บทความ » Clubhouse คืออะไร ทำไมมีแอปฯ ‘ไม่ได้แปลว่าเล่นได้’

Clubhouse คืออะไร ทำไมมีแอปฯ ‘ไม่ได้แปลว่าเล่นได้’

12 กุมภาพันธ์ 2021
169   0

Clubhouse คืออะไร ทำไมมีแอปฯ ‘ไม่ได้แปลว่าเล่นได้’

Clubhouse คืออะไร ความพิเศษของมันอยู่ที่ส่วนไหน ทำไมสื่ออย่าง Bloomberg ถึงยกให้มันมีศักยภาพมากพอจะเป็น ‘Social Media’s Next Star’ หรือ ‘The Next Killer Smartphone App’ แถมมีข่าวแล้วว่า Facebook ก็อยากจะพัฒนาฟีเจอร์ที่มีรูปแบบการใช้งานคล้ายคลึงกันออกมาแข่งกับพวกเขา

แล้วโอกาสของแบรนด์ หรือ ผู้ผลิตคอนเทนต์อยู่ใน ‘ห้องไหน’ หรืออีเวนต์ใดของแอปฯ นี้ THE STANDARD WEALTH จะมาอธิบายให้คุณได้รู้จักมันแบบ ‘ทุกห้องทุกซอกมุม’ ในบทความนี้

Clubhouse แพลตฟอร์มสนทนาในรูปแบบ ‘เสียง’ ที่ต่อให้มีแอปฯ ก็ไม่ได้แปลว่า ‘เล่นได้ทุกคน’ 

Clubhouse คือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มี รูปแบบการสนทนาและการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งานในชุมชนผ่าน ‘เสียง’ เป็นหลัก ด้วยคอนเซปต์ง่ายๆ ที่ทีมผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง โรฮาน เซธ (Rohan Seth) และพอล เดวิสัน (Paul Davison) ตั้งใจจะให้โลกที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้นเป็นพื้นที่ที่ให้ผู้คนได้พบปะกับเพื่อนใหม่ ผู้คนจากรอบโลก

พร้อมแบ่งปันเรื่องราวที่ตัวเองสนใจ เรื่องซึ่งเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก หรือความสนใจเฉพาะทางในประเด็นที่ Niche มากๆ สามารถตั้งคำถาม เปิดประเด็นถกเถียง ดีเบต เก็บข้อมูลความรู้เข้าคลังสมอง และพูดคุยในประเด็นท็อปปิกร้อนซึ่งกำลังเป็นที่สนใจจากสังคม 

โดยตัวผู้ใช้งานสามารถเข้า-ออก ห้องสนทนาห้องต่างๆ ได้อย่างอิสระ ประหนึ่งว่า ‘เรากำลังเข้าอีเวนต์งานสัมมนาเวทีใหญ่ๆ’ แล้วมีเวทีย่อยๆ ที่มีประเด็นดีเบต ให้ความรู้น่าสนใจหมุนเวียนกันไปตามแต่ละช่วงเวลาให้เราเลือกเข้าไปนั่งฟังได้ตามต้องการ

ส่วนสาเหตุที่ต้องเป็นการสนทนาผ่านรูปแบบเสียงเพียงอย่างเดียว ก็เพราะว่าทั้งเซธและเดวิสันมองว่า เสียงเปรียบเสมือน ‘สื่อกลางที่ดี’ และพิเศษที่สุดในแง่ของการสร้างบทสนทนา โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิดกล้อง หรือมานั่งกังวลกับการ Eye Contact และประเด็นความเป็นส่วนตัวของเราที่ไม่ได้อยากจะแชร์ให้คนอื่นรู้ว่าเราทำอะไรที่ไหน แต่งหน้าแต่งตัวอย่างไร

นอกจากนี้ การพูดผ่านไมค์ของสมาร์ทโฟนก็ยังง่ายกว่าการบรรจงนิ้วพิมพ์ข้อความบนแป้นคีย์บอร์ดสมาร์ทโฟนอีกด้วย ซึ่งทำให้บทสนทนาต่างๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วมากกว่า ที่สำคัญ น้ำเสียงที่คุณใช้ในการสนทนากับผู้อื่นก็ยังเป็นอีกหนึ่งความได้เปรียบที่ทำให้ข้อความที่เราต้องการจะสื่อสารนั้นเก็บรายละเอียดในแง่ของ ‘อารมณ์’ หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ปลีกย่อยได้ดีกว่าข้อความตัวอักษรอีกด้วย

