น คล้ายกับฉันจะรู้ได้ทันทีว่าเมื่อเช็ดคราบน้ำจากกระจกบานนี้สำเร็จแล้ว ฉันจะกลับไปทำงานที่งมอยู่นานให้เสร็จได้ 

ฉันเคยหาคำตอบในเชิงจิตวิทยา นักวิจัยมากมายพูดตรงกันว่า ความรกรุงรังก่อกวนคุณภาพชีวิตและสมาธิของเราแน่นอน เรามักมีเปอร์เซ็นต์หดหู่และห่อเหี่ยวใจมากกว่าหากบ้านที่เราอาศัยอยู่ระเกะระกะหรือเต็มไปด้วยงานบ้านที่ยังจัดการไม่เสร็จ 

มอตโต้ ‘ชีวิตดีขึ้นทุกด้านด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว’ ของคนโดะ มาริเอะ จึงไม่ได้เป็นเมจิกเกินจริง 

ยิ่งในยามที่ชีวิตเครียดเคร่งและรู้สึกยากเย็นด้วยเงื่อนไขเรื่องโรคระบาด การจัดการของรัฐ ไปจนถึงสภาพเศรษฐกิจ ทำให้เรา ‘ควบคุมอะไรไม่ได้’ การที่ได้ลงมือทำเรื่องง่ายๆ ที่ควบคุมได้ มองเห็นเป้าหมาย และทำมันสำเร็จ จะช่วยเยียวยาเราได้มากกว่าที่คิด เมื่อเราถูพื้นห้องเราจะสะอาด เมื่อเราเก็บตู้เย็นเราจะมีที่ว่างใส่อาหารมื้อใหม่ เมื่อเราซักผ้าแต่เช้าเราจะมีเสื้อผ้าหอมแดดใส่ (หากฝนไม่ใจร้ายตกหนักใส่เราซะก่อน)

งานบ้านที่เคยเกี่ยงงอนไว้ก่อน กลายเป็นเสื้อชูชีพของฉันไปเสียแล้ว 

แน่นอน บางคนอาจเป็นการเล่นเกมให้ผ่านด่าน บางคนอาจเป็นการทำงานง่ายๆ อย่างการเช็กอีเมลให้หมด หรือบางคนขอแค่ได้กินอิ่มท้องก็พร้อมเดินหน้า–วิธีการเหล่านี้คือเครื่องมือที่เราต้องหาให้เจอ แล้วหยิบมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ชีวิตดำดิ่ง

ไม่มีเงื่อนไขของใครเหมือนกัน ด่านที่ต้องเอาชนะของแต่ละคนก็ยาก-ง่ายแตกต่าง ฉันได้แต่หวังให้ทุกคนหาเจอและผ่านพ้นมันไปได้เท่าที่ใจยังไหว 

จากฉัน ผู้กำลังขัดคราบน้ำมันออกจากเตาอบอย่างขะมักเขม้นระหว่างการเขียนต้นฉบับ ส่วนคราบโกรธฝังแน่นที่มีต่อรัฐ ฉันตั้งใจจะปล่อยไว้ เมื่อไหร่มีโอกาสใช้สิทธิในการโหวตได้ ฉันมั่นใจจำแม่นเหลือเกินว่าใครทำอะไรไว้บ้าง! 

บทความอื่นๆ เมื่อไรถึงเรียกว่าหายป่วยจากโควิด หายป่วยแล้วต้องทำอะไรบ้าง