บทความ » If you’re armed and at the Glenmont metro, please shoot me

If you’re armed and at the Glenmont metro, please shoot me

24 กรกฎาคม 2021
62   0

If you’re armed and at the Glenmont metro, please shoot me

If you’re armed and at the Glenmont metro, please shoot me เอาให้เข้ากลางกบาลเลย เล็งเอียงลงมานิดนึงแล้วยิงเข้าไปที่ขมับ ผมอยากให้กระสุนใช้ระยะทางที่สั้นที่สุดในการเจาะผ่านสมองก่อนจะทะลุไปถึงฮิปโปแคมปัส และถ้าผมโชคดี ความรู้สึกของการมีกระสุนสักนัดกำลังแล่นผ่านหัวของผมคงใช้เวลาไม่กี่สิบปี

 If you’re armed and at the Glenmont metro, please shoot me

If มันอาจจะฟังดูน่ากลัว แต่คุณจะกลายเป็นคนที่มีบุญคุณอันใหญ่หลวงกับผม ผมต้องตายจากการโดนยิงที่หัวอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะมันไม่มีวิธีไหนที่ดีไปกว่านี่แล้วผมเจ็บปวดกับมันมานานกว่าหมื่นปีแล้ว

มันเริ่มตั้งแต่เช้าวันนี้ตอน 10.15 น. ผมหางานพิเศษทำด้วยการเป็นหนูทดลองยา ชื่อของผมเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะ “ตัวทดลองที่สมบูรณ์” จากการทดสอบยาหลายๆชนิดเพื่อหาผลข้างเคียงของตัวยา

บางครั้งก็เป็นยาที่ส่งผลกับไต บางครั้งก็ส่งผลกับความดันเลือดหรือคลอเลสเตอรอล และเช้าวันนี้พวกเขาบอกผมว่ายาที่ผมกินไปมันเป็นสารที่ออกฤทธิ์กับจิตและประสาท และเอาไว้ใช้เร่งการทำงานของสมองที่ผ่านมาไม่มียาตัวไหนสักตัวทำอะไรผมได้เลยและสุขภาพจิตของผมยังปกติดีอยู่ หรือพูดง่ายๆก็คือยาทุกชนิดที่ผมกินเพื่อทดสอบไม่มีตัวไหนเลยจะทำให้ผมซึมเศร้า, รู้สึกผ่อนคลายหรืออะไรก็ตามแต่ ผมคิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะให้ยาหลอกผมมาตลอด แต่จริงๆนะไม่มีครั้งไหนเลยที่มันจะส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายผมแต่ครั้งนี้มันแตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ ไอ้ยานี่มันได้ผล

เขาให้ยาผมมากินตอน 10.15 น. และบอกให้ผมพักผ่อนอยู่ในห้องรอจนกว่าพวกเขาจะเรียกผมไปทดสอบอีกครั้ง “แค่สามสิบนาทีเท่านั้นนะ” นักวิจัยบอกกับผม ผมล้มตัวนอนลงบนโซฟา แล้วอ่านบทความจากหนังสือ Psychology Today ที่วางอยู่บนโต๊ะกาแฟ พวกเขาก็ยังไม่เรียกผมตอนที่ผมอ่าน Psychology Today จบ ผมจึงหยิบ US News ขึ้นมาอ่าน จบจนทั้งเล่ม … จากนั้นผมก็หยิบ Scientific America มาอ่านต่อทำไมมันนานขนาดนี้วะผมหันมองไปดูนาฬิกาตรงกำแพงช้าๆ ตอนนี้ 10.23 น. เอง ผมอ่านนิตยสาร 3 เล่มในเวลาแค่ 8 นาที ในตอนนั้นผมคิดว่าวันนี้ต้องเป็นวันที่ยาวนานมากแน่ๆ

แล้วผมก็คิดถูกในห้องรอมีชั้นหนังสือเล็กๆอยู่ ตอนที่ผมยืนขึ้นเพื่อที่จะเดินไปที่ชั้นหนังสือผมรู้สึกว่าขาผมขยับได้ค่อนข้างลำบาก ไม่ใช่เพราะว่ามันเจ็บหรืออะไรนะ มันแค่ช้า ผมใช้เวลาเป็นนาทีเพื่อที่จะยืนขึ้นจากโซฟา และใช้เวลาอีกหนึ่งนาทีเพื่อเดินสองก้าวไปยังชั้นหนังสือนั่นผมมองหาหนังสือเก่าๆบนชั้นแล้วก็เลือกหนังสือ Moby Dick ออกมา แขนของผมก็เป็นเหมือนกัน มันเชื่องช้าเหมือนกับขา แค่ยื่นมือไปหยิบหนังสือที่ห่างเพียง 1 ฟุตก็ใช้เวลานานมาก ผมโคตรเบื่อ