เรียกง่ายๆ ว่านี่คือการทำลายเพนพอยต์ของโลกเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ทันสมัยจนเกินไป และทำให้เส้นแบ่ง ‘ความเป็นส่วนตัว’ ของเราเริ่มบางลงเรื่อยๆ เพราะในบางครั้ง ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียก็อยากจะแค่เข้าร่วมบทสนทนาโดยที่พวกเขาไม่ได้ต้องการจะเปิดเผยตัวตน หรือให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทำอะไรที่ไหน กับใคร มีสภาพบริบทแวดล้อมอย่างไร

“เป้าหมายของเราคือการสร้างประสบการณ์ทางสังคมที่ให้ความรู้สึกถึง ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่มากขึ้น (Felt more human) แทนที่จะใช้การโพสต์ข้อความ ความคิดเห็น ความรู้สึกนึกคิด แต่คุณสามารถเข้าร่วมกับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ด้วยการพูดคุยกับพวกเขา ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของ Clubhouse ก็คือการสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ตอนที่กดออกจากแอปฯ ในช่วงสิ้นสุดเซกชันสนทนา เป็นความรู้สึกที่ดีกว่าตอนที่เปิดแอปฯ ขึ้นมา เนื่องจากมันได้ช่วยให้คุณได้สร้างสรรค์มิตรภาพและพบเจอผู้คนใหม่ๆ เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ จากพวกเขา” เซธและเดวิสันกล่าวบนหน้าเว็บไซต์ของ Clubhouse

โดยในช่วงวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา มีการเปิดเผยกันว่า ผู้ใช้งาน Clubhouse มีจำนวนมากกว่า 2 ล้านรายทั่วโลกแล้ว นับตั้งแต่ที่แพลตฟอร์มเริ่มเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

แพลตฟอร์มที่ไม่ได้แค่ ‘ดาวน์โหลด’ ก็จะเข้าเล่นได้เลยทันที

แล้วในเชิงการใช้งานล่ะ แพลตฟอร์ม Clubhouse มีวิธีการใช้งานเบื้องต้นอย่างไร

อันดับแรกคือ เราต้องดาวน์โหลดแอปฯ​ Clubhouse มาก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังมีให้โหลดแค่บนแพลตฟอร์ม iOS เท่านั้น (Play Store ยังต้องรอต่อไป) แต่ก็ใช่ว่าเราโหลด Clubhouse มาแล้วจะสามารถเข้าใช้งานเล่นได้ทันที เพราะถ้าเราไม่ได้รับคำเชิญจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ ให้ดาวน์โหลดแอปฯ ก็จะต้องรอในห้อง Waitlist เพื่อให้ผู้ใช้งาน Clubhouse คนก่อนๆ ที่เป็นเพื่อนของเรา (เชื่อมโยงจาก Contact) ตอบตกลงที่จะให้เราเข้าร่วมแพลตฟอร์มนี้นั่นเอง

Clubhouse appstore

ในแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า Clubhouse ยังอยู่ในช่วงของการให้ใช้แพลตฟอร์มแบบ Beta หรือยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานแบบเต็มอัตรา พวกเขาจึงเลือกใช้วิธีนี้ในการคัดกรองผู้ใช้งานในระดับเบื้องต้น 

แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็อาจจะมองได้ด้วยว่า วิธีการเพิ่มผู้ใช้งานในแบบนี้เป็นไปตามความตั้งใจของ Clubhouse ที่เน้นการสานปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนล้วนๆ เพราะฉะนั้น การเพิ่มระบบที่จะให้เข้ามาใช้งาน Clubhouse ได้ก็ต่อเมื่อมี ‘เพื่อนแนะนำเพื่อน’ จึงเป็นการเพิ่มความหมายของคำว่า ‘ชุมชนผู้ใช้งาน’ ให้ลุ่มลึกมากขึ้น ทั้งยังตอบโจทย์ของการเป็น ‘คลับเฮาส์’ ตามชื่อของตัวแพลตฟอร์มอีกด้วย

ซึ่งในอนาคต หาก Clubhouse เปิดให้ดาวน์โหลดผ่านแพลตฟอร์ม Play Store ได้ ก็น่าจะมีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน

