บทความ » Don Quijote กับแผนการขุด ขุมทรัพย์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Don Quijote กับแผนการขุด ขุมทรัพย์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

29 กันยายน 2020
765   0

Don Quijote กับแผนการขุด ขุมทรัพย์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Don Quijote กับแผนการขุด ขุมทรัพย์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตรงข้าม กับห้างสรรพสินค้าอิเซตัน ประเทศไทย ที่เพิ่งปิดตัวลง หลังดำเนินธุรกิจมาเกือบ 3 ทศวรรษในย่านใจกลางกรุงเป็นที่ตั้งของ Don Don Donki ซึ่ง เป็น อีกหนึ่งแบรนด์ของ Don Quijote ยักษ์ใหญ่ด้านดิสเคาน์สโตร์ ของ แดนซามูไรที่กำลังคึก คักไปด้วยลูกค้าคนไทยที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอย

บทความจาก Nikkei Asian Review รายงานว่าขณะที่คู่แข่งใน ห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นหลายรายไม่ได้ รับความนิยม จาก ความต้องการใน ท้องถิ่นเท่าไรนัก ทว่า Don Quijote ก็เตรียมที่จะขยายธุรกิจ ไม่เพียง แต่ ในประเทศไทยเท่านั้น

หลังจาก ดำเนินธุรกิจมา 28 ปี ห้างสรรพสินค้า อิเซตัน ประเทศไทย ก็ปิดตัวลงในวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา Isetan Mitsukoshi Holdings ตัดสินใจปิดฉากห้างสรรพสินค้าที่มีด้วยกันถึง 6 ชั้น เนื่องจาก ยอดใช้จ่าย ของ ลูกค้าที่ลดลง

สำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม ยอดขาย ที่ร้าน ลดลง 7% สู่ระดับ 4.42 พันล้านเยน หรือประมาณ 1,326 ล้านบาท ทำให้ขาดทุนสุทธิ 752 ล้านเยน หรือ 226 ล้านบาท 

ธุรกิจห้าง สรรพสินค้ากำลังตกอยู่ใน ที่นั่งลำบากในทำนองเดียวกันทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อิเซตันพลิกขาดทุนสุทธิในสิงคโปร์ 2 ปีติดต่อกัน จนถึงปีงบประมาณ 2019 ในเดือนมีนาคมที่ ผ่านมา Isetan เพิ่งปิดสาขาในย่านจูร่งไป

ขณะที่ Takashimaya คู่แข่งบนสังเวียนห้างสรรพสินค้า ญี่ปุ่นก็ กำลังสูญเสียเงินให้ กับ ธุรกิจในไทยและเวียดนาม ซึ่งปีที่แล้วห้างสรรพสินค้าโตคิวก็เพิ่ง ปิดสาขาที่ อยู่ชานเมืองกรุงเทพฯ ไป 

ห้างสรรพสินค้าญี่ปุ่นได้ เร่งรีบขยายธุรกิจใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงปี 1980 เวลานั้นสุภาษิตที่มักหยิบขึ้นมาพูดคือ ‘สินค้ามี คุณภาพ สามารถขาย ได้โดย ไม่คำนึงถึงราคา’ แต่ตรรกะนั้นใช้ไม่ได้จริงอีกต่อไปในเวลานี้ 

ตัวอย่างเช่น ห้างอิเซตันในกรุงเทพฯ ที่เคยขาย เครื่องแต่งกาย ที่มีราคาสูงกว่าในญี่ปุ่น 2-3 เท่า ทว่าราคาเสื้อผ้านั้น “ไม่สามารถเข้า ถึงได้มาก สำหรับ ชนชั้นกลางไทย และพวกเขายังมุ่งเน้นที่ กลุ่มลูกค้า ร่ำรวยมากเกินไป” แหล่งข่าว กล่าวกับ Nikkei Asian Review 

แต่ Don Quijote ได้ หลีกเลี่ยง ความผิดพลาด นั้น ตัวอย่างเช่น ร้าน Don Don Donki ในกรุงเทพฯ มีสินค้าที่ แน่นขนัด ไม่ต่างกับ Don Quijote ดั้งเดิม โดยสินค้า ส่วนใหญ่มีราคาสูงกว่า ที่ญี่ปุ่น ประมาณ 50% เท่านั้น 