ที่ต้องมารอมือของผมค่อยๆยื่นออกไปและสัมผัสไปที่สันหนังสือเล่มนั้นผมพยายามอย่างหนักเพื่อเอาตัวเองกลับไปนอนลงบนโซฟา ตอนที่ร่างกายผมค่อยๆล้มลงอย่างช้าๆ มันทำให้ผมนึกถึงนักบินอวกาศที่กระโดดด้วยแรงโน้มถ่วงที่เบาบางบนดวงจันทร์ ผมเปิดหนังสือ Moby Dick (อย่างช้าๆ) แล้วเริ่มอ่านตั้งแต่คำแรก — Call me Ishmael — จนถึงตอนที่อาฮับโยนท่อเหล็กของเขาลงไปในทะเล (ซึ่งเป็นฉากที่อยู่ท้ายบทที่ 30 แล้ว) ก่อนที่พวกเขาจะเรียกผม“คุณรู้สึกยังไงบ้าง ?” ผู้ช่วยนักวิจัยถามผม“ผมรู้สึก … ช้า” ผมตอบ“จริงๆแล้ว ถ้าให้พูดตามตรงก็คือ ทุกอย่างรอบตัวคุณมันช้า

เพราะคุณเร็วเกินไปยังไงล่ะ”“แต่แขนกับขาของผมมันก็เคลื่อนไหวได้ช้าเหมือนกันนะ”“ร่างกายของคุณเคลื่อนไหวช้าลงเพราะสมองของคุณเร็วมาก มันทำงานเร็วกว่าปกติ 10 ถึง 20 เท่าเลยแหละ คุณสามารถคิดและรับรู้ถึงสิ่งต่างๆรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ร่างกายของคุณก็ขยับได้อย่างเชื่องช้าตามกฎของชีวกลศาสตร์ พูดง่ายๆก็คือตอนนี้คุณก็กำลังเคลื่อนไหวเร็วกว่าคนทั่วไปนั่นแหละ” แล้วเธอก็ทำท่าเหมือนวิ่งจ๊อกกิ้ง “แต่เพราะว่าสมองคุณทำงานเร็วกว่าปกติมาก นั่นเลยทำให้คุณเห็นภาพตัวเองเคลื่อนที่อย่างช้าๆ แม้ว่าคุณจะเดินเร็วแล้วก็ตาม”ผมคิดถึงตอนที่ตัวของผมค่อยๆล้มลงอย่างช้าๆบนโซฟา