อย่างไรก็ดี ผู้พัฒนาแอปฯ ก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่า พวกเขาไม่ได้ต้องการให้พื้นที่บนโลกของ Clubhouse เป็นดินแดนลึกลับที่ ‘เอ็กซ์คลูซีฟ’ และ ‘เปิดรับ’ เฉพาะผู้ใช้งานแค่บางกลุ่มแต่อย่างใด ซึ่งตัวพวกเขาก็กำลังเร่งจะพัฒนา Clubhouse ให้พร้อมรองรับผู้ใช้งานทั่วๆ ไปในจำนวนที่มาก แต่ 2 เหตุผลสำคัญที่ยังทำให้ไม่สามารถดำเนินการเช่นนั้นได้ คือ

1. ต้องการให้ชุมชนผู้ใช้งานบน Clubhouse ค่อยๆ เติบโตทีละเล็กละน้อย ไม่ต้องหวือหวาเกินไป มากกว่าจะโตแบบ 10x ชั่วข้ามคืน เพราะจะช่วยให้พวกเขาสามารถรักษาจุดยืนความหลากหลายของชุมชนผู้ใช้งานได้ต่อไป รักษาความเป็นตัวเองได้มากที่สุด ช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถปรับการใช้งานแพลตฟอร์มได้ทันต่อการเติบโต 

2. ทีมงานมีขนาดเล็กมากๆ จึงยังไม่สามารถพัฒนาฟีเจอร์ต่างๆ ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย (ยังเป็นแค่สตาร์ทอัพ) ซึ่งนับจนถึงปลายมกราคมที่ผ่านมา เซธและเดวิสันบอกว่า บริษัทพวกเขาเพิ่งจะมีพนักงานเต็มเวลาแค่สองคนเท่านั้นคือ ‘เซธและเดวิสัน’ หรือแค่พวกเขาเท่านั้นเอง! นั่นจึงทำให้ Clubhouse ยังไม่พร้อมที่จะเปิดรับการใช้งานของผู้คนจำนวนมากๆ พร้อมกันในเวลานี้

ตัดกลับมาที่วิธีการใช้งาน Clubhouse เมื่อเราได้รับคำเชิญหรือการตอบรับจากเพื่อนผู้ใช้งานที่อยู่บนแพลตฟอร์มก่อนหน้าแล้ว เราก็สามารถเลือกติดตามประเด็นความสนใจที่อยากรู้ได้ตามความสนใจหรือความชื่นชอบของตัวเองอีกด้วย ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ประเด็นเทคโนโลยี, การลงทุน, ศิลปะ สังคม วัฒนธรรม, การดูแลตัวเองและการรักษาสุขภาพ, กีฬา ฯลฯ ตามแต่ที่เราจะไขว่คว้า แล้วก็ยังสามารถกดเลือกติดตามผู้คนที่มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ บนแพลตฟอร์ม

ไม่ว่าจะเป็น คานเย เวสต์, จาเร็ด เลโต, อีลอน มัสก์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือแม้กระทั่ง แจ็ค ดอร์ซีย์ (ซีอีโอ Twitter)

แล้วเราก็ยังสามารถเลือกเข้าเซกชันการสนทนาใน ประเด็นต่างๆ ที่ต้องการได้ตามความถนัด ความสนใจ ซึ่งแต่ละห้องจะมีผู้สนทนาสูงสุดมากกว่า หลักพันราย แถมยังเลือกเข้าออกเซกชันสนทนาแต่ละห้องได้ด้วยตัวเอง

ซึ่งในแต่ละบทสนทนานั้น เราจะได้รับทบาทการเป็นผู้ฟังที่ดี ที่หากมีคำถามที่ต้องการจะซักถามโมเดอเรเตอร์หรือผู้เปิดห้องสนทนานั้น ก็จำเป็นจะต้องกดปุ่มยกมือขึ้น (Raise your hand) 

หลังจากนั้น ถ้าเราได้รับอนุญาตเพื่อเปิดไมค์ เราถึงจะมีโอกาสได้ยิงคำถาม ซักไซร้ หรือร่วมถกเถียงกับผู้เปิดประเด็นนั่นเอง

บทความอื่นๆ ลัทธิทงฮัก มีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงสำคัญ