บทความ » Happy Together เมื่อ การยึดติด และ ความสับสน

Happy Together เมื่อ การยึดติด และ ความสับสน

14 พฤศจิกายน 2020
854   0

Happy Together เมื่อ การยึดติด และ ความสับสน หลังจากผู้เขียนที่ได้เป็นมือใหม่หัด ‘กระทำความหว่อง’ เป็นครั้งแรกไปแล้ว ใน In The Mood For Love (2000) ผลงานระดับขึ้นหิ้งของผู้กำกับชาวฮ่องกง หว่อง กาไว

 บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์เรื่อง In the Mood for Love *

ควันบุหรี่ แสงไฟซึมเซา บรรยากาศแสนเหงา บทเพลงเร้าอารมณ์ บวกกับการตัดต่ออันเฉียบคม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้กำกับชาวฮ่องกง หว่องกาไว ที่ทำให้คอภาพยนตร์หลายคนต่างหลงใหลไปกับเรื่องราวความสัมพันธ์เปลี่ยวเหงาที่เขามักหยิบมานำเสนอ

แม้โดยพื้นฐานจะเป็นคนชอบดูภาพยนตร์และเคยได้ยินคนพูดถึงพฤติกรรม ‘กระทำการหว่อง’ มาหลายครั้ง แต่ผู้เขียนมักจะถูกหน้าหนังและบรรยากาศเชื่องช้า หลอกตาว่าผลงานของหว่องกาไวน่าจะดูยากและกินพลังงานสูง จนไม่เคยได้รับชมผลงานของเขาจริงๆ สักที

ล่าสุดเมื่อ สหมงคลฟิล์ม ได้หยิบนำผลงานระดับขึ้นหิ้งของหว่องกาไวอย่าง In the Mood for Love (2000) กลับมาฉายในโรงภาพยนตร์อีกครั้งเพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของภาพยนตร์เรื่องนี้ เลยเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เขียนจะขอลองเป็น ‘มือใหม่หัดหว่อง’ ดูสักครั้ง

In the Mood for Love บอกเล่าเรื่องราวของ คุณนายชาน (จางม่านอวี้) และ คุณเชา (เหลียงเฉาเหว่ย) ที่ย้ายมาอยู่ในห้องเช่าติดกันในวันเดียวกันพอดี ทั้งสองต่างแต่งงานและมีคู่ครองแล้ว แต่ชีวิตคู่ของแต่ละฝ่ายกำลังจืดจางและมาถึงทางตันจนไม่มีเวลาได้อยู่ด้วยกันเท่าที่ควร ผิดกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่เริ่มผูกพันกันมากขึ้นจนกลายเป็นความสัมพันธ์ต้องห้ามที่ไม่ว่าใครก็ยากจะห้ามใจได้

ถ้าพูดถึงคนไม่เคยกระทำการหว่องมาก่อน เรารู้สึกว่าการได้รับชม In the Mood for Love ถือเป็นประสบการณ์ชมภาพยนตร์ที่ค่อนข้างพิเศษเป็นการส่วนตัว เพราะหนึ่งในความโดดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการบอกเล่าเรื่องราวอันเรียบง่ายด้วยกลวิธีทางภาพยนตร์ที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะและแฝงนัยที่ชวนให้ผู้ชมร่วมขบคิด

เริ่มตั้งแต่การจัดองค์ประกอบภาพที่จัดให้ ผู้ชมทำหน้าที่ ‘แอบมอง’ เรื่องราวที่เกิดขึ้นของคุณนายชานและคุณเชา พร้อมด้วยการเลือก ใช้สถานที่ถ่ายทำที่มีความคับแคบ เบียดเสียด เพื่อแฝงนัยของความรู้สึกที่อึดอัดและคับข้องใจของเขาและเธอที่มีต่อกัน

รวมถึงการเลือกใช้แสงและสีของภาพที่ดูหม่นๆ ซึมเซา แต่ก็ค่อนไปในโทนอุ่น (Warm Tone) เป็นส่วนใหญ่ ก็อาจตีความได้ถึงความรู้สึกอันร้อนรุ่มของคุณนายชานและคุณเชาที่กำลังโหยหาและต้องการกันและกันในขณะที่ ‘แหวนแต่งงาน’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันที่ตัวละครทั้งสองสวมเอาไว้ก็สามารถสื่อได้ถึง ‘ข้อผูกมัด’ ที่ทั้งคู่ไม่สามารถถอดออกได้ 