Don Don Donki ดำเนินการ โดย Pan Pacific International Holdings ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Don Quijote ได้วางแผน ให้ Don Don Donki

เป็นตัวเลือกสำหรับการขยายตัวใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร้านแรก ที่เปิดตัวในสิงคโปร์ในเดือนธันวาคม ปี 2017 ตอนนี้มีทั้งหมด 8 สาขาที่ กระจายตัวอยู่

Pan Pacific วางแผน ที่จะใช้ธุรกิจ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็น จุดเริ่มต้นในการเพิ่มรายได้ จาก ต่างประเทศเป็น 1 ล้านล้านเยน หรือราว 3 แสนล้านบาท สำหรับปีงบ ประมาณที่สิ้นสุด ใน เดือนมิถุนายน 2030 เพิ่มขึ้นจาก 1.151 แสนล้านเยน หรือ 3.45 แสนล้านบาทจากปีงบประมาณล่าสุด

กลยุทธ์การขยายธุรกิจ ในต่างประเทศไม่ได้ ต่างจากที่ธุรกิจห้างสรรพสินค้าใช้ แต่มีปัจจัยบางอย่าง ทำให้ Don Quijote ได้เปรียบกว่า

สิ่งสำคัญคือ การ เปลี่ยนแปลงรสนิยมไป สู่สินค้าที่มีราคาต่ำกว่าสำหรับผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่า ชนชั้นกลางจะขยายตัวในภูมิภาคนี้

แต่การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ พวกเขา ต้องรัดเข็มขัด ซึ่งไม่เหมือนกับญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่อยู่อาศัย ของ ประชากรวัยหนุ่มสาว

ครึ่งหนึ่งของผู้อยู่อาศัยในภูมิภาคนี้ในปีที่แล้วมีอายุน้อยกว่า 30 ปี ตาม การประมาณการ ของ สหประชาชาติ สภาพตลาดเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อห้างสรรพสินค้าที่ ขายสินค้าราคาแพง 

เพราะ “แม้ว่าสินค้าญี่ปุ่นจะมีภาพลักษณ์ที่ดี แต่ความต้องการของราคาที่ลดลงก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในหมู่ผู้บริโภคท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ” Shining Consult ซึ่งได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมค้าปลีกระบุ ซึ่งจุดนี้ Don Quijote ได้เปรียบตรงที่มีภาพลักษณ์ของการเป็นร้านสินค้าลดราคาอยู่แล้ว

สำหรับ Don Quijote ยังได้รับ การสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างรวดเร็วของญี่ปุ่น และเนื่องจาก “พวกเขาไม่สามารถเดินทาง (ไปญี่ปุ่น) ได้เนื่องจากโควิด-19 ดูเหมือนว่าจะมีลูกค้าจำนวนมากไป ที่ ร้านค้าในท้องถิ่นเพื่อสัมผัสความเป็นญี่ปุ่น” นักเศรษฐศาสตร์ไทยกล่าว

ขณะเดียวกันถึง Don Quijote จะมี จุดแข็งตรงที่มีการจัดร้านที่ไม่เหมือนใครและมีแฟนๆ มากมายใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่บนสมรภูมิค้าปลีก Don Quijote ยังคงต้องเจอกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่ จาก ห้างสรรพสินค้าที่ ต่างพยายามชูจุดเด่น ‘มอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร’ 

ตัวอย่างเช่น กลุ่มเซ็นทรัลมีแผนจะเปิดห้างสรรพสินค้าในประเทศไทยปีละ 2-5 แห่ง ขณะที่ห้างสรรพสินค้า Aeonของญี่ปุ่นตั้งเป้าสร้าง 16 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแห่งแรกในเมียนมาด้วย

บทความอื่นๆ สิงคโปร์ สู้วิกฤตโควิด-19 ด้วยการพัฒนาศักยภาพประชาชน