ถึงแม้ผมจะขยับร่างกายได้ช้าลง ร่างกายของผมก็น่าจะตอบสนองกับแรงโน้มถ่วงเหมือนเดิม แต่ตอนที่อยู่ในห้องรอผมเห็นตัวเองค่อยๆล้มลงอย่างช้าๆ การที่ร่างกายตัวเองขยับได้ช้าลงมันก็ไม่ได้หมายความว่าแรงโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นกับผมมันต้องน้อยลงด้วย ผมว่าตอนนี้สมองของผมทำงานด้วยสุดยอดความเร็วแน่ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงใช้เวลาอ่านนิตยสาร 3 เล่มกับ Moby Dick 30 บทแรกด้วยเวลาเพียงแค่ 15 นาทีพวกเขาเริ่มทดสอบผมหลายๆอย่าง ทดสอบร่างกายนั้นสนุกมาก พวกเขาให้ผมเดาะบอล 3 ลูก แล้วก็เพิ่มเป็น 4 ลูก แล้วก็ 6 ลูก ผมเลี้ยงบอล 6 ลูกในอากาศได้อย่างไม่ยากเย็นเพราะลูกบอลพวกนี้มันเคลื่อนที่ได้ช้ามาก เอาจริงๆนะ มันน่าเบื่อมากที่ต้องมานั่งรอลูกบอลลอยไปในอากาศแล้วก็ร่วงลงมาเพื่อให้ผมเดาะมัน (ด้วยมือที่แสนเชื่องช้าของผม) ขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาโยนโกโก้ครั้นซ์ เม็ดนึงขึ้นไปในอากาศผมก็รับมันได้ด้วยตะเกียบ ต่อมาก็ปล่อยเหรียญร่วงลงมาที่พื้น ผมสามารถนับมูลค่าทั้งหมดของเหรียญพวกนั้นได้ก่อนจะตกถึงพื้นด้วยซ้ำการทดสอบกระบวนการคิดวิเคราะห์นั้นสนุกน้อยลงมาหน่อย แต่มันก็ทำให้ผมเข้าใจแจ่มแจ้งเกี่ยวกับสมองผม ผมหาคำ 50 คำในบทความได้ (ภายใน 3 วินาที) หาทางออกของปริศนาเขาวงกตที่วาดลงบนโปสเตอร์ขนาดเล็กได้ (ภายใน 2 วินาที) ดูภาพสไลด์โชว์จากโปรเจคเตอร์ที่ฉาย 10 ภาพใน 1 วินาที และตอบคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดของรูปแต่ละรูปที่ผมเห็นได้ (ความแม่นยำ 95%)พวกเขาวัดค่าผมได้ถึง 250 Knopf scale นี่มันเป็นค่าความเร็วของยอดมนุษย์ชัดๆพวกเขาให้ผมกลับบ้าน “ฤทธิ์ของยามันน่าจะเสื่อมลงในไม่กี่ชั่วโมงนะ” เขาบอก “แต่คุณจะรู้สึกเหมือนว่ามันนานเป็นวัน ลองใช้มันทำอะไรซักอย่างดูสิ เช่น … ตอบอีเมลล์ที่ทำงานในขณะที่คุณยังอยู่ในโหมดความเร็วนี่!”ทางกลับบ้านมันน่ากลัวมาก ระยะทางแค่ 3 สถานีรถไฟซึ่งใช้เวลาแค่ 15 นาทีในความเป็นจริง แต่ในลูปเวลาของผม ผมใช้เวลาเป็นวัน วันนึงเต็มๆ! แค่เดินออกจากห้องวิจัยไปที่ลิฟท์ก็ใช้เวลาเป็นชั่วโมงแล้ว ผมอยากให้ขาของผมมันขยับไวกว่านี้หน่อย แต่ด้วยกฏของชีวกลศาสตร์ที่หน่วงเหนี่ยวผมเอาไว้ ถึงแม้ว่าสมองผมจะเร็วแค่ไหนมันก็ไม่ได้ช่วยให้ขาผมขยับได้เร็วขึ้นแม้แต่น้อยด้วยความเร็วที่ต่างกันของร่างกายกับจิตใจผม มันทำให้ผมตัดสินใจได้ยากมากในตอนที่ต้องการจะลดความเร็วลง หัน หรือหมุนร่างกาย ผมรู้สึกเหมือนยักษ์เดินต้วมเตี้ยมและเชื่องช้า ผมกะความเร็วของตัวเองพลาดและชนเข้ากับกำแพงข้างที่กดปุ่มเรียกลิฟท์อย่างแรง ถึงแม้ผมจะเห็นกำแพงค่อยๆใกล้เข้ามาหาผม ผมก็ไม่สามารถยื่นนิ้วไปกดปุ่มนั้นหรือขยับตัวหลบได้เร็วพอก่อนที่ผมจะชนเข้ากับมัน อย่างแรงเลย มันเจ็บมาก ถ้าสมองผมทำงานด้วยความเร็วปกติความเจ็บคงจะอยู่แค่ 30 วินาทีประมาณนั้น แต่ด้วยสภาวะของผมตอนนี้ ความเจ็บนั่นมันคงอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง น่าจะ 45 นาทีด้วยซ้ำนี่เป็นการลงลิฟท์ที่สยองมากเช่นกัน ผมรู้สึกว่าผมใช้เวลาไป 4-5 ชั่วโมงในการลงลิฟท์ 7 ชั้น ต้องอยู่ในที่แคบๆนี่ไม่มีอะไรให้มองนอกจากโครงสร้างภายในตัวลิฟท์ผมวิ่งไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน บอกได้เลยว่านี่เป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก ถึงเวลาร่างกายผมจะเคลื่อนที่ได้อย่างเชื่องช้า ผมก็สามารถเดินได้อย่างระมัดระวัง ค่อยๆเลือกจุดที่จะก้าวเท้าเดินไป แกว่งแขนหรือหันตัวได้เป็นอย่างดี ผมใช้ระยะทางแค่ 1-2 ช่วงตึกในการทำความคุ้นเคยกับสมองที่มีความเร็ว 20 กว่าเท่าของร่างกาย และหลังจากนั้นผมก็สามารถวิ่งกินลมชมวิวไปตามทางที่เหลือ เอี้ยวตัวและหักหลบคนบนทางเท้า หลบรถที่วิ่งสวนไปมาได้ในระยะเพียง 1 นิ้ว (นับเป็นนาทีก็ได้) ก่อนจะถึงตัวผมผมใช้เวลาเป็นชั่วโมงในลูปเวลาของผม ลงไปยังทางเดินใต้ดินและวิ่งไปยังชานชาลา อยากให้คุณรู้ว่าผมเบื่อแค่ไหนที่จะต้องรอรถไฟที่จะมาถึงในอีก 6 นาที เอาเถอะ อย่างน้อยที่สถานีรถไฟก็ยังมีอะไรให้มองมากกว่าตอนลงลิฟท์นั่น ผมน่าจะขโมยหนังสือ Moby Dick ติดตัวมาด้วยรถไฟสายสีแดงส่งเสียงดังเข้ามาที่สถานีอย่างช้าๆ เสียงแหลมๆตอนที่รถไฟเบรคถูกสุดยอดความเร็วสมองของผมเปลี่ยนเป็นเสียงทุ้มต่ำที่ลากยาวเหมือนกับเสียงของเครื่องทูบาที่ถูกเป่าไม่ใช่แค่คลื่นเสียงของรถไฟนะที่ดูต่ำลงกว่าเดิม 3 Octave เสียงที่ผมได้ยิน