และการเลือกใช้บทเพลงเร้าอารมณ์ที่ให้ความรู้สึกถึงความลึกลับ ก็อาจตีความได้ถึงความผูกพันที่คุณนายชานและคุณเชาต้องเก็บซ่อนเอาไว้เพื่อไม่ให้ถูกผู้คนรอบข้างซุบซิบนินทา และการฉายภาพของนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในออฟฟิศของทั้งคู่ ก็อาจตีความได้ถึงช่วงเวลาที่ค่อยๆ ผ่านเลยไป แต่ความรู้สึกของพวกเขากลับยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม ไม่คืบหน้าไปไหน

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องคือการแสดงของ จางม่านอวี้ ผู้รับบทเป็น คุณนายชาน ที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ ตั้งแต่ดวงตาเฉียบคมชวนให้เราหลงใหล ในขณะเดียวกันเธอก็ได้ถ่ายทอดอามณ์อันซับซ้อนผ่านสายตาคู่นั้น แทนการบอกเล่าผ่านคำพูดได้อย่างยอดเยี่ยม 

รวมถึง เหลียงเฉาเหว่ย ผู้รับบทเป็นคุณเชา ที่ถ่ายทอดบุคลิกอันเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยอารมณ์อ่อนไหวออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จึงไม่น่าแปลกใจนักที่เขาจะได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก Cannes Film Festival 2000

ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าประสบการณ์ที่เราได้รับจาก In the Mood for Love คือความสนุกที่ได้นั่งขบคิดและตีความนัยต่างๆ ที่หว่องกาไวได้แอบซ่อนเอาไว้ผ่านกลวิธีการเล่าเรื่องที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ ไปพร้อมๆ ติดตามเรื่องราวอันเปลี่ยวเหงาปนถวิลหาของคุณนายชานและคุณเชา

แต่ในขณะเดียวกันเราคิดว่าภาพยนตร์ของหว่องกาไวเรื่องนี้ถือเป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่องที่เรียบง่ายและไม่มีจุดที่ชวนให้เรารู้สึกตื่นเต้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อได้ไม่ยาก

แต่เราก็คิดว่าการได้มานั่งชม In the Mood for Love ในบรรยากาศของโรงภาพยนตร์สักครั้ง ก็ถือเป็นโอกาสที่หาไม่ได้บ่อยๆ

ตอนนี้ก็มาถึงคิวของ Happy Together (1997) ภาพยนตร์ลำดับที่ 2 จากเทศกาลภาพยนตร์ The World of Wong Kar-Wai’s Retrospective ที่สหมงคลฟิล์มได้หยิบ 5 ผลงานคุณภาพของหว่องกาไวมาฉายในโรงภาพยนตร์อีกครั้งด้วยความคมชัดระดับ 4K 

และการได้รับชม Happy Together ในโรงภาพยนตร์ครั้งนี้ ทำให้เราสัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์บางอย่างของหว่องกาไวได้ชัดเจนมากขึ้นพอสมควร 

Happy Together บอกเล่าเรื่องราวของ ไหลเยี่ยฟา (เหลียงเฉาเหว่ย) และ โหเป่าหวัง (เลสลี จาง) คู่รักชายหนุ่มที่ตัดสินใจออกเดินทางสู่ประเทศอาร์เจนตินา เพื่อยืนชมความงดงามของน้ำตกอีกวาซูด้วยกัน

แต่ระหว่างทาง ความสัมพันธ์ ของ ทั้งคู่กลับแย่ลงเรื่อยๆ ก่อตัวเป็นวังวนของความรักและความเกลียดชังที่ทั้งคู่มีให้กัน แม้จะ มีช่วงที่ต้องห่างเหินกันไป แต่ทั้งคู่ก็มีเหตุให้โคจรกลับมาพบเจอกันเสมอ และลึกๆ ในใจ ของแต่ละฝ่ายต่างรู้ดีว่า ความสัมพันธ์แบบนี้เป็นความรักที่มีแต่พวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจ

ในวันที่เราได้รับชม In The Mood For Love เป็นครั้งแรก เรารู้สึกว่าความสนุกของการได้ ‘กระทำความหว่อง’ คือการตี ‘นัย’ ต่างๆ ที่หว่องบรรจงใส่ไว้ในผลงานไปพร้อมกับเสพอารมณ์อันเปลี่ยวเหงาของคุณนายชาน (จางม่านอวี้) และ คุณเชา (เหลียงเฉาเหว่ย)

ซึ่งความสนุกที่เราได้รับจาก Happy Together ก็ไม่ได้แตกต่างจาก In The Mood For Love เท่าไรนัก เพียงแต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมคือ เราสัมผัสได้ถึงมุมมองความรักของหว่องกาไวที่สอดแทรกอยู่ในผลงานของเขาชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าเรื่องราวความรักของไหลเยี่ยฟาและโหเป่าหวังนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกับความรักของคุณนายชานและคุณเชาพอสมควร โดยเฉพาะประเด็นของ ‘การยึดติดในความรัก’ และ ‘ความสับสนในจิตใจ’ 

เริ่มต้นด้วยประเด็นการยึดติดในความรัก ที่ถ่ายทอด ผ่านตัวละครหลัก อย่างไหลเยี่ยฟา แม้ว่าเขามักจะทะเลาะกับโหเป่าหวังอ ยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกๆ ครั้งที่โหเป่าหวังกล่าวคำว่า “มาเริ่มกันใหม่นะ” เขา ก็พร้อมที่จะละทิ้ง ความโกรธภายในจิตใจ และเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้งเสมอ 

ซึ่งการยึดติดใน ความรักนี่เอง ที่นำไหลเยี่ยฟาไป สู่ประเด็นของ ‘ความสับสนในจิตใจ’ ที่ไม่รู้ว่าตัวเองควร จะอยู่เคียงข้างโหเป่าหวังต่อไป หรือควรจะเดินออกมาจากความสัมพันธ์ที่วนเวียนอยู่ กับ การมูฟออนเป็นวงกลมแบบนี้ต่อไปดีหรือไม่

เช่นเดียวกับเรื่องราวของคุณนายชานและคุณเชาที่ ‘ยึดติด’ อยู่กับความรักต้องห้าม และต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ จนทำให้เขาและเธอเริ่มสับสนว่า จะสานต่อความสัมพันธ์ลับๆ นี้ต่อไป หรือควรจะหยุดมันเอาไว้ และกลับไปใช้ชีวิตที่น่าอึดอัดเช่นเดิม

อาจกล่าวได้ว่าหว่องกาไวมอง ‘การยึดติด’ และ ‘ความสับสน’ เป็นส่วนประกอบหนึ่งของความรัก ที่แม้ว่าเราจะไม่อยากพบเจอ แต่ในท้ายที่สุดมันก็คือส่วนผสมที่ไม่อาจแยกจากกันได้

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงความรู้สึก ของผู้เขียนที่สัมผัสได้จาก In The Mood For Love และ Happy Together เท่านั้น ซึ่งเรา คิดว่าเรื่องราวแห่งการยึดติด และความสับสนที่ถูกสอดแทรกอยู่ภายใน งานศิลปะอันงดงาม ของ หว่องกาไว คือองค์ประกอบสำคัญที่ก่อกำเนิดเป็น ‘ความเปลี่ยวเหงา’ ที่ทำให้แฟนๆ ต่างหลงรักสองผลงานระดับขึ้นหิ้งนี้

หรือในอีกแง่หนึ่ง บางทีก็เป็นตัว ‘ความรัก’ เองนั่นแหละ ที่เป็นส่วนผสมสำคัญทำให้เราเสพติดความเปลี่ยวเหงา และหลงรักในตัวละครทั้งหลายที่หว่องกาไวเขียนขึ้นมาก็เป็นได้

Happy Together เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

สามารถรับชมตัวอย่างภาพยนตร์ได้ผ่านทาง

บทความอื่นๆ แปลรักฉันด้วยใจเธอ ความงดงามของซีรีส์ไทยที่ยืนหยัดเพื่อ LGBTQ